JJNY : สมชัยเปิดข้อมูล เบื้องหลังอนุฯ│ม็อบ 3 กลุ่มรอรับครม.สัญจร│แห่ใช้สิทธิ‘ไทยช่วยไทยพลัส’│ผู้นำเนปาลเรียกร้องนานาชาติ

สมชัย เปิดตอนแรก ข้อมูล 200 หน้า เบื้องหลังอนุฯ ชุด 36 ตีตก 229 พ้นฮั้วสว.
https://www.matichon.co.th/politics/news_5870720
.

.
‘สมชัย’ เปิดเอกสารวงในกว่า 200 หน้า แฉเบื้องหลังอนุฯ ชุด 36 ก่อนมติยกคำร้อง 229 ผู้ถูกกล่าวหาคดีฮั้ว ส.ว.
.
เมื่อวันที่ 1 กันยายน นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “ปั่นไปไหน – สมชัย ศรีสุทธิยากร” ในหัวข้อ “เหตุใด การทำงานของอนุกรรมการวินิจฉัยฯ คดีฮั้ว ส.ว. จึงขาดความน่าเชื่อถือ (ตอนที่ 1 ใครเป็นใคร)” เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ซึ่งก่อนหน้านี้มีมติยกคำร้องผู้ถูกกล่าวหา 229 รายในคดีฮั้ว ส.ว. ก่อนส่งเรื่องให้ กกต.ชุดใหญ่พิจารณา
.
นายสมชัยระบุว่า ตนมีเอกสารจำนวนมากกว่า 200 หน้า ซึ่งได้รับจากบุคคลภายใน กกต. โดยเอกสารมีลายน้ำระบุว่า “เอกสารใช้ภายในเท่านั้น” แต่ไม่มีตราประทับ “ลับ” หรือ “ลับมาก”
.
หลังจากอ่านเอกสารดังกล่าว พบว่ามีหลายประเด็นที่ควรตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการทำงานของ กกต. และอาจเป็นข้อเสนอแนะประกอบการวินิจฉัยคดีฮั้ว ส.ว.ของ กกต.ทั้ง 7 คน โดยจะทยอยเปิดเผยข้อมูลเพื่อประโยชน์สาธารณะ
.
นายสมชัยระบุถึงบุคลากรที่เป็นองค์ประกอบของคณะอนุกรรมการฯ และบทบาทในการปฏิบัติหน้าที่ จากการอ่านรายงานการประชุมหลายครั้งว่า
.
1. ผู้เป็นประธานที่ประชุมคือ นายเชาวนะ ไตรมาศ อดีตเลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมาจากการเสนอชื่อของนายฐิติเชฏฐ์ นุชนารถ กกต. ไม่ใช่ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล ซึ่งมาจากการเสนอชื่อของ กกต.เสียงข้างมาก ตามที่เคยปรากฏเป็นข่าว
.
2. ผู้ที่มีบทบาทหลักในการประชุมกลับเป็นนายอนุชา จันทร์สุริยา ซึ่งมาจากการเสนอชื่อของนายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. โดยนายสมชัยอ้างว่า จากรายงานการประชุมพบว่านายอนุชามีบทบาทนำการประชุม และมีการบันทึกบทบาทดังกล่าวไว้ในการประชุมทุกครั้ง ขณะที่ผู้ดำรงตำแหน่งประธานไม่ปรากฏบันทึกว่ามีการพูดหรือแสดงบทบาทใด
.
3. อนุกรรมการที่ปรากฏว่ามีการซักถามและแสดงความคิดเห็นเป็นหลักมี 3 คน ได้แก่ นายอัฌษไธค์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต นายนันทศักดิ์ พูลสุข และนายอนุชา จันทร์สุริยา
.
ขณะที่อนุกรรมการอีก 4 คน ได้แก่ นายเชาวนะ ไตรมาศ นายเดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์ นายธัชสกล พรหมจมาศ และ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล แทบไม่ปรากฏในบันทึกรายงานการประชุมว่ามีการแสดงความคิดเห็น ซักถาม อภิปราย หรือให้ข้อเสนอแนะ แต่เมื่อถึงขั้นตอนลงมติก็สามารถลงมติได้ทันที
.
นายสมชัยตั้งข้อสังเกตว่า การประชุมแต่ละครั้งใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง แต่รายงานการประชุมกลับไม่ปรากฏบทบาทของอนุกรรมการทั้ง 4 คนดังกล่าว ก่อนทิ้งท้ายว่า จะเปิดเผยข้อมูลใน “ตอนที่ 2 วิธีการพิจารณาสำนวน เขาทำกันอย่างไร” ต่อไป.
.
https://www.facebook.com/somchaivision/posts/1643932040632741
.

.
ม็อบ 3 กลุ่ม รอรับ ครม.สัญจร ยื่นข้อเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหา
.
ม็อบ 3 กลุ่ม รอรับ ครม.สัญจร ยื่นข้อเรียกร้องช่วยแก้ปัญหาการส่งออกกุ้ง , โครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษในอำเภอจะนะ และคัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์จังหวัดชุมพร ระนอง
.
วันนี้ (1 ก.ย.69) ที่สำนักงานเทศบาลเมืองคอหงส์ มีการจัดเต็นท์และเก้าอี้ รองรับภาคประชาชนและกลุ่มชาวบ้านที่มายื่นหนังสือ เพื่อเรียกร้องต่างๆให้กับรัฐบาลในการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร โดยมีเครือข่ายผู้เลี้ยงกุ้งไทยพัฒนาเพื่อความยั่งยืน
.
โดยนายปรีชา สุขเกษม ผู้ประสานงานเครือข่าย นำมวลชนมายื่นข้อเรียบร้องให้นายกรัฐมนตรี แก้ปัญหาการส่งออกกุ้งระหว่างประเทศไทยกับประเทศมาเลเซีย เนื่องจากผ่านมานานกว่า 3 เดือนแล้ว รัฐบาลยังไม่แก้ไขปัญหาให้มีความชัดเจนและให้การส่งออกไปยังประเทศมาเลเซียกลับเข้าสู่สภาวะปกติ ตามเงื่อนไขการค้าระหว่างประเทศ  ทำให้แม่ค้ารายย่อยต้องจ่ายค่าใช้จ่ายการเคลียร์เส้นทางนำกุ้งสดวันละ 80-100 ตัน ไปขายที่ประเทศมาเลเซียกิโลกรัมละ 7 บาท  ซึ่งเงินส่วนนี้ กลุ่มผู้ค้าจะไปลดราคาซื้อกุ้งจากเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งไทย และหากปล่อยไว้ก็จะทำให้กุ้งไทยล้นตลาดได้ จึงขอให้นายกรัฐมนตรี สั่งการให้เร่งแก้ไขปัญหาเร่งด่วนภายใน 30 วัน
.
นอกจากนี้ยังมีกลุ่มชุมชนจะนะต้นแบบ ที่ยื่นหนังสือขอเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาพื้นที่ ในโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษในพื้นที่อำเภอจะนะ
.
1. ต้องการถือใบอนุญาตโรงไฟฟ้า 1,100 เมกะวัตต์ เป็นหลักประกัน และความมั่นคงระยะยาวเพื่อชดเชยความสูญเสียที่ชุมชนต้องแบกรับในอนาคต
.
2. ขอให้นิคมอุตสาหกรรมจ้างงานคนในพื้นที่อำเภอจะนะ 30% 
.
3. ขอให้มีการแต่งตั้งกรรมการกำกับดูแลสิ่งแวดล้อมโดยมีตัวแทนจากชุมชนไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่ง
.
4. ภาษีของบริษัทในพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจพิเศษต้องจ่ายให้กับท้องถิ่น
.
5. ให้กลุ่มชุมชนชนะต้นแบบมีส่วนร่วมในการดำเนินการ CSR ของบริษัทในพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ทั้งนี้หากข้อเรียกร้องของกลุ่มชุมชนจะนะต้นแบบ ไม่ได้รับตอบสนองจากรัฐบาลก็จะคัดค้านโครงการอย่างถึงที่สุด
.
และมีกลุ่มเครือข่ายภาคประชาชนเพื่อประชาชนที่มายื่นหนังสือคัดค้าน โครงการแลนบริดจังหวัดชุมพรและระนอ
.
ทั้งนี้บนถนนปุณณกัณฑ์ เส้นทางที่จะเดินทางไปยังศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติ ครบ 60 ปี ซึ่งเป็นสถานที่ประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรมีการระดมตำรวจในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 9 ตั้งจุดตรวจจุดสกัด ช่วงหัวและท้ายของถนน และตั้งแผงเหล็กกั้นไม่ให้รถจอดริมถนน พร้อมมีตำรวจจราจร สภ.คอหงส์ ขับรถตรวจอย่างเข้มงวด
.

.
ชาวบ้านแห่ใช้สิทธิ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ มารอตั้งแต่ตี 4 หวั่นทบทวนสิทธิไม่ผ่าน
https://www.dailynews.co.th/news/6153920/
.
ร้านค้ากลับมาคึกคัก เงินเข้าบัตรสวัสดิการ-ไทยช่วยไทยพลัส ชาวบ้านมารอตั้งแต่ตี 4 หวั่นทบทวนสิทธิไม่ผ่าน วอนรัฐเห็นใจ
.
เมื่อวันที่ 1 ก.ย. ที่ จังหวัดอุทัยธานี ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจการใช้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ภายหลังรัฐบาลเติมวงเงินเข้าทั้ง 2 โครงการในวันนี้ โดยที่ร้านปิยะวัฒน์ มินิมาร์ท ร้านขายของชำขนาดใหญ่ในพื้นที่ตำบลหนองยาง อำเภอหนองฉาง จังหวัดอุทัยธานี พบว่าบรรยากาศการจับจ่ายสินค้ากลับมาคึกคักอีกครั้ง มีประชาชนเดินทางมารอใช้สิทธิตั้งแต่เวลา 04.00 น. ก่อนที่ร้านจะเปิดให้บริการในเวลา 05.00 น.
.
โดยประชาชนส่วนใหญ่นำวงเงินจากโครงการมาเลือกซื้อสิ่งของจำเป็นสำหรับรับประทานและใช้ภายในครัวเรือน ทั้งข้าวสาร น้ำปลา เครื่องปรุงรส อาหารสด อาหารแห้ง รวมถึงของใช้อุปโภคบริโภคต่างๆ เพื่อเก็บไว้ใช้และช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพ ส่งผลให้ตั้งแต่ช่วงเช้า ภายในร้านมีลูกค้าเข้ามาเลือกซื้อสินค้าอย่างต่อเนื่อง และมียอดขายกลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังจากก่อนหน้านี้บรรยากาศค่อนข้างเงียบเหงา
.
จากการสอบถามประชาชนรายหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิม แต่ปัจจุบันอยู่ระหว่างการยื่นอุทธรณ์และทบทวนคุณสมบัติ เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังคงสามารถใช้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิมได้ จึงรีบเดินทางมาซื้อข้าวสาร น้ำปลา เครื่องปรุงรส และอาหารแห้งต่างๆ เพื่อเก็บไว้รับประทานภายในครอบครัว ซึ่งสินค้าที่ซื้อในครั้งนี้สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้ประมาณหนึ่งเดือน
.
อย่างไรก็ตาม ยังคงรู้สึกกังวลว่าอาจไม่ได้รับสิทธิในรอบต่อไป พร้อมหวังว่าภายหลังการทบทวนคุณสมบัติและพิจารณาคำอุทธรณ์แล้ว ตนเองจะยังคงได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามเดิม เนื่องจากวงเงินดังกล่าวสามารถช่วยเหลือครอบครัวได้เป็นอย่างมาก อย่างน้อยทำให้มีเงินซื้อข้าวสารและอาหารที่จำเป็น ส่วนค่าใช้จ่ายด้านอื่นๆ จะออกไปทำงานหารายได้มาจุนเจือครอบครัว
.
ปีนี้ไม่สามารถทำนาได้ ทำให้ขาดรายได้และไม่มีข้าวจากผลผลิตของตนเองไว้รับประทาน เงินช่วยเหลือจากโครงการจึงมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิต เพราะช่วยให้สามารถซื้อข้าวสารและอาหารประทังชีวิตได้แบบเดือนต่อเดือน จึงอยากให้รัฐบาลเห็นใจประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน และพิจารณาให้ได้รับสิทธิช่วยเหลือต่อไป

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่