จริยธรรมของผู้สร้างกฎหมายและคำอธิบายทางประวัติศาสตร์การศึกษา
เมื่อพิจารณาในเชิง จริยธรรมของวิชาการและจริยธรรมของผู้ใช้อำนาจทางการศึกษา ประเด็นนี้ต้องแยกออกจากคำถามว่า “กฎหมายฉบับใดดีกว่ากัน” เพราะแก่นของปัญหาอยู่ที่ ความรับผิดชอบของผู้มีสถานะเป็นผู้รู้ต่อข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ และต่อกฎหมายหรือคำอธิบายที่ตนเป็นผู้สร้างและเผยแพร่
ในกรอบนี้ จริยธรรมที่เกี่ยวข้องมีอย่างน้อย 4 ชั้น
1. จริยธรรมแห่งความจริงทางวิชาการ (Academic Integrity)
ผู้เขียนกฎหมาย ตำรา หรือคำอธิบายทางการศึกษา มีหน้าที่แยกให้ชัดเจนระหว่าง ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว สิ่งที่กฎหมายบัญญัติขึ้นภายหลัง และการตีความของผู้เขียนเอง
การอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538 เกิดผลเป็นรูปธรรมก่อนวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2540 โดยมีครูและบุคลากรทางการศึกษาประมาณ 600,000 คน และแรงงานอาสาจากประชาชน 695,079 คน เข้ามามีส่วนร่วมในการปรับปรุงการศึกษาในทุกมิติ
ผลการดำเนินงานที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2540 ได้แก่
ปรับปรุงโรงเรียน 29,845 โรง
ปรับปรุงอาคารเรียน 38,112 หลัง
ก่อสร้างหรือปรับปรุงอาคารอเนกประสงค์ 12,227 หลัง
ปรับปรุงห้องน้ำในโรงเรียน 11,257 แห่ง
ผลลัพธ์ไม่ได้หยุดอยู่ที่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน แต่ทำให้ ณ วันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2540 ประเทศไทยสามารถจัดบริการทางการศึกษา 15 ปี ได้แล้ว
จำนวนเด็กและเยาวชนอายุ 3–17 ปีในระบบการศึกษาเพิ่มจาก 12.33 ล้านคน เป็น 16.68 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4.35 ล้านคน
เด็กจากครอบครัวยากจนประมาณ 4.35 ล้านคน ได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรมเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การจัดบริการการศึกษาของประเทศไทย พร้อมระบบสนับสนุนที่ทำให้เด็กสามารถเข้าสู่และอยู่ในระบบการศึกษาได้ ได้แก่ อาหาร 1 มื้อ รถรับ–ส่งหรือค่ารถ การอยู่ประจำพร้อมอาหาร 3 มื้อ เครื่องแบบครบชุด และอุปกรณ์การเรียน
เครื่องแบบครอบคลุม ชุดนักเรียน ชุดพละ และชุดลูกเสือ–เนตรนารีหรือยุวกาชาด พร้อมอุปกรณ์การเรียนที่จำเป็น
ข้อเท็จจริงเหล่านี้ทำให้ลำดับเวลาไม่อาจถูกสลับหรือเขียนใหม่ได้
การจัดบริการการศึกษา 15 ปีและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงอยู่ก่อนพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542
ดังนั้น ปัญหาทางจริยธรรมไม่ได้อยู่ที่การตีความประวัติศาสตร์แตกต่างกันเท่านั้น แต่อยู่ที่ ความซื่อตรงต่อข้อเท็จจริงและลำดับเวลา
2. จริยธรรมแห่งความรับผิดชอบต่อความรู้สาธารณะ
กฎหมายการศึกษาแห่งชาติไม่ได้เป็นเพียงเอกสารทางกฎหมาย แต่มีอิทธิพลต่อกรอบที่ครู นักเรียน นักวิชาการ และประชาชนใช้ทำความเข้าใจประวัติศาสตร์การศึกษาของประเทศ
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 รับรองสิทธิการศึกษาไว้ 12 ปี ขณะที่การจัดบริการทางการศึกษา 15 ปีเกิดขึ้นแล้ว ณ วันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2540
ข้อเท็จจริงสองประการนี้ต้องถูกวางไว้ตามลำดับเวลา
สิ่งที่เกิดขึ้นจริงก่อนกฎหมาย ต้องแยกออกจาก สิ่งที่กฎหมายบัญญัติขึ้นภายหลัง
การที่กฎหมาย พ.ศ. 2542 รับรองสิทธิไว้ 12 ปี ไม่ได้ลบล้างข้อเท็จจริงว่าการจัดบริการการศึกษา 15 ปีเกิดขึ้นแล้วในปี 2540
กฎหมายภายหลังสามารถกำหนดสิทธิใหม่ รับรองสิทธิเดิม ลดทอนสิทธิ หรือเปลี่ยนแปลงระบบได้ แต่ไม่สามารถเปลี่ยนวันที่ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปแล้วได้
เมื่อพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ถูกเรียกว่า “กฎหมายแม่บท” หรือ “ธรรมนูญการศึกษา” ยิ่งต้องระมัดระวังไม่ให้สถานะทางกฎหมายของเอกสารฉบับหนึ่งถูกนำไปกลบลำดับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์
3. จริยธรรมของผู้ถืออำนาจในการนิยามความรู้
การอ้างตนเป็น “ปราชญ์ทางการศึกษา” ทำให้มาตรฐานความรับผิดชอบสูงขึ้น เพราะบุคคลซึ่งได้รับการยอมรับในฐานะผู้รู้ย่อมมีอำนาจอย่างมากในการกำหนดว่า คนรุ่นหลังจะเข้าใจประวัติศาสตร์การศึกษาไทยอย่างไร
อำนาจในการนิยามความรู้จึงมาพร้อมกับความรับผิดชอบที่จะต้องรักษาความถูกต้องของข้อเท็จจริง
ผู้มีอำนาจในการเขียนกฎหมายหรือสร้างคำอธิบายทางการศึกษา ไม่สามารถเปลี่ยนลำดับของความเป็นจริง เพื่อให้สอดคล้องกับเรื่องเล่าที่สร้างขึ้นภายหลังได้
โดยเฉพาะเมื่อมีผลลัพธ์เชิงประจักษ์จำนวนมากเกิดขึ้นก่อนพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ทั้งจำนวนผู้มีส่วนร่วม จำนวนโรงเรียน อาคาร และจำนวนเด็กและเยาวชนที่เข้าสู่ระบบการศึกษา
ตัวเลขเหล่านี้ทำให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาไม่ได้เป็นเพียงข้อความในกฎหมาย แต่เป็น การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับชีวิตของประชาชนจริง
4. จริยธรรมแห่งความรับผิดชอบต่อผู้ริเริ่มและผลงานที่เกิดขึ้นก่อนหน้า
การอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538 ภายใต้การนำของ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล และความร่วมมือของครู บุคลากรทางการศึกษา และประชาชน ทำให้เกิดผลลัพธ์เป็นรูปธรรมก่อนวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2540
ประชาชน 695,079 คน และครูและบุคลากรทางการศึกษาประมาณ 600,000 คน มีส่วนร่วมในกระบวนการดังกล่าว
ดังนั้น ผลงานนี้ไม่ใช่เพียงแนวคิดของบุคคลหนึ่ง แต่เป็นผลจาก การระดมกำลังของผู้ปฏิบัติงานทางการศึกษาและประชาชนจำนวนมหาศาล
การบันทึกประวัติศาสตร์จึงต้องให้ความสำคัญทั้งต่อผู้ริเริ่ม ผู้ปฏิบัติงาน และประชาชนที่ร่วมทำให้ผลลัพธ์เกิดขึ้นจริง
การนำกฎหมายที่เกิดขึ้นภายหลังมาอธิบายเสมือนเป็นต้นกำเนิดของผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้า ย่อมทำให้ ลำดับของผู้ริเริ่มและลำดับของผลงานถูกเปลี่ยนแปลงไปจากความเป็นจริง
การเขียนกฎหมายกับการเขียนประวัติศาสตร์ของกฎหมายไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
นี่คือหัวใจของปัญหา
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 สามารถกำหนดกรอบสิทธิและระบบการศึกษาในปี 2542 ได้ แต่ไม่สามารถเปลี่ยนข้อเท็จจริงว่าอะไรเกิดขึ้นในปี 2538 และ 2540
การออกกฎหมายภายหลังไม่ได้ทำให้การดำเนินงานที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นหายไป
ดังนั้น กฎหมายกับประวัติศาสตร์ต้องถูกอ่านคนละชั้น
กฎหมายบอกว่า รัฐกำหนดอะไรในเวลาที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ
ประวัติศาสตร์บอกว่า อะไรเกิดขึ้นจริงก่อนหน้านั้น ใครเป็นผู้ริเริ่ม ใครเป็นผู้ดำเนินการ และผลลัพธ์เกิดขึ้นเมื่อใด
การจัดบริการการศึกษา 15 ปี เกิดขึ้นและมีผลลัพธ์เชิงประจักษ์ก่อนวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2540
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 เกิดขึ้นภายหลัง และรับรองสิทธิไว้ 12 ปี
ลำดับนี้ไม่สามารถสลับกันได้
ดังนั้น การนำพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาอธิบายเสมือนเป็น “ต้นกำเนิด” ของสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น จึงเป็นปัญหาทั้งในด้าน ความถูกต้องทางประวัติศาสตร์และจริยธรรมทางวิชาการ
คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า
ภายใต้จริยธรรมแบบใด ผู้ซึ่งมีหน้าที่สร้างและถ่ายทอดความรู้ทางการศึกษา จึงสามารถนำกฎหมายที่เกิดขึ้นภายหลังมาเป็นกรอบอธิบายราวกับเป็นต้นกำเนิดของสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นได้ ทั้งที่ลำดับเหตุการณ์ ตัวเลข ผลงาน และหลักฐานทางประวัติศาสตร์สามารถตรวจสอบได้?
เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2540 มีการจัดบริการการศึกษา 15 ปี แล้ว และมีเด็กและเยาวชนอายุ 3–17 ปีในระบบการศึกษาเพิ่มจาก 12.33 ล้านคนเป็น 16.68 ล้านคน ขณะที่โรงเรียน 29,845 โรง อาคารเรียน 38,112 หลัง อาคารอเนกประสงค์ 12,227 หลัง และห้องน้ำ 11,257 แห่ง ได้รับการปรับปรุงแล้ว
เหตุใดประวัติศาสตร์ของสิ่งที่เกิดขึ้นจริงเหล่านี้จึงถูกอธิบายโดยเริ่มต้นจากกฎหมายที่ประกาศใช้ในปี 2542?
คำถามนี้จึงไม่ใช่เพียงคำถามว่ากฎหมายฉบับใดเป็นกฎหมายแม่บท แต่เป็นคำถามถึง ความซื่อตรงต่อข้อเท็จจริง ความรับผิดชอบต่อความรู้สาธารณะ และจริยธรรมของผู้มีอำนาจในการกำหนดว่า คนรุ่นหลังจะจดจำประวัติศาสตร์การศึกษาไทยอย่างไร
เพราะประวัติศาสตร์ไม่ได้เริ่มต้นในวันที่มีผู้เขียนกฎหมายขึ้นมารับรอง แต่เริ่มต้นจาก สิ่งที่เกิดขึ้นจริง ผู้ที่ลงมือทำจริง และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงในเวลานั้น
และหน้าที่ของผู้เขียนประวัติศาสตร์การศึกษา คือ บันทึกความจริงตามลำดับที่มันเกิดขึ้น ไม่ใช่เขียนอดีตขึ้นใหม่ให้สอดคล้องกับกฎหมายที่เกิดขึ้นภายหลัง
ประวัติศาสตร์การศึกษาไทย
เมื่อพิจารณาในเชิง จริยธรรมของวิชาการและจริยธรรมของผู้ใช้อำนาจทางการศึกษา ประเด็นนี้ต้องแยกออกจากคำถามว่า “กฎหมายฉบับใดดีกว่ากัน” เพราะแก่นของปัญหาอยู่ที่ ความรับผิดชอบของผู้มีสถานะเป็นผู้รู้ต่อข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ และต่อกฎหมายหรือคำอธิบายที่ตนเป็นผู้สร้างและเผยแพร่
ในกรอบนี้ จริยธรรมที่เกี่ยวข้องมีอย่างน้อย 4 ชั้น
1. จริยธรรมแห่งความจริงทางวิชาการ (Academic Integrity)
ผู้เขียนกฎหมาย ตำรา หรือคำอธิบายทางการศึกษา มีหน้าที่แยกให้ชัดเจนระหว่าง ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว สิ่งที่กฎหมายบัญญัติขึ้นภายหลัง และการตีความของผู้เขียนเอง
การอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538 เกิดผลเป็นรูปธรรมก่อนวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2540 โดยมีครูและบุคลากรทางการศึกษาประมาณ 600,000 คน และแรงงานอาสาจากประชาชน 695,079 คน เข้ามามีส่วนร่วมในการปรับปรุงการศึกษาในทุกมิติ
ผลการดำเนินงานที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2540 ได้แก่
ปรับปรุงโรงเรียน 29,845 โรง
ปรับปรุงอาคารเรียน 38,112 หลัง
ก่อสร้างหรือปรับปรุงอาคารอเนกประสงค์ 12,227 หลัง
ปรับปรุงห้องน้ำในโรงเรียน 11,257 แห่ง
ผลลัพธ์ไม่ได้หยุดอยู่ที่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน แต่ทำให้ ณ วันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2540 ประเทศไทยสามารถจัดบริการทางการศึกษา 15 ปี ได้แล้ว
จำนวนเด็กและเยาวชนอายุ 3–17 ปีในระบบการศึกษาเพิ่มจาก 12.33 ล้านคน เป็น 16.68 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4.35 ล้านคน
เด็กจากครอบครัวยากจนประมาณ 4.35 ล้านคน ได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรมเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การจัดบริการการศึกษาของประเทศไทย พร้อมระบบสนับสนุนที่ทำให้เด็กสามารถเข้าสู่และอยู่ในระบบการศึกษาได้ ได้แก่ อาหาร 1 มื้อ รถรับ–ส่งหรือค่ารถ การอยู่ประจำพร้อมอาหาร 3 มื้อ เครื่องแบบครบชุด และอุปกรณ์การเรียน
เครื่องแบบครอบคลุม ชุดนักเรียน ชุดพละ และชุดลูกเสือ–เนตรนารีหรือยุวกาชาด พร้อมอุปกรณ์การเรียนที่จำเป็น
ข้อเท็จจริงเหล่านี้ทำให้ลำดับเวลาไม่อาจถูกสลับหรือเขียนใหม่ได้
การจัดบริการการศึกษา 15 ปีและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงอยู่ก่อนพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542
ดังนั้น ปัญหาทางจริยธรรมไม่ได้อยู่ที่การตีความประวัติศาสตร์แตกต่างกันเท่านั้น แต่อยู่ที่ ความซื่อตรงต่อข้อเท็จจริงและลำดับเวลา
2. จริยธรรมแห่งความรับผิดชอบต่อความรู้สาธารณะ
กฎหมายการศึกษาแห่งชาติไม่ได้เป็นเพียงเอกสารทางกฎหมาย แต่มีอิทธิพลต่อกรอบที่ครู นักเรียน นักวิชาการ และประชาชนใช้ทำความเข้าใจประวัติศาสตร์การศึกษาของประเทศ
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 รับรองสิทธิการศึกษาไว้ 12 ปี ขณะที่การจัดบริการทางการศึกษา 15 ปีเกิดขึ้นแล้ว ณ วันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2540
ข้อเท็จจริงสองประการนี้ต้องถูกวางไว้ตามลำดับเวลา
สิ่งที่เกิดขึ้นจริงก่อนกฎหมาย ต้องแยกออกจาก สิ่งที่กฎหมายบัญญัติขึ้นภายหลัง
การที่กฎหมาย พ.ศ. 2542 รับรองสิทธิไว้ 12 ปี ไม่ได้ลบล้างข้อเท็จจริงว่าการจัดบริการการศึกษา 15 ปีเกิดขึ้นแล้วในปี 2540
กฎหมายภายหลังสามารถกำหนดสิทธิใหม่ รับรองสิทธิเดิม ลดทอนสิทธิ หรือเปลี่ยนแปลงระบบได้ แต่ไม่สามารถเปลี่ยนวันที่ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปแล้วได้
เมื่อพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ถูกเรียกว่า “กฎหมายแม่บท” หรือ “ธรรมนูญการศึกษา” ยิ่งต้องระมัดระวังไม่ให้สถานะทางกฎหมายของเอกสารฉบับหนึ่งถูกนำไปกลบลำดับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์
3. จริยธรรมของผู้ถืออำนาจในการนิยามความรู้
การอ้างตนเป็น “ปราชญ์ทางการศึกษา” ทำให้มาตรฐานความรับผิดชอบสูงขึ้น เพราะบุคคลซึ่งได้รับการยอมรับในฐานะผู้รู้ย่อมมีอำนาจอย่างมากในการกำหนดว่า คนรุ่นหลังจะเข้าใจประวัติศาสตร์การศึกษาไทยอย่างไร
อำนาจในการนิยามความรู้จึงมาพร้อมกับความรับผิดชอบที่จะต้องรักษาความถูกต้องของข้อเท็จจริง
ผู้มีอำนาจในการเขียนกฎหมายหรือสร้างคำอธิบายทางการศึกษา ไม่สามารถเปลี่ยนลำดับของความเป็นจริง เพื่อให้สอดคล้องกับเรื่องเล่าที่สร้างขึ้นภายหลังได้
โดยเฉพาะเมื่อมีผลลัพธ์เชิงประจักษ์จำนวนมากเกิดขึ้นก่อนพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ทั้งจำนวนผู้มีส่วนร่วม จำนวนโรงเรียน อาคาร และจำนวนเด็กและเยาวชนที่เข้าสู่ระบบการศึกษา
ตัวเลขเหล่านี้ทำให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาไม่ได้เป็นเพียงข้อความในกฎหมาย แต่เป็น การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับชีวิตของประชาชนจริง
4. จริยธรรมแห่งความรับผิดชอบต่อผู้ริเริ่มและผลงานที่เกิดขึ้นก่อนหน้า
การอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538 ภายใต้การนำของ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล และความร่วมมือของครู บุคลากรทางการศึกษา และประชาชน ทำให้เกิดผลลัพธ์เป็นรูปธรรมก่อนวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2540
ประชาชน 695,079 คน และครูและบุคลากรทางการศึกษาประมาณ 600,000 คน มีส่วนร่วมในกระบวนการดังกล่าว
ดังนั้น ผลงานนี้ไม่ใช่เพียงแนวคิดของบุคคลหนึ่ง แต่เป็นผลจาก การระดมกำลังของผู้ปฏิบัติงานทางการศึกษาและประชาชนจำนวนมหาศาล
การบันทึกประวัติศาสตร์จึงต้องให้ความสำคัญทั้งต่อผู้ริเริ่ม ผู้ปฏิบัติงาน และประชาชนที่ร่วมทำให้ผลลัพธ์เกิดขึ้นจริง
การนำกฎหมายที่เกิดขึ้นภายหลังมาอธิบายเสมือนเป็นต้นกำเนิดของผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้า ย่อมทำให้ ลำดับของผู้ริเริ่มและลำดับของผลงานถูกเปลี่ยนแปลงไปจากความเป็นจริง
การเขียนกฎหมายกับการเขียนประวัติศาสตร์ของกฎหมายไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
นี่คือหัวใจของปัญหา
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 สามารถกำหนดกรอบสิทธิและระบบการศึกษาในปี 2542 ได้ แต่ไม่สามารถเปลี่ยนข้อเท็จจริงว่าอะไรเกิดขึ้นในปี 2538 และ 2540
การออกกฎหมายภายหลังไม่ได้ทำให้การดำเนินงานที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นหายไป
ดังนั้น กฎหมายกับประวัติศาสตร์ต้องถูกอ่านคนละชั้น
กฎหมายบอกว่า รัฐกำหนดอะไรในเวลาที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ
ประวัติศาสตร์บอกว่า อะไรเกิดขึ้นจริงก่อนหน้านั้น ใครเป็นผู้ริเริ่ม ใครเป็นผู้ดำเนินการ และผลลัพธ์เกิดขึ้นเมื่อใด
การจัดบริการการศึกษา 15 ปี เกิดขึ้นและมีผลลัพธ์เชิงประจักษ์ก่อนวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2540
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 เกิดขึ้นภายหลัง และรับรองสิทธิไว้ 12 ปี
ลำดับนี้ไม่สามารถสลับกันได้
ดังนั้น การนำพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาอธิบายเสมือนเป็น “ต้นกำเนิด” ของสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น จึงเป็นปัญหาทั้งในด้าน ความถูกต้องทางประวัติศาสตร์และจริยธรรมทางวิชาการ
คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า
ภายใต้จริยธรรมแบบใด ผู้ซึ่งมีหน้าที่สร้างและถ่ายทอดความรู้ทางการศึกษา จึงสามารถนำกฎหมายที่เกิดขึ้นภายหลังมาเป็นกรอบอธิบายราวกับเป็นต้นกำเนิดของสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นได้ ทั้งที่ลำดับเหตุการณ์ ตัวเลข ผลงาน และหลักฐานทางประวัติศาสตร์สามารถตรวจสอบได้?
เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2540 มีการจัดบริการการศึกษา 15 ปี แล้ว และมีเด็กและเยาวชนอายุ 3–17 ปีในระบบการศึกษาเพิ่มจาก 12.33 ล้านคนเป็น 16.68 ล้านคน ขณะที่โรงเรียน 29,845 โรง อาคารเรียน 38,112 หลัง อาคารอเนกประสงค์ 12,227 หลัง และห้องน้ำ 11,257 แห่ง ได้รับการปรับปรุงแล้ว
เหตุใดประวัติศาสตร์ของสิ่งที่เกิดขึ้นจริงเหล่านี้จึงถูกอธิบายโดยเริ่มต้นจากกฎหมายที่ประกาศใช้ในปี 2542?
คำถามนี้จึงไม่ใช่เพียงคำถามว่ากฎหมายฉบับใดเป็นกฎหมายแม่บท แต่เป็นคำถามถึง ความซื่อตรงต่อข้อเท็จจริง ความรับผิดชอบต่อความรู้สาธารณะ และจริยธรรมของผู้มีอำนาจในการกำหนดว่า คนรุ่นหลังจะจดจำประวัติศาสตร์การศึกษาไทยอย่างไร
เพราะประวัติศาสตร์ไม่ได้เริ่มต้นในวันที่มีผู้เขียนกฎหมายขึ้นมารับรอง แต่เริ่มต้นจาก สิ่งที่เกิดขึ้นจริง ผู้ที่ลงมือทำจริง และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงในเวลานั้น
และหน้าที่ของผู้เขียนประวัติศาสตร์การศึกษา คือ บันทึกความจริงตามลำดับที่มันเกิดขึ้น ไม่ใช่เขียนอดีตขึ้นใหม่ให้สอดคล้องกับกฎหมายที่เกิดขึ้นภายหลัง