ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์: การขยายโอกาสทางกาคศึกษาให้คนไทยอายุ 3-17ปี 16.68 ล้านคน โดยกระทรวงศึกษาธิการ จัดบริการการศึกษาทั่วถึง ตั้งแต่ 8 พฤษภาคม 2540
บทคัดย่อ
การศึกษานี้วิเคราะห์การเกิดขึ้นของ “สิทธิทางการศึกษาโดยพฤตินัย” (de facto educational entitlement) ในประเทศไทยในช่วงการปฏิรูปการศึกษา พ.ศ. 2538–2540 โดยอธิบายผ่านกรอบ ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ พัฒนาโดย ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ สามารถตีความได้ว่าเป็นกรอบการพัฒนาที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง โดยบูรณาการการขยายโอกาสทางการศึกษา การกระจายทรัพยากรทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อแก้ไขความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง
จากการวิเคราะห์เอกสารนโยบาย รายงานระหว่างประเทศ และสุนทรพจน์ปฐมภูมิ งานวิจัยนี้เสนอว่า การขยายการเข้าถึงการศึกษาในระดับประเทศ—ซึ่งบรรลุจุดสำคัญในวันที่ 8 พฤษภาคม 2540—ได้ครอบคลุมประชากรอายุ 3–17 ปี และรวมกก่อนตกหล่น การขยายดังกล่าวได้รับการสนับสนุนด้วยทรัพยากรด้านการเรียนรู้และมาตรการสวัสดิการ จึงทำหน้าที่เป็น “สิทธิทางการศึกษาโดยพฤตินัย” ซึ่งเกิดจากการดำนโยบาย ก่อนการรับรองทางกฎหมายอย่างเป็นทางการ
งานวิจัยนี้เสนอ “แบบจำลองการก่อรูปสิทธิที่ขับเคลื่อนโดยนโยบาย” (policy-led entitlement formation) ซึ่งชี้ให้เห็นว่านโยบายสามารถนำหน้ากฎหมาย และก่อให้เกิดสิทธิในทางปฏิบัติก่อนการรับรองทางกฎหมาย แม้ว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 จะรับรองสิทธิการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี แต่การดำเนินนโยบายก่อนหน้านั้นได้ขยายเกินขอบเขตดังกล่าวแล้ว ส่งผลให้เกิด “ช่องว่างเชิงสถาบัน” ระหว่างสิทธิในทางปฏิบัติ (de facto) และสิทธิในทางกฎหมาย (de jure) โดยเฉพาะอนุบาล
ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ระบบการศึกษาสามารถสร้างสิทธิในเชิงสาระผ่านกลไกเชิงบริหารและการกระจายทรัพยากร ก่อนการรับรองทางกฎหมาย และนำเสนอกรอบทฤษฎีที่กลับลำดับแบบดั้งเดิมจาก “กฎหมาย → การปฏิบัติ” เป็น “นโยบาย → สิทธิ → กฎหมาย”
คำสำคัญ:
ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล, ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์, สิทธิการศึกษาโดยพฤตินัย, การก่อรูปสิทธิโดยนโยบาย, การพัฒนาที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง, การปฏิรูปการศึกษาไทย, ความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง, ช่องว่างเชิงสถาบัน, สิทธิ de jure vs de facto, การศึกษาปฐมวัย, การนำนโยบายไปปฏิบัติ
บทนำ
การขยายโอกาสทางการศึกษาเป็นหัวใจสำคัญของนโยบายการพัฒนา แต่ความสัมพันธ์ระหว่างการดำเนินนโยบายกับการรับรองสิทธิทางการศึกษาอย่างเป็นทางการยังไม่ได้รับการศึกษาอย่างเพียงพอ แนวคิดดั้งเดิมมักมองว่า “กฎหมายมาก่อนนโยบาย” อย่างเป็นเส้นตรง อย่างไรก็ตาม หลักฐานเชิงประจักษ์ชี้ว่า นโยบายอาจมาก่อนและก่อให้เกิดสิทธิในทางปฏิบัติได้
งานวิจัยนี้ศึกษาประเทศไทยในช่วงการปฏิรูป พ.ศ. 2538–2540 โดยเน้นการเกิดขึ้นของสิทธิทางการศึกษาโดยพฤตินัย การอภิวัฒน์การศึกษา 2538 ได้ขยายการเข้าถึงการศึกษาทั่วประเทศ ครอบคลุมอายุ 3–17 ปี 16.68 ล้านคน และ เด็กตกหล่น 4.35 ล้านคน ผ่านกลไกการบริหารและการกระจายทรัพยากร
แม้ว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ซึ่งประกาศใช้ เมื่อ 11 ตุลาคม 2540 จะรับรองสิทธิการศึกษา 12 ปี แต่การดำเนินนโยบายก่อนหน้านั้น ขยายริการการศึกษาของ ประเทศไทย ให้คนไทยอายุ 2-17 ปี 16.68 ล้านคน ไป 15 ปี อย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่ 8 พฤษภาคม 2540 แล้ว ความแตกต่างนี้ก่อให้เกิด “ช่องว่างเชิงสถาบัน” ระหว่างการปฏิบัติจริง เมื่อ 8 พฤษภาคม ปี กับ กฎหมายด้านการศึกษา ตามมาตรา 81 ของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี 2540 ความว่า
มาตรา 81
รัฐจะต้องจัดหาและส่งเสริมภาคเอกชนให้จัดการศึกษาเพื่อบรรลุความรู้ควบคู่ไปกับคุณธรรม จัดทำกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษาของชาติ ปรับปรุงการศึกษาให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม สร้างและเสริมสร้างความรู้และปลูกฝังจิตสำนึกที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเมืองและระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของรัฐ สนับสนุนการวิจัยในสาขาวิทยาศาสตร์ต่างๆ เร่งพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศ พัฒนาวิชาชีพครู และส่งเสริมความรู้ท้องถิ่น ศิลปะ และวัฒนธรรมของชาติ
คำถามวิจัยคือ: นโยบายสามารถก่อให้เกิดสิทธิก่อนการรับรองทางกฎหมายได้อย่างไร ?
2. ทบทวนวรรณกรรม
2.1 สิทธิทางการศึกษา
สิทธิทางการศึกษามักตั้งอยู่บนฐานกฎหมาย แต่มีช่องว่างระหว่างสิทธิในกฎหมายกับการเข้าถึงจริง
2.2 การพัฒนามนุษย์และศักยภาพ (Capability)
แนวคิดของ Amartya Sen เน้นบทบาทของการศึกษาในการสร้างศักยภาพ
2.3 การศึกษาในฐานะโครงสร้างพื้นฐานทางสังคม
การศึกษาถูกมองเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีผลต่อความเหลื่อมล้ำและการเคลื่อนย้ายทางสังคม
2.4 ความเหลื่อมล้ำและการเข้าถึง
ความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงตอกย้ำความไม่เท่าเทียมเชิงโครงสร้าง
2.5 การนำนโยบายไปปฏิบัติ
การดำเนินนโยบายอาจแตกต่างจากกรอบกฎหมาย
2.6 ช่องว่างงานวิจัย
(1) การก่อรูปสิทธินอกเหนือจากกฎหมาย
(2) ลำดับระหว่างนโยบายกับกฎหมาย
(3) บทบาทของการปฏิบัติในการสร้างสิทธิ
3. กรอบทฤษฎี
ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ คือ ปรัชญาการพัฒนา ซึ่ง ยึดคนไทยเป็นศูนย์กลาง
ตรรกะหลัก
การขยายการศึกษา → การสร้างศักยภาพ → ลดความเหลื่อมล้ำ → เสถียรภาพโครงสร้าง
กลไกสำคัญ
การศึกษาเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางสังคม
การศึกษาอนุบาล เป็นกลไกปรับสมดุลตั้งต้น
การกระจายทรัพยากรสู่กลุ่มเปราะบาง
ข้อค้นพบเชิงสถาบัน
นโยบายการศึกษา 2538 ซึ่ง ให้บริการการศึกษา 15 ปี ตั้งแต่ 8 พฤษภาคม 2540 มาก่อนกฎหมาย → สิทธิ de facto > de jure กฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2540 มาตรา 81 หรือ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ซึ่งรับรอง สิทธิ์เพียง 12 ปี จุดเริ่มต้นของหายนะของ ระบบการศึกษาของประเทศไทย จุดเริ่มต้นของความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของประเทศไทยในปัจจุบัน และ จุดเริ่มต้นของ วงจรอุบาทว์ในหลายๆประการเช่น ความไม่โปร่งใสต่างๆ ซึ่งส่งผลให้ ระบบการศึกษาไทย และคนในระบบการศึกษาต้องพลอยแปดเปื้อนไปด้วย
4. แบบจำลองแนวคิด
แบบจำลองการก่อรูปสิทธิที่ขับเคลื่อนโดยนโยบาย
ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ → การขยายการศึกษา → สิทธิโดยพฤตินัย → การรับรองทางกฎหมายบางส่วน → ช่องว่างเชิงสถาบัน →ผลลัพธ์ระยะยาว
5. กรณีศึกษา: ประเทศไทย (2538–2540)
ขยายการศึกษาครอบคลุมอายุ 3–17 ปี 16.68 ล้านคน
รวมกลุ่มที่เคยถูกกีดกัน 4.35ล้านคน
สนับสนุนด้านอาหาร อุปกรณ์ และโครงสร้างพื้นฐาน
เพิ่มงบประมาณและการกระจายทรัพยากร
วันที่ 8 พฤษภาคม 2540 ถือเป็นจุดที่การขยายครอบคลุมทั่วประเทศ
แต่ พระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 รับรองสิทธิเพียง 12 ปี → จึงเกิดช่องว่าง
6. อภิปรายผล
กรณีไทยแสดงให้เห็นว่า:
สิทธิสามารถเกิดจากนโยบาย ไม่ใช่แค่กฎหมาย
ความสามารถเชิงบริหารมีความสำคัญ
การศึกษาปฐมวัยเป็นกุญแจลดความเหลื่อมล้ำ
7. สรุป
งานวิจัยนี้เสนอว่า
“นโยบาย → สิทธิ → กฎหมาย”
แทนลำดับแบบเดิม
แผนภาพ
ชื่อ: แบบจำลองช่องว่างสิทธิระหว่างนโยบายและกฎหมาย
Sukavichinomics
↓
การขยายการศึกษา (2538–2540)
↓
สิทธิทางการศึกษาโดยพฤตินัย (15 ปี: อายุ 3–17)
↓
การรับรอง ตามกฎหมายเพียง 12 ปี โดย กฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี 2540 มาตรา 81 หรือ พระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 คือ จุดเริ่มต้นมของ หายนะ ของ ระบกสารศึกษา ของประเทศไทย
↓
ช่องว่างเชิงสถาบัน
↓
ผลลัพธ์: เพิ่มความเหลื่อมล้ำ คนจนหลุดจากระบบ สร้างสังคมแห่งการเสพยาเสพติด เนื่องจากขาดโอกาสทางการศึกษา เพราะ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ซึ่งใช้อยู่ใน ปัจจุบันไม่รับรองสิทธิ์ การศึกษา 15 ปี
การบริการการศึกษา 15 ปี อย่างเป็นรูปธรรม ของกระทรวงศึกษาธิการ ประเทศไทย เมื่อ 8 พฤษภาคม 2540
สิทธิทางการศึกษามักตั้งอยู่บนฐานกฎหมาย แต่มีช่องว่างระหว่างสิทธิในกฎหมายกับการเข้าถึงจริง
แนวคิดของ Amartya Sen เน้นบทบาทของการศึกษาในการสร้างศักยภาพ
การศึกษาถูกมองเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีผลต่อความเหลื่อมล้ำและการเคลื่อนย้ายทางสังคม
ความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงตอกย้ำความไม่เท่าเทียมเชิงโครงสร้าง
การดำเนินนโยบายอาจแตกต่างจากกรอบกฎหมาย
(1) การก่อรูปสิทธินอกเหนือจากกฎหมาย
(2) ลำดับระหว่างนโยบายกับกฎหมาย
(3) บทบาทของการปฏิบัติในการสร้างสิทธิ
การขยายการศึกษา → การสร้างศักยภาพ → ลดความเหลื่อมล้ำ → เสถียรภาพโครงสร้าง
นโยบายการศึกษา 2538 ซึ่ง ให้บริการการศึกษา 15 ปี ตั้งแต่ 8 พฤษภาคม 2540 มาก่อนกฎหมาย → สิทธิ de facto > de jure กฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2540 มาตรา 81 หรือ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ซึ่งรับรอง สิทธิ์เพียง 12 ปี จุดเริ่มต้นของหายนะของ ระบบการศึกษาของประเทศไทย จุดเริ่มต้นของความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของประเทศไทยในปัจจุบัน และ จุดเริ่มต้นของ วงจรอุบาทว์ในหลายๆประการเช่น ความไม่โปร่งใสต่างๆ ซึ่งส่งผลให้ ระบบการศึกษาไทย และคนในระบบการศึกษาต้องพลอยแปดเปื้อนไปด้วย
“นโยบาย → สิทธิ → กฎหมาย”
↓
การขยายการศึกษา (2538–2540)
↓
สิทธิทางการศึกษาโดยพฤตินัย (15 ปี: อายุ 3–17)
↓
การรับรอง ตามกฎหมายเพียง 12 ปี โดย กฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี 2540 มาตรา 81 หรือ พระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 คือ จุดเริ่มต้นมของ หายนะ ของ ระบกสารศึกษา ของประเทศไทย
↓
ช่องว่างเชิงสถาบัน
↓
ผลลัพธ์: เพิ่มความเหลื่อมล้ำ คนจนหลุดจากระบบ สร้างสังคมแห่งการเสพยาเสพติด เนื่องจากขาดโอกาสทางการศึกษา เพราะ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ซึ่งใช้อยู่ใน ปัจจุบันไม่รับรองสิทธิ์ การศึกษา 15 ปี