ระเบียบวิธีวิจัย
จากเนื้อหาปาฐกถา “Education for Life: Thailand’s Most Important Challenge” ของ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล จะเห็นว่า หลัก ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ ไม่ได้หมายถึงเพียงการเพิ่มงบการศึกษา แต่เป็น “ปรัชญาการพัฒนาประเทศผ่านการศึกษา” ซึ่งวิเคราะห์ว่า
หากแก้ไขปัญหาการศึกษาเหลื่อมล้ำได้ จะแก้ความเหลื่อมล้ำ เศรษฐกิจ ประชาธิปไตย และคุณภาพคนไทยทั้งระบบได้
หากแนวทางนี้ถูกดำเนิน “อย่างต่อเนื่อง” เป็นเวลา 10–20 ปี มีความเป็นไปได้สูงว่าจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและเศรษฐกิจของไทยได้อย่างมีนัยสำคัญ ด้วยเหตุผลสำคัญดังนี้
1. เปลี่ยนการศึกษาเป็น “สิทธิ” ไม่ใช่ “อภิสิทธิ์”
ชัดเจนมากว่า
ระบบเดิม “อุดหนุนคนรวย แต่ทอดทิ้งคนจน”
ท่านจึงเสนอให้รัฐลงทุนกับเด็กยากจนโดยตรง เช่น
ค่าเรียนฟรีจริง
อาหาร
ชุดนักเรียน
รถรับส่ง
หอพัก
อุปกรณ์การเรียน
นี่คือแนวคิด “Human Capital State” หรือรัฐที่ลงทุนกับทุนมนุษย์ ซึ่งประเทศอย่างเกาหลีใต้ สิงคโปร์ และฟินแลนด์ใช้สำเร็จมาแล้ว
ถ้าทำต่อเนื่อง เด็กชนบทจำนวนมหาศาลจะไม่หลุดจากระบบ และความเหลื่อมล้ำระหว่างกรุงเทพฯ กับภูมิภาคจะค่อย ๆ ลดลง
2. หลัก ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ เน้น “กระจายอำนาจ”
แนวคิด School Council และระบบโรงเรียนนิติบุคคล ถือว่าก้าวหน้ามากในปี 2538
เพราะท่านเชื่อว่า
ชุมชนรู้ปัญหาตัวเองดีที่สุด
ผู้ปกครองควรมีสิทธิกำหนดอนาคตโรงเรียน
โรงเรียนไม่ควรถูกสั่งจากส่วนกลางทั้งหมด
ถ้าระบบนี้พัฒนาต่อ ไทยอาจมี
โรงเรียนท้องถิ่นคุณภาพสูง
หลักสูตรตามเศรษฐกิจพื้นที่
การแข่งขันเชิงคุณภาพระหว่างท้องถิ่น
ซึ่งจะลดปัญหา “ทุกอย่างรวมศูนย์ที่กรุงเทพฯ”
3. เชื่อม “การศึกษา” กับ “เศรษฐกิจจริง”
ฯพณฯ สุขวิช วิเคราะห์ว่าเด็กต้องเรียนเพื่อ “มีชีวิตและมีงาน” ไม่ใช่เรียนเพื่อสอบอย่างเดียว
จึงผลักดัน
อาชีวศึกษา
เกษตรเทคโนโลยี
ทักษะอุตสาหกรรม
เทคโนโลยีดิจิตอล (คอมพิวเตอร์)
ภาษา
วิทยาศาสตร์ประยุกต์
ถ้าดำเนินการต่อเนื่อง ไทยอาจเปลี่ยนจาก
เศรษฐกิจแรงงานราคาถูก
ไปสู่
เศรษฐกิจทักษะสูงเร็วกว่านี้มาก
4. PPP ทางการศึกษา เป็นจุดเด่นของ หลัก ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์
ระดม
ภาคเอกชน
ชุมชน
อาสาสมัคร
ทุนสังคม
เข้ามาร่วมพัฒนาโรงเรียน เป็นแนวคิดที่ล้ำหน้าในยุค 1990 มาก
เพราะรัฐไทยมีข้อจำกัดด้านงบประมาณและระบบราชการ
รักษาความโปร่งใสได้ โมเดลนี้สามารถเร่งการพัฒนาได้เร็วกว่ารัฐทำเองทั้งหมด
5. จุดสำคัญที่สุด: ท่านมอง “ความเหลื่อมล้ำ” เป็นภัยต่อชาติ
“20 ล้านคนได้ประโยชน์จากปาฏิหาริย์เศรษฐกิจ แต่ 40 ล้านคนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง”
นี่เป็นมุมมองเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่แค่เรื่องการศึกษาอย่างเดียว
ดังนั้น หลัก ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ จึงมีลักษณะคล้าย
developmental state
welfare investment state
education-led modernization
ซึ่งถ้าทำต่อเนื่องจริง ไทยอาจมี
ชนชั้นกลางภูมิภาคขนาดใหญ่
คุณภาพแรงงานสูงขึ้น
ความยากจนลดเร็วกว่าเดิม
ความเหลื่อมล้ำต่ำลง
การเปลี่ยนเป็น ระบบประชานิยม หรือ แจกส่งผลให้
ระบบราชการไทยรวมศูนย์สูง
การเมืองเปลี่ยนรัฐบาลบ่อย
นโยบายระยะยาวขาดความต่อเนื่อง
ผลประโยชน์ของกลุ่มอำนาจเดิม
คุณภาพการบริหารท้องถิ่นไม่เท่ากัน
การคอร์รัปชัน
และ การตัดตอน การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง 2538-2544 (การอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538, รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ แผนพัฒนาฯ 8 )
บทสรุป
หลัก ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ รวมองค์ประกอบของแนวคิดพัฒนาประเทศที่จริงจังและก้าวหน้ามาก โดยเฉพาะการใช้ “การศึกษา” เป็นเครื่องมือแก้ความเหลื่อมล้ำและยกระดับเศรษฐกิจ
และหากดำเนินการต่อเนื่องในระยะยาว ไม่ถูกตัดตอนด้วยระบบประชานิยม มีความเป็นไปได้สูงว่าไทยจะลดความเหลื่อมล้ำได้ดีกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
หากแก้ไขปัญหาการศึกษาเหลื่อมล้ำได้ จะแก้ความเหลื่อมล้ำ เศรษฐกิจ ประชาธิปไตย และคุณภาพคนไทยทั้งระบบได้
ระบบเดิม “อุดหนุนคนรวย แต่ทอดทิ้งคนจน”
ไปสู่