Econometric Models: แบบจำลองทางเศรษฐมิติหลายแบบ
De Facto Expansion of Educational Entitlement and Human Capital Accumulation—Evidence from the 1995 Education Revolution in Thailand Transition.
การศึกษานี้วิเคราะห์การเกิดขึ้นของ “สิทธิทางการศึกษาโดยพฤตินัย” (de facto educational entitlement) ในประเทศไทยในช่วงการปฏิรูปการศึกษา พ.ศ. 2538–2540 โดยอธิบายผ่านกรอบ
ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ พัฒนาโดย
ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล
ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ สามารถตีความได้ว่าเป็นกรอบการพัฒนาที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง โดยบูรณาการการขยายโอกาสทางการศึกษา การกระจายทรัพยากรทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อแก้ไขความเหลื่อมล้ำ
จากการวิเคราะห์เอกสารนโยบาย รายงานระหว่างประเทศ และสุนทรพจน์ ของ
ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล งานวิจัยนี้เสนอว่า การขยายการเข้าถึงการศึกษาในระดับประเทศ—ซึ่งบรรลุจุดสำคัญในวันที่ 8 พฤษภาคม 2540—ได้ครอบคลุม
คนไทยอายุ 3–17 ปี
16.68 ล้านคน หรือ คนไทยทุกคน ในช่วงอายุ 3-17 ปี
คือ ครั้งแรกในประวัติศาสตร์การศึกษาของประเทศไทย ซึ่ง กลุ่มเปราะบางทุกคน 4.35 ล้านคนได้เรียนฟรีจริง พร้อมอาหาร ที่พักหรือ ค่าเดินทาง เครื่องแบบครบชุดทุกชุด อุปกรณ์การเรียนครบครัน
การขยายโอกาสทางการศึกษาดังกล่าวได้รับการสนับสนุนด้วยทรัพยากรด้านการเรียนรู้และมาตรการสวัสดิการ จึงทำหน้าที่เป็น “สิทธิทางการศึกษาโดยพฤตินัย” ซึ่งเกิดจากการดำนโยบาย ก่อนการรับรองทางกฎหมายอย่างเป็นทางการ
งานวิจัยนี้เสนอ “แบบจำลองการก่อรูปสิทธิที่ขับเคลื่อนโดยนโยบาย” (policy-led entitlement formation) ซึ่งชี้ให้เห็นว่านโยบายสามารถนำหน้ากฎหมาย และก่อให้เกิดสิทธิในทางปฏิบัติก่อนการรับรองทางกฎหมาย แม้ว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 จะรับรองสิทธิการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี แต่การดำเนินนโยบายก่อนหน้านั้นได้ขยายเกินขอบเขตดังกล่าวแล้ว ส่งผลให้เกิด “ช่องว่างเชิงสถาบัน” ระหว่างสิทธิในทางปฏิบัติ (de facto) และสิทธิในทางกฎหมาย (de jure) โดยมัธยมศึกษาตอนปลาย และ อาชีวศึกษา
ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ระบบการศึกษาสามารถสร้างสิทธิในเชิงสาระผ่านกลไกเชิงบริหารและการกระจายทรัพยากร ก่อนการรับรองทางกฎหมาย และนำเสนอกรอบทฤษฎีที่กลับลำดับแบบดั้งเดิมจาก “กฎหมาย → การปฏิบัติ” เป็น “นโยบาย → สิทธิ → กฎหมาย”
การขยายโอกาสทางการศึกษาเป็นหัวใจสำคัญของนโยบายการพัฒนา แต่ความสัมพันธ์ระหว่างการดำเนินนโยบายกับการรับรองสิทธิทางการศึกษาอย่างเป็นทางการยังไม่ได้รับการศึกษาอย่างเพียงพอ แนวคิดดั้งเดิมมักมองว่า “กฎหมายมาก่อนนโยบาย” อย่างเป็นเส้นตรง อย่างไรก็ตาม หลักฐานเชิงประจักษ์ชี้ว่า นโยบายอาจมาก่อนและก่อให้เกิดสิทธิในทางปฏิบัติได้
งานวิจัยนี้ศึกษาประเทศไทยในช่วงการปฏิรูป พ.ศ. 2538–2540 โดยเน้นการเกิดขึ้นของสิทธิทางการศึกษาโดยพฤตินัย
การอภิวัฒน์การศึกษา 2538 ได้ขยายการเข้าถึงการศึกษาทั่วประเทศ ครอบคลุมอายุ 3–17 ปี
16.68 ล้านคน และ
เด็กตกหล่น 4.35 ล้านคน ผ่านกลไกการบริหารและการกระจายทรัพยากร
แม้ว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540
ซึ่งประกาศใช้ เมื่อ 11 ตุลาคม 2540 จะรับรองสิทธิการศึกษา 12 ปี แต่การดำเนินนโยบายก่อนหน้านั้น
ขยายริการการศึกษาของ ประเทศไทย ให้คนไทยอายุ 2-17 ปี 16.68 ล้านคน ไป 15 ปี อย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่ 8 พฤษภาคม 2540 แล้ว ความแตกต่างนี้ก่อให้เกิด “ช่องว่างเชิงสถาบัน” ระหว่างการปฏิบัติจริง เมื่อ
8 พฤษภาคม ปี กับ กฎหมายด้านการศึกษา ตามมาตรา 81 ของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี 2540
การเปลี่ยนผ่านสู่สิทธิทางกฎหมาย (8 พฤษภาคม 2540 และรัฐธรรมนูญ 2540)
ผลของกระบวนการปฏิรูปดังกล่าวนำไปสู่การกำหนดเป้าหมายการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี และการศึกษาปฐมวัย 3 ปี ให้มีผลเชิงนโยบายในวันที่ 8 พฤษภาคม 2540 ก่อนที่จะได้รับการรับรองในระดับรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540
เมื่อ 11 ตุลาคม 2540
มาตรา 43 บุคคลย่อมมีสิทธิเท่าเทียมกันในการได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่าสิบสองปี ซึ่งรัฐจะจัดให้มีการศึกษาอย่างครบถ้วน มีคุณภาพ และโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ในการจัดการศึกษาโดยรัฐ จะต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคเอกชนตามที่กฎหมายกำหนด
มาตรา 53 เด็ก เยาวชน และสมาชิกในครอบครัวมีสิทธิได้รับการคุ้มครองจากรัฐให้พ้นจากความรุนแรงและการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม เด็กและเยาวชนที่ไม่มีผู้ปกครองมีสิทธิได้รับการดูแลและการศึกษาจากรัฐตามที่กฎหมายกำหนด
มาตรา 80 รัฐจะต้องคุ้มครองและพัฒนาเด็กและเยาวชน ส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างหญิงและชาย และสร้าง เสริมสร้าง และพัฒนาความสามัชช์ในครอบครัวและความเข้มแข็งของชุมชน รัฐจะต้องจัดหาความช่วยเหลือแก่ผู้สูงอายุ ผู้ยากไร้ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส เพื่อให้พวกเขามีคุณภาพชีวิตที่ดีและสามารถพึ่งพาตนเองได้การจัดการศึกษาโดยองค์กรวิชาชีพและภาคเอกชนภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ จะได้รับการคุ้มครองตามที่กฎหมายกำหนด
มาตรา 81
รัฐจะต้องจัดหาและส่งเสริมภาคเอกชนให้จัดการศึกษาเพื่อบรรลุความรู้ควบคู่ไปกับคุณธรรม จัดทำกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษาของชาติ ปรับปรุงการศึกษาให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม สร้างและเสริมสร้างความรู้และปลูกฝังจิตสำนึกที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเมืองและระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของรัฐ สนับสนุนการวิจัยในสาขาวิทยาศาสตร์ต่างๆ เร่งพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศ พัฒนาวิชาชีพครู และส่งเสริมความรู้ท้องถิ่น ศิลปะ และวัฒนธรรมของชาติ
คำถามวิจัยคือ: นโยบายสามารถก่อให้เกิดสิทธิก่อนการรับรองทางกฎหมายได้อย่างไร
?
สิทธิทางการศึกษา
สิทธิทางการศึกษามักตั้งอยู่บนฐานกฎหมาย แต่มีช่องว่างระหว่างสิทธิในกฎหมายกับการเข้าถึงจริง
การพัฒนามนุษย์และศักยภาพ (Capability)
แนวคิดของ Amartya Sen เน้นบทบาทของการศึกษาในการสร้างศักยภาพ
การศึกษาในฐานะโครงสร้างพื้นฐานทางสังคม
การศึกษาถูกมองเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีผลต่อความเหลื่อมล้ำและการเคลื่อนย้ายทางสังคม
ความเหลื่อมล้ำและการเข้าถึง
ความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงตอกย้ำความไม่เท่าเทียมเชิงโครงสร้าง
การนำนโยบายไปปฏิบัติ
การดำเนินนโยบายอาจแตกต่างจากกรอบกฎหมาย
ช่องว่างงานวิจัย
(1) การก่อรูปสิทธินอกเหนือจากกฎหมาย
(2) ลำดับระหว่างนโยบายกับกฎหมาย
(3) บทบาทของการปฏิบัติในการสร้างสิทธิ
ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ คือ ปรัชญาการพัฒนา ซึ่ง ยึดคนไทยเป็นศูนย์กลาง
ตรรกะหลัก
การขยายการศึกษา → การสร้างศักยภาพ → ลดความเหลื่อมล้ำ → เสถียรภาพโครงสร้าง
กลไกสำคัญ
การศึกษาเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางสังคม
การศึกษาอนุบาล เป็นกลไกปรับสมดุลตั้งต้น
การกระจายทรัพยากรสู่กลุ่มเปราะบาง
ข้อค้นพบ
นโยบายการศึกษา 2538
ซึ่ง ให้บริการการศึกษา 15 ปี ตั้งแต่ 8 พฤษภาคม 2540 มาก่อนกฎหมาย → สิทธิ de facto > de jure
กฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2540 มาตรา 81 หรือ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ซึ่งรับรอง สิทธิ์เพียง 12 ปี จุดเริ่มต้นของหายนะของ ระบบการศึกษาของประเทศไทย จุดเริ่มต้นของความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของประเทศไทยในปัจจุบัน และ จุดเริ่มต้นของ วงจรอุบาทว์ในหลายๆประการเช่น ความไม่โปร่งใสต่างๆ ซึ่งส่งผลให้ ระบบการศึกษาไทย และคนในระบบการศึกษาต้องพลอยแปดเปื้อนไปด้วย
แบบจำลองแนวคิด
แบบจำลองการก่อรูปสิทธิที่ขับเคลื่อนโดยนโยบาย
ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ → การขยายการศึกษา → สิทธิโดยพฤตินัย → การรับรองทางกฎหมายบางส่วน → ช่องว่างเชิงสถาบัน →ผลลัพธ์ระยะยาว
กรณีศึกษา: ประเทศไทย (2538–2540)
ขยายการศึกษาครอบคลุมอายุ 3–17 ปี
16.68 ล้านคน
รวมกลุ่มเคยถูกกีดกัน
4.35ล้านคน
สนับสนุนด้านอาหาร เครื่องแบบครบชุดทุกชุด ที่พัก หรือ ค่าเดินทาง พร้อมอุปกรณ์ครบครัน และโครงสร้างพื้นฐาน
เพิ่มงบประมาณและการกระจายทรัพยากร
วันที่ 8 พฤษภาคม 2540 ถือเป็นจุดซึ่งการขยายการบริการการศึกษาครอบคลุมทั่วประเทศ 15 ปี สำหรับคนไทยอายุ3-17 ปีทุกคน หรือ 16.68 ล้านคน
แต่
พระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 รับรองสิทธิเพียง 12 ปี → จึงเกิดช่องว่าง
กรณีการอภิวัฒน์การศึกษาไทย ปี 2538 ของประเทศไทยแสดงให้เห็นว่า:
สิทธิสามารถเกิดจากนโยบาย ไม่ใช่แค่กฎหมาย
ความสามารถเชิงบริหารมีความสำคัญ
การศึกษาปฐมวัยเป็นกุญแจลดความเหลื่อมล้ำ
งานวิจัยนี้เสนอว่า
“นโยบาย → สิทธิ → กฎหมาย”
แทนลำดับแบบเดิม
แผนภาพ
ชื่อ: แบบจำลองช่องว่างสิทธิระหว่างนโยบายและกฎหมาย
ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์
↓
การขยายการศึกษา (2538–2540)
↓
สิทธิทางการศึกษาโดยพฤตินัย (15 ปี: อายุ 3–17)
↓
การรับรอง
ตามกฎหมายเพียง 12 ปี โดย
กฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี 2540 มาตรา 81 หรือ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 คือ จุดเริ่มต้นของหายนะของระบบการศึกษาของประเทศไทยในปัจจุบัน 2542 -2569 การถอยหลังลงคลองของระบบการศึกษาของประเทศไทย
↓
ช่องว่างเชิงสถาบัน
↓
ผลลัพธ์:
เพิ่มความเหลื่อมล้ำ คนจนหลุดจากระบบ สร้างสังคมแห่งการเสพยาเสพติด เนื่องจากขาดโอกาสทางการศึกษา เพราะ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ซึ่งใช้อยู่ใน ปัจจุบันไม่รับรองสิทธิ์ การศึกษา 15 ปี
1. Difference-in-Differences (DiD)
เปรียบเทียบ:
cohort ที่ได้ประโยชน์จาก de facto 15 ปี
vs
cohort หลัง institutional contraction
โมเดลพื้นฐาน:
Yit=α+β1Post2542t+β2Exposurei+β3(Post2542t×Exposurei)+ϵitYit=α+β1Post2542t+β2Exposurei+β3(Post2542t×Exposurei)+ϵit
โดย:
YitYit
= educational attainment / wages / dropout
Post2542Post2542
= หลัง พ.ร.บ. 2542
ExposureExposure
= กลุ่มที่ได้รับผลจาก de facto expansion
ค่า β3β3
คือ institutional gap effect
2. Synthetic Control Method
เปรียบเทียบประเทศไทยกับ:
Malaysia
Korea
Vietnam
Indonesia
ถามว่า:
ถ้า Thailand รักษา de facto 15-year entitlement ต่อเนื่อง
human capital trajectory จะเป็นอย่างไร?
Econometric Models: แบบจำลองทางเศรษฐมิติหลายแบบ
De Facto Expansion of Educational Entitlement and Human Capital Accumulation—Evidence from the 1995 Education Revolution in Thailand Transition.
การศึกษานี้วิเคราะห์การเกิดขึ้นของ “สิทธิทางการศึกษาโดยพฤตินัย” (de facto educational entitlement) ในประเทศไทยในช่วงการปฏิรูปการศึกษา พ.ศ. 2538–2540 โดยอธิบายผ่านกรอบ ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ พัฒนาโดย ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล
ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ สามารถตีความได้ว่าเป็นกรอบการพัฒนาที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง โดยบูรณาการการขยายโอกาสทางการศึกษา การกระจายทรัพยากรทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อแก้ไขความเหลื่อมล้ำ
จากการวิเคราะห์เอกสารนโยบาย รายงานระหว่างประเทศ และสุนทรพจน์ ของ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล งานวิจัยนี้เสนอว่า การขยายการเข้าถึงการศึกษาในระดับประเทศ—ซึ่งบรรลุจุดสำคัญในวันที่ 8 พฤษภาคม 2540—ได้ครอบคลุมคนไทยอายุ 3–17 ปี 16.68 ล้านคน หรือ คนไทยทุกคน ในช่วงอายุ 3-17 ปี
คือ ครั้งแรกในประวัติศาสตร์การศึกษาของประเทศไทย ซึ่ง กลุ่มเปราะบางทุกคน 4.35 ล้านคนได้เรียนฟรีจริง พร้อมอาหาร ที่พักหรือ ค่าเดินทาง เครื่องแบบครบชุดทุกชุด อุปกรณ์การเรียนครบครัน
การขยายโอกาสทางการศึกษาดังกล่าวได้รับการสนับสนุนด้วยทรัพยากรด้านการเรียนรู้และมาตรการสวัสดิการ จึงทำหน้าที่เป็น “สิทธิทางการศึกษาโดยพฤตินัย” ซึ่งเกิดจากการดำนโยบาย ก่อนการรับรองทางกฎหมายอย่างเป็นทางการ
งานวิจัยนี้เสนอ “แบบจำลองการก่อรูปสิทธิที่ขับเคลื่อนโดยนโยบาย” (policy-led entitlement formation) ซึ่งชี้ให้เห็นว่านโยบายสามารถนำหน้ากฎหมาย และก่อให้เกิดสิทธิในทางปฏิบัติก่อนการรับรองทางกฎหมาย แม้ว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 จะรับรองสิทธิการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี แต่การดำเนินนโยบายก่อนหน้านั้นได้ขยายเกินขอบเขตดังกล่าวแล้ว ส่งผลให้เกิด “ช่องว่างเชิงสถาบัน” ระหว่างสิทธิในทางปฏิบัติ (de facto) และสิทธิในทางกฎหมาย (de jure) โดยมัธยมศึกษาตอนปลาย และ อาชีวศึกษา
ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ระบบการศึกษาสามารถสร้างสิทธิในเชิงสาระผ่านกลไกเชิงบริหารและการกระจายทรัพยากร ก่อนการรับรองทางกฎหมาย และนำเสนอกรอบทฤษฎีที่กลับลำดับแบบดั้งเดิมจาก “กฎหมาย → การปฏิบัติ” เป็น “นโยบาย → สิทธิ → กฎหมาย”
การขยายโอกาสทางการศึกษาเป็นหัวใจสำคัญของนโยบายการพัฒนา แต่ความสัมพันธ์ระหว่างการดำเนินนโยบายกับการรับรองสิทธิทางการศึกษาอย่างเป็นทางการยังไม่ได้รับการศึกษาอย่างเพียงพอ แนวคิดดั้งเดิมมักมองว่า “กฎหมายมาก่อนนโยบาย” อย่างเป็นเส้นตรง อย่างไรก็ตาม หลักฐานเชิงประจักษ์ชี้ว่า นโยบายอาจมาก่อนและก่อให้เกิดสิทธิในทางปฏิบัติได้
งานวิจัยนี้ศึกษาประเทศไทยในช่วงการปฏิรูป พ.ศ. 2538–2540 โดยเน้นการเกิดขึ้นของสิทธิทางการศึกษาโดยพฤตินัย การอภิวัฒน์การศึกษา 2538 ได้ขยายการเข้าถึงการศึกษาทั่วประเทศ ครอบคลุมอายุ 3–17 ปี 16.68 ล้านคน และ เด็กตกหล่น 4.35 ล้านคน ผ่านกลไกการบริหารและการกระจายทรัพยากร
แม้ว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ซึ่งประกาศใช้ เมื่อ 11 ตุลาคม 2540 จะรับรองสิทธิการศึกษา 12 ปี แต่การดำเนินนโยบายก่อนหน้านั้น ขยายริการการศึกษาของ ประเทศไทย ให้คนไทยอายุ 2-17 ปี 16.68 ล้านคน ไป 15 ปี อย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่ 8 พฤษภาคม 2540 แล้ว ความแตกต่างนี้ก่อให้เกิด “ช่องว่างเชิงสถาบัน” ระหว่างการปฏิบัติจริง เมื่อ 8 พฤษภาคม ปี กับ กฎหมายด้านการศึกษา ตามมาตรา 81 ของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี 2540
การเปลี่ยนผ่านสู่สิทธิทางกฎหมาย (8 พฤษภาคม 2540 และรัฐธรรมนูญ 2540)
ผลของกระบวนการปฏิรูปดังกล่าวนำไปสู่การกำหนดเป้าหมายการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี และการศึกษาปฐมวัย 3 ปี ให้มีผลเชิงนโยบายในวันที่ 8 พฤษภาคม 2540 ก่อนที่จะได้รับการรับรองในระดับรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 เมื่อ 11 ตุลาคม 2540
มาตรา 43 บุคคลย่อมมีสิทธิเท่าเทียมกันในการได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่าสิบสองปี ซึ่งรัฐจะจัดให้มีการศึกษาอย่างครบถ้วน มีคุณภาพ และโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ในการจัดการศึกษาโดยรัฐ จะต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคเอกชนตามที่กฎหมายกำหนด
มาตรา 53 เด็ก เยาวชน และสมาชิกในครอบครัวมีสิทธิได้รับการคุ้มครองจากรัฐให้พ้นจากความรุนแรงและการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม เด็กและเยาวชนที่ไม่มีผู้ปกครองมีสิทธิได้รับการดูแลและการศึกษาจากรัฐตามที่กฎหมายกำหนด
มาตรา 80 รัฐจะต้องคุ้มครองและพัฒนาเด็กและเยาวชน ส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างหญิงและชาย และสร้าง เสริมสร้าง และพัฒนาความสามัชช์ในครอบครัวและความเข้มแข็งของชุมชน รัฐจะต้องจัดหาความช่วยเหลือแก่ผู้สูงอายุ ผู้ยากไร้ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส เพื่อให้พวกเขามีคุณภาพชีวิตที่ดีและสามารถพึ่งพาตนเองได้การจัดการศึกษาโดยองค์กรวิชาชีพและภาคเอกชนภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ จะได้รับการคุ้มครองตามที่กฎหมายกำหนด
มาตรา 81
รัฐจะต้องจัดหาและส่งเสริมภาคเอกชนให้จัดการศึกษาเพื่อบรรลุความรู้ควบคู่ไปกับคุณธรรม จัดทำกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษาของชาติ ปรับปรุงการศึกษาให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม สร้างและเสริมสร้างความรู้และปลูกฝังจิตสำนึกที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเมืองและระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของรัฐ สนับสนุนการวิจัยในสาขาวิทยาศาสตร์ต่างๆ เร่งพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศ พัฒนาวิชาชีพครู และส่งเสริมความรู้ท้องถิ่น ศิลปะ และวัฒนธรรมของชาติ
คำถามวิจัยคือ: นโยบายสามารถก่อให้เกิดสิทธิก่อนการรับรองทางกฎหมายได้อย่างไร ?
สิทธิทางการศึกษา
สิทธิทางการศึกษามักตั้งอยู่บนฐานกฎหมาย แต่มีช่องว่างระหว่างสิทธิในกฎหมายกับการเข้าถึงจริง
การพัฒนามนุษย์และศักยภาพ (Capability)
แนวคิดของ Amartya Sen เน้นบทบาทของการศึกษาในการสร้างศักยภาพ
การศึกษาในฐานะโครงสร้างพื้นฐานทางสังคม
การศึกษาถูกมองเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีผลต่อความเหลื่อมล้ำและการเคลื่อนย้ายทางสังคม
ความเหลื่อมล้ำและการเข้าถึง
ความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงตอกย้ำความไม่เท่าเทียมเชิงโครงสร้าง
การนำนโยบายไปปฏิบัติ
การดำเนินนโยบายอาจแตกต่างจากกรอบกฎหมาย
ช่องว่างงานวิจัย
(1) การก่อรูปสิทธินอกเหนือจากกฎหมาย
(2) ลำดับระหว่างนโยบายกับกฎหมาย
(3) บทบาทของการปฏิบัติในการสร้างสิทธิ
ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ คือ ปรัชญาการพัฒนา ซึ่ง ยึดคนไทยเป็นศูนย์กลาง
ตรรกะหลัก
การขยายการศึกษา → การสร้างศักยภาพ → ลดความเหลื่อมล้ำ → เสถียรภาพโครงสร้าง
กลไกสำคัญ
การศึกษาเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางสังคม
การศึกษาอนุบาล เป็นกลไกปรับสมดุลตั้งต้น
การกระจายทรัพยากรสู่กลุ่มเปราะบาง
ข้อค้นพบ
นโยบายการศึกษา 2538 ซึ่ง ให้บริการการศึกษา 15 ปี ตั้งแต่ 8 พฤษภาคม 2540 มาก่อนกฎหมาย → สิทธิ de facto > de jure กฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2540 มาตรา 81 หรือ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ซึ่งรับรอง สิทธิ์เพียง 12 ปี จุดเริ่มต้นของหายนะของ ระบบการศึกษาของประเทศไทย จุดเริ่มต้นของความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของประเทศไทยในปัจจุบัน และ จุดเริ่มต้นของ วงจรอุบาทว์ในหลายๆประการเช่น ความไม่โปร่งใสต่างๆ ซึ่งส่งผลให้ ระบบการศึกษาไทย และคนในระบบการศึกษาต้องพลอยแปดเปื้อนไปด้วย
แบบจำลองแนวคิด
แบบจำลองการก่อรูปสิทธิที่ขับเคลื่อนโดยนโยบาย
ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ → การขยายการศึกษา → สิทธิโดยพฤตินัย → การรับรองทางกฎหมายบางส่วน → ช่องว่างเชิงสถาบัน →ผลลัพธ์ระยะยาว
กรณีศึกษา: ประเทศไทย (2538–2540)
ขยายการศึกษาครอบคลุมอายุ 3–17 ปี 16.68 ล้านคน
รวมกลุ่มเคยถูกกีดกัน 4.35ล้านคน
สนับสนุนด้านอาหาร เครื่องแบบครบชุดทุกชุด ที่พัก หรือ ค่าเดินทาง พร้อมอุปกรณ์ครบครัน และโครงสร้างพื้นฐาน
เพิ่มงบประมาณและการกระจายทรัพยากร
วันที่ 8 พฤษภาคม 2540 ถือเป็นจุดซึ่งการขยายการบริการการศึกษาครอบคลุมทั่วประเทศ 15 ปี สำหรับคนไทยอายุ3-17 ปีทุกคน หรือ 16.68 ล้านคน
แต่ พระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 รับรองสิทธิเพียง 12 ปี → จึงเกิดช่องว่าง
กรณีการอภิวัฒน์การศึกษาไทย ปี 2538 ของประเทศไทยแสดงให้เห็นว่า:
สิทธิสามารถเกิดจากนโยบาย ไม่ใช่แค่กฎหมาย
ความสามารถเชิงบริหารมีความสำคัญ
การศึกษาปฐมวัยเป็นกุญแจลดความเหลื่อมล้ำ
งานวิจัยนี้เสนอว่า
“นโยบาย → สิทธิ → กฎหมาย”
แทนลำดับแบบเดิม
แผนภาพ
ชื่อ: แบบจำลองช่องว่างสิทธิระหว่างนโยบายและกฎหมาย
ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์
↓
การขยายการศึกษา (2538–2540)
↓
สิทธิทางการศึกษาโดยพฤตินัย (15 ปี: อายุ 3–17)
↓
การรับรอง ตามกฎหมายเพียง 12 ปี โดย กฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี 2540 มาตรา 81 หรือ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 คือ จุดเริ่มต้นของหายนะของระบบการศึกษาของประเทศไทยในปัจจุบัน 2542 -2569 การถอยหลังลงคลองของระบบการศึกษาของประเทศไทย
↓
ช่องว่างเชิงสถาบัน
↓
ผลลัพธ์: เพิ่มความเหลื่อมล้ำ คนจนหลุดจากระบบ สร้างสังคมแห่งการเสพยาเสพติด เนื่องจากขาดโอกาสทางการศึกษา เพราะ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ซึ่งใช้อยู่ใน ปัจจุบันไม่รับรองสิทธิ์ การศึกษา 15 ปี
vs
= educational attainment / wages / dropout
= หลัง พ.ร.บ. 2542
= กลุ่มที่ได้รับผลจาก de facto expansion
คือ institutional gap effect
human capital trajectory จะเป็นอย่างไร?