ชายวัย 25 ปี ถึงจุดสุดยอดทีไร ป่วยเหมือนไข้หวัดทุกที เหนื่อยล้า ปวดเมื่อย ตาแห้ง ลุกแทบไม่ขึ้นเป็นอยู่เกือบอาทิตย์ สุดท้ายกลัวการมีเพศสัมพันธ์ไปเลย
.
เวลาได้ยินคำว่า “อ่อนเพลียหลังมีเพศสัมพันธ์” หลายคนอาจคิดว่า ก็เหนื่อยเป็นปกติไม่ใช่เหรอ เพราะทั้งชายและหญิงจะมีช่วง resolution phase ที่รู้สึกเพลียๆ ได้ โดยในชายจะค่อนข้างเด่น และมีการลดอารมณ์ทางเพศชั่วคราว
แต่เคสนี้ไม่ใช่เลยค่ะ
เพราะอาการไม่ได้เป็นแค่พักเดียวแล้วหาย แต่มันเหมือนป่วยหนักแบบล้มหมอนนอนเสื่อแทบทุกครั้งหลังหลั่ง จนใช้ชีวิตแทบไม่ได้เลย เล่าให้ฟังก็ลำบากมาก
.
ชายคนนี้เริ่มมีอาการตั้งแต่อายุประมาณ 17 ปี
ทุกครั้งหลังการหลั่ง
ประมาณ 1 ชั่วโมงต่อมา จะเริ่มมีอาการ
▪️หมดแรงรุนแรง
▪️เหนื่อยล้า
▪️ครั่นเนื้อครั่นตัว
▪️ตาแห้ง
▪️ปวดกล้ามเนื้อ
▪️ปวดเข่า
▪️ขาหนักเหมือนแบกอะไรไว้ตลอดเวลา
และที่สำคัญคือ
อาการไม่ได้หายภายในวันเดียว
แต่เป็นต่อเนื่อง “เกือบ 1 สัปดาห์”
.
ลองนึกภาพดูนะคะ ถ้าทุกครั้งหลัง ejaculation
ร่างกายเหมือนเป็นไข้ สมองตื้อ ปวดเมื่อย หมดแรงหลายวัน
ย้ำว่าแค่หลั่งแค่ครั้งเดียวนะคะ
สุดท้ายคนไข้บางคนจะเริ่ม “กลัวการหลั่ง”
และหลีกเลี่ยงความสัมพันธ์ไปเลย
คุณภาพชีวิตพังได้จริงค่ะ
.
ก่อนหน้านี้เขาเคยไปพบจิตแพทย์
ได้รับยา escitalopram และยาแก้ปวด
แต่อาการดีขึ้นน้อยมาก
สุดท้ายจึงถูกส่งต่อมายังคลินิกระบบทางเดินปัสสาวะ
.
.
ที่ รพ.
แพทย์ตรวจร่างกาย
พบว่าภายนอกดูแข็งแรงปกติ
ลักษณะฮอร์โมนเพศชายปกติ
ตรวจอวัยวะเพศก็ปกติแทบทั้งหมด
ยกเว้นพบเส้นเลือดขอดที่ถุงอัณฑะซ้าย
(left varicocele grade 2)
.
ผลเลือดก็แทบปกติหมด
ทั้งฮอร์โมนเพศชาย ฮอร์โมนจากสมอง
prolactin และ estradiol
จึงเริ่มเข้าสู่คำถามสำคัญว่า
ถ้าไม่ได้ติดเชื้อ ไม่ได้ฮอร์โมนผิดปกติ
แล้วทำไมหลั่งแล้วทำไมเหมือนป่วยหนักขนาดนี้?
.
แพทย์จึงวินิจฉัยว่า
นี่คือภาวะที่เรียกว่า
Post-orgasmic illness syndrome (POIS)
โรคหายากมาก ที่ผู้ป่วยจะเกิดอาการเหมือนป่วยทั้งตัว
หลัง orgasm หรือ ejaculation
บางคนมี
▪️ไข้
▪️หนาวสั่น
▪️สมองเบลอ
▪️ล้า
▪️ปวดกล้ามเนื้อ
▪️อารมณ์แปรปรวน
▪️วิตกกังวล
▪️ซึมเศร้า
และอาการอาจอยู่นานหลายวัน
.
สิ่งที่น่าสนใจคือ ปัจจุบันยัง “ไม่รู้สาเหตุแน่ชัด”
แต่มีทฤษฎีว่า
อาจเกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน
เพราะอาการมันมาเร็วมาก
และมีลักษณะคล้ายๆ ผลจากสารสัญญาณของ
พวกเม็ดเลือดขาวน่ะ (cytokine sickness)
ซึ่งจะคล้ายตอนร่างกายหลั่งสารอักเสบ
เช่น IL-1, IL-6, TNF-α ตอนติดเชื้อ
เป็นไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ฯลฯ
จนเกิดอาการ
ปวดเมื่อย ล้า สมองเบลอ ไข้ ครั่นเนื้อครั่นตัว
นักวิจัยบางส่วนจึงสงสัยว่า
ร่างกายอาจเกิด immune reaction
ต่อสารบางอย่างที่ปล่อยออกมาตอนหลั่ง
เหมือนระบบภูมิคุ้มกัน “ตีความผิด”
.
เคสนี้แพทย์เลือกลองรักษาด้วย
niacinamide (วิตามิน B3 รูปนึง)
ให้กินวันละ 500 mg ต่อเนื่องหลายเดือน
ซึ่งน่าสนใจมาก
เพราะอาการผู้ป่วยดีขึ้น
แม้ปัจจุบันยังไม่รู้ชัดว่า
niacinamide ไปช่วยตรงไหนกันแน่
แต่อาจเกี่ยวข้องกับ
▪️กระบวนการสร้างพลังงาน (ผ่าน NAD+)
▪️การควบคุมการอักเสบ
ซึ่งทั้งหมดนี้ยังต้องศึกษาต่อซึ่งกลไกค่ะ
.
นอกจากนี้ทีมรักษายังดูแลด้านจิตใจร่วมด้วย
เพราะคนไข้ POIS หลายคน
จะเครียด วิตกกังวล
รู้สึกโดดเดี่ยว
หรือเริ่มกลัวการมีเพศสัมพันธ์
จึงมีทั้ง CBT การฝึกผ่อนคลาย
mindfulness และ support group ร่วมด้วย
.
เคสนี้น่าสนใจมากตรงที่
มันสะท้อนว่า
อาการที่ดู “แปลก”
ไม่ได้แปลว่าคนไข้คิดไปเองเสมอไป
และในโลกความจริง
ยังมีโรคอีกมากที่วงการแพทย์
ยังอธิบายไม่ได้ทั้งหมด
บางโรคมีคนไข้ทรมานอยู่จริง
แต่คนรอบข้างไม่เคยรู้จักมันเลยด้วยซ้ำค่ะ
และเรื่องพวกนี้ก็เล่าให้ใครฟังยากมาก
จากประสบการณ์พบผู้ป่วยที่มาปรึกษา
ด้วยอาการเกี่ยวกับอวัยวะเพศ จะต้องแอบๆ กล้าๆ กลัวๆ
.
ปัจจุบัน POIS ยังถือเป็นโรคที่พบได้น้อยมาก
และมีรายงานใน literature ไม่มาก
แต่เชื่อว่าอาจมีผู้ป่วยมากกว่าที่คิด
เพียงแต่ไม่กล้ามาพบแพทย์
หรือถูกมองข้ามไปค่ะ
ปล. เคสจากต่างประเทศค่ะ
https://www.facebook.com/share/1CmPBWoZkg/
‼️ ชายวัย 25 ปี ถึงจุดสุดยอดทีไร ป่วยเหมือนไข้หวัดทุกที เหนื่อยล้า ปวดเมื่อย ตาแห้ง ลุกแทบไม่ขึ้น
.
เวลาได้ยินคำว่า “อ่อนเพลียหลังมีเพศสัมพันธ์” หลายคนอาจคิดว่า ก็เหนื่อยเป็นปกติไม่ใช่เหรอ เพราะทั้งชายและหญิงจะมีช่วง resolution phase ที่รู้สึกเพลียๆ ได้ โดยในชายจะค่อนข้างเด่น และมีการลดอารมณ์ทางเพศชั่วคราว
แต่เคสนี้ไม่ใช่เลยค่ะ
เพราะอาการไม่ได้เป็นแค่พักเดียวแล้วหาย แต่มันเหมือนป่วยหนักแบบล้มหมอนนอนเสื่อแทบทุกครั้งหลังหลั่ง จนใช้ชีวิตแทบไม่ได้เลย เล่าให้ฟังก็ลำบากมาก
.
ชายคนนี้เริ่มมีอาการตั้งแต่อายุประมาณ 17 ปี
ทุกครั้งหลังการหลั่ง
ประมาณ 1 ชั่วโมงต่อมา จะเริ่มมีอาการ
▪️หมดแรงรุนแรง
▪️เหนื่อยล้า
▪️ครั่นเนื้อครั่นตัว
▪️ตาแห้ง
▪️ปวดกล้ามเนื้อ
▪️ปวดเข่า
▪️ขาหนักเหมือนแบกอะไรไว้ตลอดเวลา
และที่สำคัญคือ
อาการไม่ได้หายภายในวันเดียว
แต่เป็นต่อเนื่อง “เกือบ 1 สัปดาห์”
.
ลองนึกภาพดูนะคะ ถ้าทุกครั้งหลัง ejaculation
ร่างกายเหมือนเป็นไข้ สมองตื้อ ปวดเมื่อย หมดแรงหลายวัน
ย้ำว่าแค่หลั่งแค่ครั้งเดียวนะคะ
สุดท้ายคนไข้บางคนจะเริ่ม “กลัวการหลั่ง”
และหลีกเลี่ยงความสัมพันธ์ไปเลย
คุณภาพชีวิตพังได้จริงค่ะ
.
ก่อนหน้านี้เขาเคยไปพบจิตแพทย์
ได้รับยา escitalopram และยาแก้ปวด
แต่อาการดีขึ้นน้อยมาก
สุดท้ายจึงถูกส่งต่อมายังคลินิกระบบทางเดินปัสสาวะ
.
.
ที่ รพ.
แพทย์ตรวจร่างกาย
พบว่าภายนอกดูแข็งแรงปกติ
ลักษณะฮอร์โมนเพศชายปกติ
ตรวจอวัยวะเพศก็ปกติแทบทั้งหมด
ยกเว้นพบเส้นเลือดขอดที่ถุงอัณฑะซ้าย
(left varicocele grade 2)
.
ผลเลือดก็แทบปกติหมด
ทั้งฮอร์โมนเพศชาย ฮอร์โมนจากสมอง
prolactin และ estradiol
จึงเริ่มเข้าสู่คำถามสำคัญว่า
ถ้าไม่ได้ติดเชื้อ ไม่ได้ฮอร์โมนผิดปกติ
แล้วทำไมหลั่งแล้วทำไมเหมือนป่วยหนักขนาดนี้?
.
แพทย์จึงวินิจฉัยว่า
นี่คือภาวะที่เรียกว่า
Post-orgasmic illness syndrome (POIS)
โรคหายากมาก ที่ผู้ป่วยจะเกิดอาการเหมือนป่วยทั้งตัว
หลัง orgasm หรือ ejaculation
บางคนมี
▪️ไข้
▪️หนาวสั่น
▪️สมองเบลอ
▪️ล้า
▪️ปวดกล้ามเนื้อ
▪️อารมณ์แปรปรวน
▪️วิตกกังวล
▪️ซึมเศร้า
และอาการอาจอยู่นานหลายวัน
.
สิ่งที่น่าสนใจคือ ปัจจุบันยัง “ไม่รู้สาเหตุแน่ชัด”
แต่มีทฤษฎีว่า
อาจเกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน
เพราะอาการมันมาเร็วมาก
และมีลักษณะคล้ายๆ ผลจากสารสัญญาณของ
พวกเม็ดเลือดขาวน่ะ (cytokine sickness)
ซึ่งจะคล้ายตอนร่างกายหลั่งสารอักเสบ
เช่น IL-1, IL-6, TNF-α ตอนติดเชื้อ
เป็นไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ฯลฯ
จนเกิดอาการ
ปวดเมื่อย ล้า สมองเบลอ ไข้ ครั่นเนื้อครั่นตัว
นักวิจัยบางส่วนจึงสงสัยว่า
ร่างกายอาจเกิด immune reaction
ต่อสารบางอย่างที่ปล่อยออกมาตอนหลั่ง
เหมือนระบบภูมิคุ้มกัน “ตีความผิด”
.
เคสนี้แพทย์เลือกลองรักษาด้วย
niacinamide (วิตามิน B3 รูปนึง)
ให้กินวันละ 500 mg ต่อเนื่องหลายเดือน
ซึ่งน่าสนใจมาก
เพราะอาการผู้ป่วยดีขึ้น
แม้ปัจจุบันยังไม่รู้ชัดว่า
niacinamide ไปช่วยตรงไหนกันแน่
แต่อาจเกี่ยวข้องกับ
▪️กระบวนการสร้างพลังงาน (ผ่าน NAD+)
▪️การควบคุมการอักเสบ
ซึ่งทั้งหมดนี้ยังต้องศึกษาต่อซึ่งกลไกค่ะ
.
นอกจากนี้ทีมรักษายังดูแลด้านจิตใจร่วมด้วย
เพราะคนไข้ POIS หลายคน
จะเครียด วิตกกังวล
รู้สึกโดดเดี่ยว
หรือเริ่มกลัวการมีเพศสัมพันธ์
จึงมีทั้ง CBT การฝึกผ่อนคลาย
mindfulness และ support group ร่วมด้วย
.
เคสนี้น่าสนใจมากตรงที่
มันสะท้อนว่า
อาการที่ดู “แปลก”
ไม่ได้แปลว่าคนไข้คิดไปเองเสมอไป
และในโลกความจริง
ยังมีโรคอีกมากที่วงการแพทย์
ยังอธิบายไม่ได้ทั้งหมด
บางโรคมีคนไข้ทรมานอยู่จริง
แต่คนรอบข้างไม่เคยรู้จักมันเลยด้วยซ้ำค่ะ
และเรื่องพวกนี้ก็เล่าให้ใครฟังยากมาก
จากประสบการณ์พบผู้ป่วยที่มาปรึกษา
ด้วยอาการเกี่ยวกับอวัยวะเพศ จะต้องแอบๆ กล้าๆ กลัวๆ
.
ปัจจุบัน POIS ยังถือเป็นโรคที่พบได้น้อยมาก
และมีรายงานใน literature ไม่มาก
แต่เชื่อว่าอาจมีผู้ป่วยมากกว่าที่คิด
เพียงแต่ไม่กล้ามาพบแพทย์
หรือถูกมองข้ามไปค่ะ
ปล. เคสจากต่างประเทศค่ะ
https://www.facebook.com/share/1CmPBWoZkg/