🦟
ไข้เลือดออก เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกี โดยมียุงลายเป็นพาหะหลัก มักพบการระบาดมากในช่วงฤดูฝน แม้การติดเชื้อครั้งแรกมักมีอาการไม่รุนแรง แต่หากติดเชื้อสายพันธุ์ที่ต่างออกไปเป็นครั้งที่สอง ร่างกายจะมีปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันที่รุนแรงขึ้น เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะช็อกและเลือดออกรุนแรงที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
เชื้อก่อโรคไข้เลือดออก คือ ไวรัสเดงกี (Dengue Virus) ที่มีอยู่ 4 สายพันธุ์หลัก ได้แก่ DENV-1, DENV-2, DENV-3 และ DENV-4 โดยในแต่ละปีจะมีสายพันธุ์ที่ระบาดเด่นแตกต่างกันออกไป ทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งยังขาดภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่เสมอ
โรคนี้พบได้ทุกเพศทุกวัย แต่ในอดีตมักพบในกลุ่มเด็กวัยเรียนเป็นส่วนใหญ่ แต่ปัจจุบันพบการติดเชื้อในกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าโรคไข้เลือดออกไม่ใช่ปัญหาของกลุ่มอายุใดกลุ่มอายุหนึ่งอีกต่อไป
🚨ทำไมการติดเชื้อซ้ำจึงอันตรายมาก
เพราะเชื้อไวรัสเดงกีมีถึง 4 สายพันธุ์ การติดเชื้อไข้เลือดออกในแต่ละครั้งจึงทำให้ติดเชื้อสายพันธุ์ที่แตกต่างกันออกไป ทำให้ผู้ที่เคยป่วยมาแล้วยังมีโอกาสติดเชื้อสายพันธุ์ที่แตกต่างออกไปได้อีกถึง 3 ครั้ง!!
เมื่อเกิดการติดเชื้อซ้ำด้วยสายพันธุ์ใหม่ ภูมิคุ้มกันที่เคยสร้างไว้จากครั้งแรกจะทำปฏิกิริยากับไวรัสสายพันธุ์ใหม่ในลักษณะที่กระตุ้นให้เกิดการอักเสบและความผิดปกติของหลอดเลือดรุนแรงขึ้น ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะไข้เลือดออกชนิดรุนแรง (Severe Dengue) และมีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตสูงกว่าคนที่เพิ่งติดเชื้อไข้เลือดออกในครั้งแรก
ติดเชื้อ ไข้เลือดออก รอบ 2 เสี่ยง เสียชีวิต!! จริงไหม พญ.วรินทิพย์ มีคำตอบ
⚠️แม้ทุกคนสามารถติดเชื้อได้ แต่กลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการดำเนินโรครุนแรงและควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่
• ผู้ที่เคยติดเชื้อไข้เลือดออกมาแล้ว โดยเฉพาะหากติดเชื้อสายพันธุ์ที่แตกต่างในครั้งที่สอง
• เด็กเล็กและผู้สูงอายุ
• ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ หรือภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง
• หญิงตั้งครรภ์
อาการระยะเริ่มต้น คือ ไข้สูงเฉียบพลัน และไข้จะสูงลอยอยู่นานประมาณ 2 - 7 วัน แม้รับประทานยาลดไข้แล้วอาการอาจทุเลาลงชั่วคราวก่อนที่ไข้จะกลับมาสูงอีกครั้ง นอกจากนี้อาจมีอาการร่วม ได้แก่
• ปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและข้อ
• อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้
• มีผื่นแดงหรือจุดสีแดงขึ้นตามผิวหนัง
💥ข้อควรระวัง
ควรรับประทานยาลดไข้ด้วยพาราเซตามอลและดื่มน้ำให้เพียงพอ ห้ามรับประทานยาแอสไพรินหรือยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs (เช่น ไอบูโพรเฟน, ไดโคลฟีแนค) เนื่องจากยากลุ่มนี้อาจทำให้เลือดออกง่ายขึ้นและทำให้อาการแย่ลงได้
⁉️สัญญาณอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที
• อาการช็อก ความดันโลหิตตก มือเท้าเย็น เกิดจากภาวะขาดน้ำและโปรตีนรั่วออกจากหลอดเลือด
• เลือดออกรุนแรงผิดปกติ ทั้งเลือดกำเดาไหล อาเจียนเป็นเลือด อุจจาระมีสีดำหรือปนเลือด
• ปวดท้องรุนแรง หรือท้องโตผิดปกติ
✨การป้องกันโรคไข้เลือดออก
มาตรการพื้นฐานที่สำคัญที่สุดคือการไม่ให้ยุงลายมีแหล่งวางไข่ ได้แก่ การคว่ำภาชนะที่มีน้ำขัง เปลี่ยนน้ำในแจกัน กากบาทภาชนะใส่น้ำดื่มสัตว์ และดูแลรักษาความสะอาดรอบบ้านอย่างสม่ำเสมอ
• วัคซีนป้องกันไข้เลือดออก
สำหรับผู้ที่เคยได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อไข้เลือดออกมาแล้ว มีทางเลือกในการฉีดวัคซีนไข้เลือดออก ครอบคลุมทั้ง 4 สายพันธุ์
✅ลดอัตราการเกิดโรครุนแรงลงได้ถึง 80%
✅ลดการนอนโรงพยาบาลได้ถึง 90%
✅ฉีดเพียง 2 เข็ม ห่างกันครั้งละ 6 เดือน
✅เหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุระหว่าง 9 - 45 ปี
ทั้งนี้การพิจารณาฉีดวัคซีนควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมเป็นรายบุคคล
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ศูนย์อายุรกรรม
โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล
📞02-734-0000 ต่อ 2200
ติดเชื้อไข้เลือดออก ซ้ำครั้งที่ 2 เพิ่มความเสี่ยงเสียชีวิตจริงไหม?
🦟 ไข้เลือดออก เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกี โดยมียุงลายเป็นพาหะหลัก มักพบการระบาดมากในช่วงฤดูฝน แม้การติดเชื้อครั้งแรกมักมีอาการไม่รุนแรง แต่หากติดเชื้อสายพันธุ์ที่ต่างออกไปเป็นครั้งที่สอง ร่างกายจะมีปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันที่รุนแรงขึ้น เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะช็อกและเลือดออกรุนแรงที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
💥ข้อควรระวัง
ควรรับประทานยาลดไข้ด้วยพาราเซตามอลและดื่มน้ำให้เพียงพอ ห้ามรับประทานยาแอสไพรินหรือยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs (เช่น ไอบูโพรเฟน, ไดโคลฟีแนค) เนื่องจากยากลุ่มนี้อาจทำให้เลือดออกง่ายขึ้นและทำให้อาการแย่ลงได้