อย่าชะล่าใจ! โควิดระบาดอีกครั้ง อาการคล้ายหวัด จนหลายคนไม่ทันระวัง




📍สถานการณ์โควิดสายพันธุ์ NB.1.8.1 ในประเทศไทย
ข้อมูลจากหน่วยงานสาธารณสุขของไทย พบว่า โควิด-19 สายพันธุ์ NB.1.8.1 เป็นหนึ่งในสายพันธุ์หลักที่พบในประเทศไทย โดยการระบาดของ โควิด-19 ในปัจจุบันมีลักษณะคล้ายโรคทางเดินหายใจตามฤดูกาลมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังคงควรดูแลสุขภาพและป้องกันตนเองอย่างต่อเนื่อง

🌍 องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้จัดให้ โควิด-19 สายพันธุ์ NB.1.8.1 เป็นสายพันธุ์ที่ต้องติดตามเฝ้าระวัง (Variant Under Monitoring: VUM) เพราะ โควิดสายพันธุ์นี้อาจแพร่กระจายได้ง่ายขึ้นและหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันได้บางส่วน ซึ่ง โควิด สายพันธุ์ NB.1.8.1 เป็นสายพันธุ์ย่อยของ โควิด-19 กลุ่มโอมิครอน มีรายงานการตรวจพบครั้งแรกในประเทศจีน และแพร่กระจายไปยังหลายประเทศทั่วโลกในเวลาไม่นาน

⚠️อาการของโควิด NB.1.8.1 ส่วนใหญ่คล้ายกับโควิดสายพันธุ์โอมิครอนก่อนหน้า และมีอาการใกล้เคียงกับไข้หวัดใหญ่
• ไข้ หรือหนาวสั่น
• ไอแห้ง หรือไอต่อเนื่อง
• เจ็บคอ
• มีน้ำมูกหรือคัดจมูก
• ปวดศีรษะ
• ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
• อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย

อาการที่อาจพบได้ในบางราย
• คลื่นไส้
• ท้องเสีย
• เบื่ออาหาร
• แน่นหน้าอก หรือหายใจไม่เต็มอิ่ม
• การรับรสหรือกลิ่นลดลง

⁉️ อาการ โควิด NB.1.8.1 มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ หลายอย่าง เช่น ไข้ ไอ เจ็บคอ ปวดเมื่อย และอ่อนเพลีย ทำให้หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าเป็นไข้หวัดทั่วไปหรือไข้หวัดใหญ่
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรสรุปจากอาการเพียงอย่างเดียว เพราะโควิด-19 ไข้หวัดใหญ่ หรือการติดเชื้อทางเดินหายใจชนิดอื่น อาจมีอาการใกล้เคียงกันมาก การตรวจ ATK หรือการตรวจทางห้องปฏิบัติการจะช่วยยืนยันการติดเชื้อได้แม่นยำกว่า

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
ตรวจ ATK โควิด ขึ้น 2 ขีดจางๆ แพร่เชื้อได้ไหม รพ.เวชธานี มีคำตอบ

🚨กลุ่มเสี่ยงที่ควรระวังโควิดสายพันธุ์ NB.1.8.1
แม้ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่จะมีอาการไม่รุนแรง แต่บางกลุ่มยังมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนหรืออาการรุนแรงได้มากกว่าคนทั่วไป ได้แก่
• ผู้สูงอายุ โดยเฉพาะอายุ 60 ปีขึ้นไป
• เด็กเล็ก โดยเฉพาะทารกอายุต่ำกว่า 1 ปี
• ผู้มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคไต โรคปอดเรื้อรัง หรือโรคอ้วน
• ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
• ผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีน หรือไม่ได้รับวัคซีนกระตุ้นตามคำแนะนำของแพทย์

ทีมแพทย์ที่ศูนย์อายุรกรรม โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล พบว่าผู้ป่วยในกลุ่มเสี่ยงที่เข้ารับการรักษาตั้งแต่ระยะแรกของการติดเชื้อ มีผลลัพธ์ที่ดีกว่าอย่างชัดเจน โดยเฉพาะผู้ที่เข้ารับยาต้านไวรัสภายใน 2 - 3 วันหลังเริ่มมีอาการ

✨การพบแพทย์ตั้งแต่ระยะแรกจะช่วยให้ได้รับการประเมินอย่างเหมาะสม และลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน โดยเฉพาะในผู้ที่มีความเสี่ยงต่ออาการรุนแรง หากมีไข้สูง หายใจลำบาก หรืออาการไม่ดีขึ้นภายใน 3–5 วัน ควรพบแพทย์เพื่อประเมินอาการ เพื่อช่วยให้ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน โดยเฉพาะในผู้ที่มีความเสี่ยงต่ออาการรุนแรง รวมถึงช่วยลดโอกาสในการแพร่กระจายเชื้อสู่ผู้อื่น

✅สวมหน้ากากอนามัยในพื้นที่ปิดหรือสถานที่แออัด 
✅ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ 
✅หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้อื่นเมื่อมีอาการป่วย 
✅ตรวจ ATK เมื่อมีอาการหรือมีประวัติสัมผัสผู้ติดเชื้อ 
✅เปิดหน้าต่างหรือปรับระบบระบายอากาศในพื้นที่ปิด 
✅รับวัคซีนหรือวัคซีนกระตุ้นตามคำแนะนำของแพทย์ โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่