สวัสดีครับ อยากขอแชร์ประสบการณ์เรื่องราวที่ผ่านการรักษามะเร็งมา หวังให้เป็นวิทยาทานให้กับคนที่เข้ามาอ่านกระทู้นี้ โดยเฉพาะคนที่เป็นมะเร็งไม่ว่าจุดไหนของร่างกายเผื่อจะช่วยเป็นกำลังใจให้เดินหน้าต่อและมะเร็งสงบได้แบบผมครับ
ซึ่งเหตุเริ่มต้นมาตอนช่วงประมาณปี 62-63 ตอนนั้นมีอาการปัสสาวะขัด จะรู้สึกปวดปัสสาวะแต่ปัสสาวะไม่ออก ถ้าออกก็ออกมากะปิบกะปรอย เลยตัดสินใจไปโรงพยาบาล ตอนนั้นทางคุณหมอก็สวนให้ปัสสาวะได้ แล้วก็ถูกส่งตัวไปหาหมอต่อมลูกหมากต่อ คุณหมอใช้วิธีตรวจโดยการคลำผ่านทางทวาร จนไปเจอก้อนแปลกๆ อยู่บริเวณช่วงต่อมลูกหมาก ก็เลยทำการเจาะชิ้นเนื้อไปตรวจ แล้วก็เจาะเลือดตรวจด้วย ผลเลือดก็ออกมาไม่ดีนัก เพราะค่านึงที่บ่งชี้ถึงเรื่องความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก หรือ PSA ออกมาเป็น 90++ เลยครับ จากที่สอบถามในคนที่ไม่มีความเสี่ยง หรือคนปกติ ค่า PSA นี้ไม่ควรเกิน 0-4 แต่ของผมออกมาเป็นเลข 90+ ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าตกใจมาก หมายถึงว่ามีความเสี่ยงสูงที่อาจจะเป็นมะเร็งได้ หมอเลยให้ไป PET Scan เพิ่มเติมอีก ผลที่ออกก็เลยได้รู้ว่า นอกจากที่ต่อมลูกหมากแล้วความเสี่ยงนี้ลามไปที่กระดูกบริเวณก้นกบด้วย
ช่วงที่รู้ตอนนั้นผมก็รู้สึกเสียใจมากครับรู้สึกว่ายังมีลูกมีหลานที่อยากอยู่กับเค้าไปนานๆ ช่วงแรกความคิดมันวนอยู่ในหัวว่า ทำไมต้องเป็นผม ผมไปทำอะไรถึงเป็นโรคนี้ ทำไมถึงเกิดขึ้นได้ ผมไม่เคยเข้าใจเวลาคนพูดแบบนี้เลย จนกระทั่งมาเจอกับตัวเอง แต่ตอนนั้นด้วยความที่เป็นผู้ใหญ่ในบ้านก็พยายามตั้งสติให้ได้มากที่สุด ทุกคนคงรู้สึกไม่ต่างกันแต่ก็ช่วยกันให้กำลังใจดีผมอย่างดีเลยครับ ถามถึงสิ่งที่พวกเขาควรทำควรช่วยผมต่อจากนี้ ผมก็เล่าในสิ่งที่ผมได้คุยกับหมอให้พวกเขาได้ฟัง ที่บ้านก็บอกว่า ในเมื่อหมอเค้าบอกว่ารักษาได้ ก็ไปหาหมอให้เค้ารักษา แค่ทำตามที่หมอบอกเดี๋ยวก็หาย ผมเลยตัดสินใจเข้าไปรับการรักษาไวที่สุด คุณหมอบอกอะไรก็ทำตามอย่างเคร่งครัด ผมมีวินัยกับสิ่งนี้มากๆ หมอนัดก็ไปตามนัดทุกครั้งครับ เพราะผมก็ตั้งเป้าไว้ว่าอยากหาย ซึ่งนอกจากหมอแล้ว ผมว่าก็ตัวเราเองนี่แหละครับ ที่จะต้องช่วยตัวเองปรับตัวเองให้หายได้ ตอนนั้นคุณหมอก็ทำการรักษาด้วยการทานยาต้านฮอร์โมน แล้วคุณหมอก็มอนิเตอร์ดูค่า PSA เรื่อยๆ
ในช่วงระหว่างให้ยาคุณหมอจะตรวจเลือดดูค่า PSA ทุกๆ 3 เดือนครับ ช่วงแรกที่รักษาเหมือนยาตอบสนองดีเลยครับ ค่า PSA ที่สร้างความกังวลก็ลดลงมาเหลือแค่ 20 กว่าๆ ก็มีการรับยาอยู่เรื่อยๆ แต่จู่ๆ ในช่วงกลางๆ ของการรักษาค่า PSA ก็พุ่งกลับขึ้นมาอีก หมอเลยหยุดให้ยาทานแล้วก็ส่งตัวต่อไปแผนกมะเร็งจับ PET Scan อีกรอบ แต่ผลที่ออกมาก็ยังไม่เจออะไรเพิ่ม มีแค่ค่าบ่งชี้ PSA ตัวนี้ที่สูงขึ้นมาครับ จำได้ว่าตอนทานยาตัวเก่าใช้เวลาทานมาประมาณ 1 ปี หมอให้ความเห็นว่าอาจจะเกิดจากอาการดื้อยา เลยเปลี่ยนสูตรยาเป็นตัวยา 4 เม็ดต่อครั้ง และเพิ่มการให้ยาเป็นแบบฉีดเข้ามาด้วย กลายเป็นว่าทุกๆ 3 เดือน ผมก็จะต้องเข้ามาฉีดยาต้านฮอร์โมนที่โรงพยาบาล ตอนนั้นผมยิ่งปรับพฤติกรรมของตัวเองจริงจังมากขึ้นครับ ทั้งการคุมอาหาร เลี่ยงของหมักดอง ลดเนื้อแดงลง เน้นเป็นพวกโปรตีนจากเนื้อขาว ไก่ ไข่ ปลา มากขึ้น ผักสุกทานมากขึ้น อะไรที่ช่วยเสริมที่เรื่องของภูมิคุ้มกันไปด้วยได้ก็จะนำมาใช้ทั้งหมด ตอนนั้นผมทานเพิ่มทั้งสารสกัดมังคุดกับเบต้ากลูแคนให้ช่วยกันไประหว่างรักษาครับ
ผมดูแลตัวเองมาเรื่อยๆ บวกกับการมีวินัยในการไปหาหมอและทำตามที่หมอบอกอย่างเคร่งครัดครับ การมีวินัยกับตัวเองอย่างตั้งใจส่งผลให้ปัจจุบันนี้ค่า PSA เฉลี่ยของผมกลับมาเหลือไม่ถึง 1 แล้วครับ และล่าสุดค่า PSA เหลือแค่ .025 ซึ่งถือว่าเป็นค่าปกติแล้ว ยาก็เหลือทานแค่ครั้งละ 1 เม็ดมาได้ประมาณปีนึงแล้ว มันเป็นความรู้สึกที่ดีใจมากๆ แต่ก็ไม่เคยประมาทกับการใช้ชีวิตเลย ทุกวันนี้ก็ยังดูแลตัวเองให้ดี กินดี นอนดี ไม่เครียด พยายามออกกำลังกายที่พอทำได้ไหวและยังคงไปหาคุณหมอตามนัดทุกครั้งไม่เคยขาด
เลยอยากมาเล่าเป็นวิทยาทานให้กับทุกๆ ท่านครับว่าจริงๆ แล้ว มะเร็งก็เป็นแค่โรคๆ หนึ่ง เข้าใจเลยว่าอาจจะยากตอนที่ทุกคนเจอและคงไม่รู้ว่าจะรับมือกับความรู้สึกยังไง แต่สิ่งที่เล่ามาทั้งหมดนี้คือแค่อยากให้เห็นว่าผมเป็นคนนึงที่ผ่านระยะลุกลามนี้มาแล้วและผ่านมาได้ อยากให้ทุกคนที่ผ่านมาเจอกระทู้นี้ อ่านแล้วมีกำลังใจในการเดินหน้าต่อไป ใครที่มีลูกมีหลานเอาความรักที่คุณมีให้พวกเขาและความรักที่พวกเขามีให้คุณเป็นกำลังใจแบบผมหรือคนที่กำลังเป็นผู้ดูแลผู้ป่วยอยู่ก็อยู่ข้างๆ กันไว้มีอะไรก็รับฟังผู้ป่วยและคอยให้กำลังใจเค้าไว้นะครับ ผมผ่านมาได้แล้ว และเชื่อว่าคุณก็จะผ่านไปได้เช่นกัน หวังว่าตัวอักษรทั้งหมดที่ผมพิมพ์นี้จะมีประโยชน์นะครับ
แวะมาส่งกำลังใจให้คนที่เป็นมะเร็ง ผ่านไปให้ได้จากอดีตผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมาก
ซึ่งเหตุเริ่มต้นมาตอนช่วงประมาณปี 62-63 ตอนนั้นมีอาการปัสสาวะขัด จะรู้สึกปวดปัสสาวะแต่ปัสสาวะไม่ออก ถ้าออกก็ออกมากะปิบกะปรอย เลยตัดสินใจไปโรงพยาบาล ตอนนั้นทางคุณหมอก็สวนให้ปัสสาวะได้ แล้วก็ถูกส่งตัวไปหาหมอต่อมลูกหมากต่อ คุณหมอใช้วิธีตรวจโดยการคลำผ่านทางทวาร จนไปเจอก้อนแปลกๆ อยู่บริเวณช่วงต่อมลูกหมาก ก็เลยทำการเจาะชิ้นเนื้อไปตรวจ แล้วก็เจาะเลือดตรวจด้วย ผลเลือดก็ออกมาไม่ดีนัก เพราะค่านึงที่บ่งชี้ถึงเรื่องความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก หรือ PSA ออกมาเป็น 90++ เลยครับ จากที่สอบถามในคนที่ไม่มีความเสี่ยง หรือคนปกติ ค่า PSA นี้ไม่ควรเกิน 0-4 แต่ของผมออกมาเป็นเลข 90+ ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าตกใจมาก หมายถึงว่ามีความเสี่ยงสูงที่อาจจะเป็นมะเร็งได้ หมอเลยให้ไป PET Scan เพิ่มเติมอีก ผลที่ออกก็เลยได้รู้ว่า นอกจากที่ต่อมลูกหมากแล้วความเสี่ยงนี้ลามไปที่กระดูกบริเวณก้นกบด้วย
ช่วงที่รู้ตอนนั้นผมก็รู้สึกเสียใจมากครับรู้สึกว่ายังมีลูกมีหลานที่อยากอยู่กับเค้าไปนานๆ ช่วงแรกความคิดมันวนอยู่ในหัวว่า ทำไมต้องเป็นผม ผมไปทำอะไรถึงเป็นโรคนี้ ทำไมถึงเกิดขึ้นได้ ผมไม่เคยเข้าใจเวลาคนพูดแบบนี้เลย จนกระทั่งมาเจอกับตัวเอง แต่ตอนนั้นด้วยความที่เป็นผู้ใหญ่ในบ้านก็พยายามตั้งสติให้ได้มากที่สุด ทุกคนคงรู้สึกไม่ต่างกันแต่ก็ช่วยกันให้กำลังใจดีผมอย่างดีเลยครับ ถามถึงสิ่งที่พวกเขาควรทำควรช่วยผมต่อจากนี้ ผมก็เล่าในสิ่งที่ผมได้คุยกับหมอให้พวกเขาได้ฟัง ที่บ้านก็บอกว่า ในเมื่อหมอเค้าบอกว่ารักษาได้ ก็ไปหาหมอให้เค้ารักษา แค่ทำตามที่หมอบอกเดี๋ยวก็หาย ผมเลยตัดสินใจเข้าไปรับการรักษาไวที่สุด คุณหมอบอกอะไรก็ทำตามอย่างเคร่งครัด ผมมีวินัยกับสิ่งนี้มากๆ หมอนัดก็ไปตามนัดทุกครั้งครับ เพราะผมก็ตั้งเป้าไว้ว่าอยากหาย ซึ่งนอกจากหมอแล้ว ผมว่าก็ตัวเราเองนี่แหละครับ ที่จะต้องช่วยตัวเองปรับตัวเองให้หายได้ ตอนนั้นคุณหมอก็ทำการรักษาด้วยการทานยาต้านฮอร์โมน แล้วคุณหมอก็มอนิเตอร์ดูค่า PSA เรื่อยๆ
ในช่วงระหว่างให้ยาคุณหมอจะตรวจเลือดดูค่า PSA ทุกๆ 3 เดือนครับ ช่วงแรกที่รักษาเหมือนยาตอบสนองดีเลยครับ ค่า PSA ที่สร้างความกังวลก็ลดลงมาเหลือแค่ 20 กว่าๆ ก็มีการรับยาอยู่เรื่อยๆ แต่จู่ๆ ในช่วงกลางๆ ของการรักษาค่า PSA ก็พุ่งกลับขึ้นมาอีก หมอเลยหยุดให้ยาทานแล้วก็ส่งตัวต่อไปแผนกมะเร็งจับ PET Scan อีกรอบ แต่ผลที่ออกมาก็ยังไม่เจออะไรเพิ่ม มีแค่ค่าบ่งชี้ PSA ตัวนี้ที่สูงขึ้นมาครับ จำได้ว่าตอนทานยาตัวเก่าใช้เวลาทานมาประมาณ 1 ปี หมอให้ความเห็นว่าอาจจะเกิดจากอาการดื้อยา เลยเปลี่ยนสูตรยาเป็นตัวยา 4 เม็ดต่อครั้ง และเพิ่มการให้ยาเป็นแบบฉีดเข้ามาด้วย กลายเป็นว่าทุกๆ 3 เดือน ผมก็จะต้องเข้ามาฉีดยาต้านฮอร์โมนที่โรงพยาบาล ตอนนั้นผมยิ่งปรับพฤติกรรมของตัวเองจริงจังมากขึ้นครับ ทั้งการคุมอาหาร เลี่ยงของหมักดอง ลดเนื้อแดงลง เน้นเป็นพวกโปรตีนจากเนื้อขาว ไก่ ไข่ ปลา มากขึ้น ผักสุกทานมากขึ้น อะไรที่ช่วยเสริมที่เรื่องของภูมิคุ้มกันไปด้วยได้ก็จะนำมาใช้ทั้งหมด ตอนนั้นผมทานเพิ่มทั้งสารสกัดมังคุดกับเบต้ากลูแคนให้ช่วยกันไประหว่างรักษาครับ
ผมดูแลตัวเองมาเรื่อยๆ บวกกับการมีวินัยในการไปหาหมอและทำตามที่หมอบอกอย่างเคร่งครัดครับ การมีวินัยกับตัวเองอย่างตั้งใจส่งผลให้ปัจจุบันนี้ค่า PSA เฉลี่ยของผมกลับมาเหลือไม่ถึง 1 แล้วครับ และล่าสุดค่า PSA เหลือแค่ .025 ซึ่งถือว่าเป็นค่าปกติแล้ว ยาก็เหลือทานแค่ครั้งละ 1 เม็ดมาได้ประมาณปีนึงแล้ว มันเป็นความรู้สึกที่ดีใจมากๆ แต่ก็ไม่เคยประมาทกับการใช้ชีวิตเลย ทุกวันนี้ก็ยังดูแลตัวเองให้ดี กินดี นอนดี ไม่เครียด พยายามออกกำลังกายที่พอทำได้ไหวและยังคงไปหาคุณหมอตามนัดทุกครั้งไม่เคยขาด
เลยอยากมาเล่าเป็นวิทยาทานให้กับทุกๆ ท่านครับว่าจริงๆ แล้ว มะเร็งก็เป็นแค่โรคๆ หนึ่ง เข้าใจเลยว่าอาจจะยากตอนที่ทุกคนเจอและคงไม่รู้ว่าจะรับมือกับความรู้สึกยังไง แต่สิ่งที่เล่ามาทั้งหมดนี้คือแค่อยากให้เห็นว่าผมเป็นคนนึงที่ผ่านระยะลุกลามนี้มาแล้วและผ่านมาได้ อยากให้ทุกคนที่ผ่านมาเจอกระทู้นี้ อ่านแล้วมีกำลังใจในการเดินหน้าต่อไป ใครที่มีลูกมีหลานเอาความรักที่คุณมีให้พวกเขาและความรักที่พวกเขามีให้คุณเป็นกำลังใจแบบผมหรือคนที่กำลังเป็นผู้ดูแลผู้ป่วยอยู่ก็อยู่ข้างๆ กันไว้มีอะไรก็รับฟังผู้ป่วยและคอยให้กำลังใจเค้าไว้นะครับ ผมผ่านมาได้แล้ว และเชื่อว่าคุณก็จะผ่านไปได้เช่นกัน หวังว่าตัวอักษรทั้งหมดที่ผมพิมพ์นี้จะมีประโยชน์นะครับ