รู้ไหมว่า “พฤติกรรมในชีวิตประจำวัน” ก็มีผลต่อการเพิ่มขึ้นของค่าสายตาเช่นกัน โดยเฉพาะในเด็กและวัยทำงานที่ใช้หน้าจอเป็นเวลานาน
บทความนี้หมออุ๊ยจะพาไปเข้าใจ
- สายตาสั้นเกิดจากอะไร
- ใครบ้างที่เสี่ยงค่าสายตาเพิ่ม
- Lifestyle แบบไหนที่ช่วยชะลอสายตาสั้นได้
เริ่มดูแลดวงตาได้ตั้งแต่วันนี้ เพราะบางอย่าง “แค่ปรับ”
ก็ช่วยได้มากกว่าที่คิด
วันนี้หมออยากชวนทุกคนมาคุยเรื่องที่กำลังพบได้บ่อยมากในยุคนี้ อย่างปัญหา “
สายตาสั้น” โดยเฉพาะในเด็กและวัยรุ่นที่ใช้หน้าจอมากขึ้นทุกวัน มีผู้ปกครองหลายท่านเลยค่ะที่เข้ามาปรึกษาหมอ ว่าถ้าลูกเริ่มสายตาสั้นแล้ว เราจะทำอะไรได้บ้าง นอกจากการตัดแว่นหรือรักษาทางการแพทย์
หมอจะแนะนำอยู่ตลอดเลยค่ะ ว่าความจริงแล้ว
“Lifestyle” หรือพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน มีบทบาทสำคัญมากในการช่วยชะลอสายตาสั้นในเด็ก บทความนี้หมอเลยอยากชวนทุกคนมาทำความเข้าใจเรื่องสายตาสั้นให้ลึกขึ้น พร้อมวิธีดูแลดวงตาแบบง่าย ๆ ที่สามารถเริ่มทำได้ตั้งแต่วันนี้ค่ะ
สายตาสั้นคืออะไร?
ภาวะสายตาสั้น (Myopia) เป็นความผิดปกติของระบบการมองเห็นที่พบได้บ่อยมาก โดยเฉพาะในเด็ก วัยเรียน และคนทำงานที่ใช้สายตาใกล้เป็นเวลานาน
- ในค่าสายตาปกติ เวลาที่แสงเข้าสู่ดวงตา แสงจะผ่านกระจกตาและเลนส์ตา ก่อนจะถูกโฟกัสไปยังจอประสาทตา (Retina) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ทำหน้าที่รับภาพและส่งสัญญาณไปยังสมอง
- แต่ในขณะเดียวกัน คนที่มีสายตาสั้น แสงจะโฟกัสก่อนถึงจอประสาทตา ทำให้ภาพที่มองไกลเกิดความเบลอ ในขณะที่การมองใกล้ยังสามารถเห็นได้ค่อนข้างชัดเหมือนเดิม
สาเหตุสำคัญของกลไกนี้มักเกิดจาก 2 กรณีหลัก คือ ลูกตายาวกว่าปกติ และกระจกตามีกำลังหักเหแสงมากเกินไป ผลที่ได้คือ การให้ภาพที่โฟกัสผิดตำแหน่งนั่นเองค่ะ
สาเหตุสายตาสั้นเกิดจากอะไร? มีใครเสี่ยงบ้าง
หมออยากให้ทำความเข้าใจหน่อยค่ะ ว่าภาวะสายตาสั้นอาจไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว แต่มีหลายปัจจัยที่เป็นตัวกระตุ้นพร้อมกัน ทั้งด้านพันธุกรรม ไลฟ์สไตล์ และสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็น
1. พันธุกรรม
สายตาสั้นสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ค่ะ หากพ่อหรือแม่สายตาสั้นมาก่อน เด็กมีโอกาสสายตาสั้นเพิ่มขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นถ้าทั้งพ่อและแม่สายตาสั้นทั้งคู่ ความเสี่ยงจะยิ่งสูงขึ้นเช่นกัน แต่ทั้งนี้พันธุกรรมไม่ได้เป็นปัจจัยเดียว เพราะ Lifestyle ก็มีผลมากเช่นกัน
2. การใช้หน้าจอมากเกินไป
เด็กยุคปัจจุบัน รวมไปถึงคนในช่วงวัยทำงาน มีเปอร์เซ็นการใข้งานหน้าจอเพิ่มขึ้นมาก ไม่ว่าจะเป็น เรียนออนไลน์ เล่นเกม ดูวิดีโอ หรือทำงาน ซึ่งการใช้หน้าจอเป็นเวลานาน รวมไปถึงการใช้งานในระยะใกล้ โดยไม่มีช่วงพักสายตา เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้สายตาสั้นเพิ่มขึ้น
3. การใช้ชีวิตในอาคารมากเกินไป
งานวิจัยจำนวนมากพบว่า เด็กที่ใช้เวลากลางแจ้งน้อย มีแนวโน้มสายตาสั้นมากกว่าเด็กที่ออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้ง เนื่องจากแสงธรรมชาติ มีส่วนช่วยกระตุ้นการพัฒนาของดวงตาอย่างเหมาะสม
ภาวะสายตาสั้น สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย แต่กลุ่มที่ควรระวังเป็นพิเศษ ได้แก่
เด็กวัยเรียน
เด็กที่พ่อแม่สายตาสั้น
เด็กที่ใช้หน้าจอติดต่อกันหลายชั่วโมงต่อวัน
ผู้ที่ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวัน โดยไม่พักสายตา
วิธีปรับ Lifestyle เพื่อช่วยชะลอสายตาสั้น
ในยุคดิจิทัลปัจจุบัน การจัดการสายตาสั้น ไม่ได้อาศัยเพียงการรักษาทางการแพทย์เท่านั้น แต่พฤติกรรมในชีวิตประจำวันมีบทบาทสำคัญมาก โดยเฉพาะการปรับ Lifestyle เล็ก ๆ ของเด็กและวัยรุ่น เนื่องจากเป็นช่วงวัยที่ดวงตายังอยู่ในช่วงพัฒนา
1. เพิ่มเวลาออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้ง (Increase Outdoor Playtime)
มีงานวิจัยหลายชิ้นเลยค่ะ ที่ช่วยยืนยันว่าการใช้เวลากลางแจ้งวันละ 1–2 ชั่วโมง (หรือ 10–14 ชั่วโมงต่อสัปดาห์) สามารถช่วยชะลอการเพิ่มขึ้นของสายตาสั้นได้ เพราะแสงธรรมชาติช่วย กระตุ้นการหลั่ง Dopamine ควบคุมการเจริญเติบโตของลูกตา ทำให้การชะลอสายตาสั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น และยังลดการใช้สายตาใกล้ต่อเนื่อง จากการอ่านหนังสือหรือการใช้หน้าจอ
กิจกรรมที่หมอแนะนำ เช่น
เล่นกีฬา
ปั่นจักรยาน
เดินเล่นในสวน
กิจกรรมกลางแจ้งไม่ได้ช่วยในเรื่องของการลดความเสี่ยงที่สายตาสั้นจะเพิ่มขึ้นในระยะยาวเท่านั้น แต่ยังช่วยในเรื่องสุขภาพร่างกายและจิตใจได้อีกด้วยค่ะ
2. จำกัดเวลาการใช้หน้าจอ (Limit Screen Time Effectively)
การใช้หน้าจอมากเกินไปเป็นปัจจัยสำคัญของปัญหาสายตาสั้น ดังนั้นแนะนำผู้ปกครองให้จำกัดเวลาการใช้หน้าจอ และกำหนดช่วงเวลาพักสายตา ให้ลูกอย่างสม่ำเสมอ หนึ่งวิธีที่หมอแนะนำคือกฏ 20-20-20 โดยทุก 20 นาที มองไกล 20 ฟุต เป็นเวลา 20 วินาที วิธีนี้ช่วยให้กล้ามเนื้อตาได้พัก และยังช่วยลดความล้าของดวงตา
สำหรับเด็กที่เรียนออนไลน์ หรือต้องใช้หน้าจออย่างเลี่ยงไม่ได้ ก็ควรจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม เช่น
จัดตำแหน่งหน้าจอให้ถูกหลักสรีรศาสตร์ โดยควรห่างอย่างน้อย 30–40 ซม. (ประมาณ 12–14 นิ้ว) เพื่อให้สายตาอยู่ในระยะที่พอดี ไม่ใกล้จนเกินไป
จัดแสงสว่างให้เพียงพอ ควรมีแสงสว่างเพียงพอ (มากกว่า 300 lux) เวลาทำการบ้านหรืออ่านหนังสือ เพื่อลดอาการล้าของดวงตา
หมั่นให้เด็กพักสายตาเป็นระยะ เพื่อลดอาการล้าจากการใช้สายตาใกล้และหน้าจอ ทุก ๆ 20 นาที ให้พักสายตา 20 วินาที โดยมองไปไกลประมาณ 20 ฟุต (ประมาณ 6 เมตร) หรือชวนเด็กไปทำกิจกรรมนอกบ้าน เพื่อลดการจดจ่อหน้าจอ
3. โภชนาการที่ช่วยดูแลดวงตา (Dietary Support for Healthy Eyes)
นอกจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมภายนอก อาหารก็มีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพดวงตาเช่นกัน ซึ่งสารอาหารที่ดีต่อสายตา ได้แก่
วิตามิน A
วิตามิน C
วิตามิน E
ลูทีน
สังกะสี
โอเมก้า-3
ตัวอย่างอาหารที่ดี เช่น ผักใบเขียว แครอท ผลไม้ตระกูลส้ม ปลาแซลมอน ถั่ว ฯลฯ อาหารกลุ่มนี้จะช่วยปรับความสมดุลของร่างกาย ช่วยให้ดวงตาทำงานได้ดีขึ้น แต่ทั้งนี้ก็ควรเข้ารับการ
ตรวจสุขภาพตาอย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อช่วยในการดูแลสายตาในระยะยาวค่ะ
เริ่มต้นสุขภาพตาที่ดี เริ่มที่ Dr.Ouise Eye Clinic
เด็กสายตาสั้น… ไม่ได้เกิดแค่จากพันธุกรรมอย่างเดียว 👀
หมอจะแนะนำอยู่ตลอดเลยค่ะ ว่าความจริงแล้ว “Lifestyle” หรือพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน มีบทบาทสำคัญมากในการช่วยชะลอสายตาสั้นในเด็ก บทความนี้หมอเลยอยากชวนทุกคนมาทำความเข้าใจเรื่องสายตาสั้นให้ลึกขึ้น พร้อมวิธีดูแลดวงตาแบบง่าย ๆ ที่สามารถเริ่มทำได้ตั้งแต่วันนี้ค่ะ
สายตาสั้นสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ค่ะ หากพ่อหรือแม่สายตาสั้นมาก่อน เด็กมีโอกาสสายตาสั้นเพิ่มขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นถ้าทั้งพ่อและแม่สายตาสั้นทั้งคู่ ความเสี่ยงจะยิ่งสูงขึ้นเช่นกัน แต่ทั้งนี้พันธุกรรมไม่ได้เป็นปัจจัยเดียว เพราะ Lifestyle ก็มีผลมากเช่นกัน
เด็กยุคปัจจุบัน รวมไปถึงคนในช่วงวัยทำงาน มีเปอร์เซ็นการใข้งานหน้าจอเพิ่มขึ้นมาก ไม่ว่าจะเป็น เรียนออนไลน์ เล่นเกม ดูวิดีโอ หรือทำงาน ซึ่งการใช้หน้าจอเป็นเวลานาน รวมไปถึงการใช้งานในระยะใกล้ โดยไม่มีช่วงพักสายตา เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้สายตาสั้นเพิ่มขึ้น
งานวิจัยจำนวนมากพบว่า เด็กที่ใช้เวลากลางแจ้งน้อย มีแนวโน้มสายตาสั้นมากกว่าเด็กที่ออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้ง เนื่องจากแสงธรรมชาติ มีส่วนช่วยกระตุ้นการพัฒนาของดวงตาอย่างเหมาะสม
1. เพิ่มเวลาออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้ง (Increase Outdoor Playtime)
กิจกรรมที่หมอแนะนำ เช่น
สำหรับเด็กที่เรียนออนไลน์ หรือต้องใช้หน้าจออย่างเลี่ยงไม่ได้ ก็ควรจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม เช่น