ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีการผลักดันให้บุคคลข้ามเพศสามารถใช้คำนำหน้านามให้สอดคล้องกับเพศสภาพ และเข้าถึงบริการฮอร์โมนยืนยันเพศสภาพผ่านระบบบัตรทอง ซึ่งผู้สนับสนุนมองว่าเป็นการรับรองศักดิ์ศรีและลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์
อย่างไรก็ตาม การเรียกร้องสิทธิใด ๆ ในสังคมประชาธิปไตย ไม่ควรอยู่เหนือการตั้งคำถามหรือการถกเถียงด้วยเหตุผล
ผู้ที่เห็นต่างไม่ได้จำเป็นต้องเกลียดชังคนข้ามเพศเสมอไป หลายคนเพียงต้องการความชัดเจนว่า การเปลี่ยนคำนำหน้านามจะส่งผลอย่างไรต่อระบบทะเบียนราษฎร เอกสารทางราชการ การเก็บข้อมูลทางการแพทย์ หรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง
เช่นเดียวกับการสนับสนุนฮอร์โมนยืนยันเพศสภาพผ่านงบประมาณภาครัฐ ย่อมมีคำถามตามมาว่า รัฐใช้เกณฑ์ใดในการจัดลำดับความสำคัญของทรัพยากรด้านสาธารณสุข และมีบริการที่ประชาชนกลุ่มอื่นยังเข้าไม่ถึงหรือไม่
การตั้งคำถามเหล่านี้ไม่ควรถูกตีตราว่าเป็นความเกลียดชังโดยอัตโนมัติ เพราะในสังคมที่เปิดกว้าง สิทธิของทุกฝ่ายควรมาพร้อมกับพื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา
สิทธิในการใช้คำนำหน้านามตามอัตลักษณ์ทางเพศ เป็นสิ่งที่ผู้สนับสนุนมองว่าเกี่ยวข้องกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ขณะที่ผู้เห็นต่างบางส่วนกังวลถึงผลกระทบทางกฎหมายและการบริหารจัดการ ซึ่งทั้งสองมุมมองสามารถอยู่ร่วมกันได้โดยไม่จำเป็นต้องทำให้อีกฝ่ายกลายเป็นศัตรู
ท้ายที่สุด สิทธิไม่ควรเป็นอภิสิทธิ์ และการตั้งคำถามก็ไม่ควรถูกทำให้เป็นอาชญากรรมทางความคิด เพราะสังคมที่เข้มแข็งเกิดขึ้นจากการถกเถียงด้วยข้อมูล มากกว่าการปิดปากผู้ที่มีความเห็นต่าง
สุดท้ายนี้การเป็นเพศที่สามไม่ใช่โรคไม่ใช่การป่วย แต่การที่คนกลุ่มนึงออกมาเรียกร้องสิทธิที่มันไม่ควรมีน่าจะป่วยจิตซะมากกว่า เช่น การขอ นางสาว
ฮอร์โมนฟรี แต่วัคซีนป้องกันมะเร็งหลักหมื่น : รัฐกำลังให้ความสำคัญกับอะไร?
อย่างไรก็ตาม การเรียกร้องสิทธิใด ๆ ในสังคมประชาธิปไตย ไม่ควรอยู่เหนือการตั้งคำถามหรือการถกเถียงด้วยเหตุผล
ผู้ที่เห็นต่างไม่ได้จำเป็นต้องเกลียดชังคนข้ามเพศเสมอไป หลายคนเพียงต้องการความชัดเจนว่า การเปลี่ยนคำนำหน้านามจะส่งผลอย่างไรต่อระบบทะเบียนราษฎร เอกสารทางราชการ การเก็บข้อมูลทางการแพทย์ หรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง
เช่นเดียวกับการสนับสนุนฮอร์โมนยืนยันเพศสภาพผ่านงบประมาณภาครัฐ ย่อมมีคำถามตามมาว่า รัฐใช้เกณฑ์ใดในการจัดลำดับความสำคัญของทรัพยากรด้านสาธารณสุข และมีบริการที่ประชาชนกลุ่มอื่นยังเข้าไม่ถึงหรือไม่
การตั้งคำถามเหล่านี้ไม่ควรถูกตีตราว่าเป็นความเกลียดชังโดยอัตโนมัติ เพราะในสังคมที่เปิดกว้าง สิทธิของทุกฝ่ายควรมาพร้อมกับพื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา
สิทธิในการใช้คำนำหน้านามตามอัตลักษณ์ทางเพศ เป็นสิ่งที่ผู้สนับสนุนมองว่าเกี่ยวข้องกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ขณะที่ผู้เห็นต่างบางส่วนกังวลถึงผลกระทบทางกฎหมายและการบริหารจัดการ ซึ่งทั้งสองมุมมองสามารถอยู่ร่วมกันได้โดยไม่จำเป็นต้องทำให้อีกฝ่ายกลายเป็นศัตรู
ท้ายที่สุด สิทธิไม่ควรเป็นอภิสิทธิ์ และการตั้งคำถามก็ไม่ควรถูกทำให้เป็นอาชญากรรมทางความคิด เพราะสังคมที่เข้มแข็งเกิดขึ้นจากการถกเถียงด้วยข้อมูล มากกว่าการปิดปากผู้ที่มีความเห็นต่าง
สุดท้ายนี้การเป็นเพศที่สามไม่ใช่โรคไม่ใช่การป่วย แต่การที่คนกลุ่มนึงออกมาเรียกร้องสิทธิที่มันไม่ควรมีน่าจะป่วยจิตซะมากกว่า เช่น การขอ นางสาว