บันทึกทางประวัติศาสตร์ วิสัยทัศน์และปาฐกถารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ของ ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ปาฐกถา
ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการแห่งประเทศไทย
ท่านผู้มีเกียรติ
สุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ ทุกท่าน
ก่อนอื่น ผมขอแสดงความยินดีและขอบคุณรัฐมนตรีกลอเรียอีกครั้งที่ตอบรับและดำรงตำแหน่งประธานของ SEAMEC ในครั้งนี้ และขอขอบคุณอีกครั้งสำหรับอัธยาศัยไมตรีอันยอดเยี่ยมที่ท่านมอบให้แก่ผมและผู้เข้าร่วมประชุมทุกท่านครับ
ผมคิดว่าผมอยากจะกล่าวถึงประเด็นบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ อย่างที่ทุกท่านทราบ หรืออาจไม่ทราบว่า
ประเทศไทยได้เริ่มดำเนินแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมมาตั้งแต่ปี 1952 โดยแต่ละแผนมีระยะเวลา 5 ปี และจนถึงปัจจุบันนี้ ได้เริ่มแผนพัฒนาฉบับที่ 8 แล้วครับ
ในแผนพัฒนาฉบับที่ 7 เพียงฉบับเดียวในรอบ 35 ปี เราได้พัฒนาประเทศจากประเทศด้อยพัฒนาไปสู่ประเทศกำลังพัฒนา
แม้ว่าจะเป็นความจริงที่ว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยเติบโตอย่างรวดเร็วมาหลายปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เรามีการเติบโตทางเศรษฐกิจเกือบสองหลัก
อย่างไรก็ตาม การเติบโตทางเศรษฐกิจของเรานั้นตั้งอยู่บนฐานที่ต่ำ ดังนั้นการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวไทยทุกคนจึงยังคงเป็นปัญหาอยู่
เพราะการกระจายรายได้ยังไม่ทั่วถึง นอกจากนี้ เรายังไม่สามารถลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนได้ตามที่เราคิดไว้
และสุดท้าย ในแผนพัฒนาฉบับที่ 8 นี้ สิ่งที่เราให้ความสำคัญอย่างแท้จริงคือการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ แผนพัฒนาฉบับที่ 8 ของเรามุ่งเน้นไปที่การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็นหลัก ซึ่งพูดง่ายแต่ทำยากและบรรลุผลได้ยาก
ความมั่นคงของประเทศขึ้นอยู่กับหลักการสี่ประการ
ประการแรกคือการศึกษา
ประการที่สองคือสุขภาพ
ประการที่สามคือความมั่นคง
และประการที่สี่คือความยุติธรรม
คุณคงเข้าใจสิ่งที่ผมหมายถึง แม้ว่าคุณจะมีครูที่ดี หลักสูตรที่ดี โรงเรียนที่ดี แต่ความสามารถในการผลิตนักเรียนที่ดีก็ยังคงเป็นเรื่องที่น่าสงสัย เพราะว่าขึ้นอยู่กับความสามารถของมนุษย์หรือพลเมืองของคุณ
สุขภาพไม่ได้หมายความว่าคุณจะปรับปรุงสุขภาพของคุณด้วยการพยายามสร้างโรงพยาบาล จัดหาอุปกรณ์ และมีแพทย์ที่ดี อย่างที่ผมกล่าวไปแล้ว หากโรงเรียนส่วนใหญ่ 40,000 แห่งไม่มีน้ำใช้ และไม่มีน้ำสำหรับการเกษตร เราไม่คิดว่าเราจะมีสุขภาพที่ดีได้
หากประเทศไม่มีความมั่นคง และคุณออกไปไหนมาไหนแล้วจะมีคนมาขโมยของของคุณ คุณจะกังวลเพราะอาจมีคนมาปล้นคุณ และอาจเกิดคดีอาญาขึ้น และผมคิดว่าเราคงไม่มั่นคงในประเทศ
และความยุติธรรมก็สำคัญเช่นกัน เพราะหากยังคงมีการผูกขาด และยังมีผู้มีอิทธิพลในประเทศซี่งเอาเปรียบประชาชนทั่วไป เราไม่เชื่อว่าเราจะมั่นคงในประเทศได้
ผมเชื่อว่าเศรษฐกิจจะดีได้ก็ต่อเมื่อมีการนำพาทางการเมืองที่เข้มแข็ง การเมืองมีบทบาทในการชี้นำทิศทางของเศรษฐกิจ
ผมขอนำเรียน ผู้เข้าร่วมประชุมว่า ประเทศไทยกำลังมุ่งมั่นที่จะพัฒนาคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานตลอด 12 ปี
ในขณะเดียวกัน เราจำเป็นต้องให้การศึกษาที่เหมาะสมในระดับอนุบาล ก่อนที่พวกเขาจะเข้าโรงเรียนประถมศึกษา
เราเชื่อว่าหากเราไม่ให้การศึกษาที่เหมาะสมในระดับอนุบาล คุณจะไม่สามารถได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพดีในระดับประถมศึกษาได้
และจากการปฏิรูปการศึกษาในประเทศไทย เราพบว่าในระดับอุดมศึกษา เราสอนเพียงการศึกษาขั้นพื้นฐานเท่านั้น
ในระดับอุดมศึกษา เราสอนเพียงระดับอาชีวศึกษา ระดับมัธยมศึกษา และบางครั้งก็ระดับประถมศึกษา
ผมไม่เห็นหลักฐานว่าสถาบันอุดมศึกษาในประเทศของเรามีศักยภาพและความสามารถในการวิจัยและพัฒนา
ผมไม่เชื่อว่าสถาบันอุดมศึกษาจะสามารถสอนพื้นฐานของระดับมัธยมศึกษาและประถมศึกษาต่อไปได้
ดังนั้น คุณภาพการศึกษาจึงต้องมุ่งเป้าไปที่การศึกษา 12 ปี และเมื่อพวกเขาเข้ามหาวิทยาลัย พวกเขาไม่ควรเรียนเพียงพื้นฐานอีกต่อไป
พวกเขาควรจะสามารถทำงานได้ น่าเสียดายที่มหาวิทยาลัยทั้งหมดในประเทศไทย ยกเว้นศูนย์การแพทย์หรือโรงพยาบาลที่สอนแพทย์ จะส่งนักศึกษาไปทำงาน
แต่ไม่มีมหาวิทยาลัยระดับสังคมศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์แห่งใดที่ส่งนักศึกษาไปทำงานเลย นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมจึงเป็นปัญหาใหญ่
เมื่อนักศึกษาจบจากมหาวิทยาลัยไม่สามารถปรับใช้ทักษะของตนให้เข้ากับอุตสาหกรรมได้ และหลายคนบ่นเกี่ยวกับเรื่องนี้ และนี่จะเป็นปัญหาใหญ่ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในอีกสี่หรือห้าปีข้างหน้า
ดังนั้น ผมจึงหวังว่า SEAMEC และ SEAMES จะพิจารณาปัญหาเรื่องคุณภาพการศึกษาในระดับอนุบาล มัธยมศึกษา และอาชีวศึกษา ผมหวังว่านักเรียนระดับมัธยมศึกษาในอีกหลายสิบปีข้างหน้า
เมื่อจบการศึกษาจากโรงเรียนมัธยมหรืออาชีวศึกษาแล้ว จะมีความรู้ความสามารถเทียบเท่ากับนักศึกษาปีสองเป็นอย่างน้อย แล้วเราจะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องคุณภาพการศึกษาในระดับอุดมศึกษาอีกต่อไป
ขอบคุณครับ
ปาฐกถาของ
ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล ในเวที SEAMEO 1997 นี้ เมื่ออ่านเต็ม ๆ จะเห็นชัดว่า “ลึกกว่า” ที่คนไทยจำนวนมากเข้าใจในภายหลังมาก และจริง ๆ แล้วเป็นหนึ่งใน
ปาฐกถา ที่มีลักษณะ “development philosophy” ชัดที่สุดในเวทีเดียวกัน
แก่นวิสัยทัศน์ของ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล
ไม่ใช่แค่ “ปฏิรูปการศึกษา”
แต่คือ:
“การพัฒนาประเทศที่มั่นคงและเป็นธรรม ผ่านการพัฒนามนุษย์”
โครงสร้างความคิดหลัก
ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล วาง “เสาหลักของรัฐ” ไว้ 4 ด้าน:
การศึกษา
สุขภาพ
ความมั่นคง
ความยุติธรรม
นี่สำคัญมาก เพราะท่านไม่ได้มองการศึกษาแบบ isolated sector แต่เป็น “โครงสร้างของรัฐสมัยใหม่”
แนวคิดนี้ใกล้กับ:
human development approach
developmental state
social democracy
capability approach
ในเวลาที่เอเชียส่วนใหญ่ยังพูดเรื่อง GDP และ competitiveness เป็นหลัก
จุดที่ลึกมาก
1. วิจารณ์ “growth without equity”
ท่าน พูดตรงมากว่า:
ไทยโตเร็ว
แต่รายได้กระจุกตัว
ช่องว่างรวยจนยังสูง
คุณภาพชีวิตคนส่วนใหญ่ยังไม่ดี
นี่คือ critique ของ development model ไทยในยุค boom economy ก่อนวิกฤต 2540 เพียงไม่กี่เดือน
ถือว่ามองปัญหาเชิงโครงสร้างได้ลึกมาก
2. การศึกษาเชื่อมกับความยุติธรรม
ประโยคนี้สำคัญมาก:
“หากยังมีการผูกขาด และยังมีผู้มีอิทธิพลเอาเปรียบประชาชน เราไม่เชื่อว่าเราจะมั่นคงได้”
นี่ไม่ใช่ภาษาราชการทั่วไป
แต่เป็นการเชื่อม:
education
justice
political economy
social stability
เข้าด้วยกันโดยตรง
3. การเมืองต้องนำเศรษฐกิจ
อีกประโยคที่ลึกมาก:
“เศรษฐกิจจะดีได้ก็ต่อเมื่อมีการนำพาทางการเมืองที่เข้มแข็ง”
นี่สะท้อนแนวคิด developmental leadership แบบเอเชียตะวันออก
กล่าวคือ:
การพัฒนาไม่เกิดเองจากตลาด
รัฐต้องนำ
การเมืองกำหนดทิศทางเศรษฐกิจ
4. Early childhood education
สำหรับปี 1997 การพูดว่า:
ถ้าอนุบาลไม่ดี ประถมก็ไม่มีคุณภาพ
ถือว่าก้าวหน้ามาก
เพราะเวลานั้นหลายประเทศยังเน้นเฉพาะประถมศึกษา
ประถมศึกษา
5. critique มหาวิทยาลัยไทย
นี่อาจเป็นส่วนที่ “แรงที่สุด”
ท่านพูดตรงว่า:
มหาวิทยาลัยไทยสอนแต่พื้นฐาน
ไม่ทำวิจัย
ไม่เชื่อมอุตสาหกรรม
นักศึกษาปรับตัวเข้ากับงานไม่ได้
นี่คือ critique ระบบอุดมศึกษาไทยทั้งระบบในปี 1997
และจริง ๆ ปัญหานี้ยังอยู่ถึงปัจจุบัน
6. แนวคิด “12 ปีคุณภาพ”
นี่สำคัญมาก
ท่านไม่ได้พูดแค่:
ให้เรียน 12 ปี
แต่พูดว่า:
ต้องเป็น “12 ปีที่มีคุณภาพ”
และถ้าระบบพื้นฐานดี:
มหาวิทยาลัยจะไม่ต้องสอน remedial education
มหาวิทยาลัยจะไปสู่ research และ professional competence ได้
นี่คือ systemic reform thinking
จุดที่โดดเด่นที่สุดของ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล
ต่างจากหลายประเทศในเวทีเดียวกันตรงที่:
ประเทศแกนหลัก
สิงคโปร์
technology & competitiveness
มาเลเซีย
smart modernization
แคนาดา
governance
อินโดนีเซีย
people-centered development
ไทย (ฯพณฯ สุขวิช)
Education+ Health+ Justice+ Security = Equity National Reform
ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล จึงมีลักษณะ:
political-development philosophy
social reform vision
human-centered state reform
มากกว่า “education management”
คะแนน
Wardiman Djojonegoro รัฐมนตรีศึกษาอินโดนีเซีย
9
รัฐมนตรีศึกษา สิงคโปร์
9
Najib Razak รัฐมนตรีศึกษา
มาเลย์ ภายหลังดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีมาเลย์
8.5
Sukavich Rangsitpol
9.5
Robert S. Harrison รัฐมนตรีศึกษา แคนาดา
8.5
ฯพณฯ เปฮิน โอรัง กายา ไลลา วิจายา ดาโต ฮาจิ อับดุล อาซิซ อูมาร์
รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการของบรูไนดารุสซาลาม
8
ถ้ามองในเชิงประวัติศาสตร์
สิ่งที่น่าสนใจมากคือ:
ก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง 2540 เพียงไม่กี่เดือน
ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล กำลังพูดว่า:
growth ไม่พอ
inequality คือปัญหา
education quality คือปัญหา
university-industry mismatch คือปัญหา
justice สำคัญต่อ stability
ซึ่งหลายเรื่องกลายเป็น “ปัญหาใหญ่ของไทย” หลังปี 2540 จริง ๆ
จึงพูดได้ว่า ปาฐกถานี้มีลักษณะ:
“pre-crisis structural diagnosis”
อยู่ในตัวเองค่อนข้างชัดเจนครับ
สรุป
สิ่งที่น่าสนใจมาก
เมื่อมองรวมทั้งเวที SEAMEO 1997 จะเห็นว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงก่อนวิกฤต 2540 กำลังพยายามตอบคำถามเดียวกัน:
“จะ modernize อย่างไร โดยไม่สูญเสียมนุษย์ สังคม และวัฒนธรรม”
แต่แต่ละประเทศตอบไม่เหมือนกัน:
สิงคโปร์ → technology
มาเลเซีย → smart infrastructure
ไทย → justice & human development
อินโดนีเซีย → participation & people
บรูไน → morality & spirituality
นี่ทำให้เอกสารชุดนี้มีคุณค่ามากในฐานะ “แผนที่ทางปัญญา” ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก่อนเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ครับ
ประเทศไทย เปลี่ยนแนวทางเป็น ระบบประชานิยม หลังการเลือกตั้ง ปี 2544 เรื่องราวและ วิสัยทัศน์นักการเมืองในอดีต ไม่สามารถแก้ไขปัญหาซึ่ง ดำเนินต่อเนื่องมาถึงปัจจุบันได้ครับ
คนไทยในปี 2544 เลือกอะไร? ปัจจุบันคือผลต่อเนื่อง จากการเลือกตั้งครั้งนั้นครับ และ รัฐบาล 2540-2543 และ รัฐบาลปี 2544-2549 ได้อานิสงส์จาก แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8, การปฏิรูปการศึกษา ปี2538 ซึ่งมีผลเป็นรูปธรรม เมื่อ 8 พฤษภาคม 2540 และ รัฐธรรมนูญประชาชน ประกาศใช้ 11 ตุลาคม 2540
ผลงานของรัฐบาลปี 2540ด้านดีๆ ครับ วิกฤติต้มยำกุ้ง หรือ การลดค่าเงินบาท ไม่ทีความจำเป็นครับ หากประเทศไทยใช้วิธีซึ่งประเทศจีนใช้ในปี 2015 ครับ
บันทึกทางประวัติศาสตร์ วิสัยทัศน์และปาฐกถารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ของ ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล
ท่านผู้มีเกียรติ
สุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ ทุกท่าน
ก่อนอื่น ผมขอแสดงความยินดีและขอบคุณรัฐมนตรีกลอเรียอีกครั้งที่ตอบรับและดำรงตำแหน่งประธานของ SEAMEC ในครั้งนี้ และขอขอบคุณอีกครั้งสำหรับอัธยาศัยไมตรีอันยอดเยี่ยมที่ท่านมอบให้แก่ผมและผู้เข้าร่วมประชุมทุกท่านครับ
ผมคิดว่าผมอยากจะกล่าวถึงประเด็นบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ อย่างที่ทุกท่านทราบ หรืออาจไม่ทราบว่า
ประเทศไทยได้เริ่มดำเนินแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมมาตั้งแต่ปี 1952 โดยแต่ละแผนมีระยะเวลา 5 ปี และจนถึงปัจจุบันนี้ ได้เริ่มแผนพัฒนาฉบับที่ 8 แล้วครับ
ในแผนพัฒนาฉบับที่ 7 เพียงฉบับเดียวในรอบ 35 ปี เราได้พัฒนาประเทศจากประเทศด้อยพัฒนาไปสู่ประเทศกำลังพัฒนา
แม้ว่าจะเป็นความจริงที่ว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยเติบโตอย่างรวดเร็วมาหลายปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เรามีการเติบโตทางเศรษฐกิจเกือบสองหลัก
อย่างไรก็ตาม การเติบโตทางเศรษฐกิจของเรานั้นตั้งอยู่บนฐานที่ต่ำ ดังนั้นการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวไทยทุกคนจึงยังคงเป็นปัญหาอยู่
เพราะการกระจายรายได้ยังไม่ทั่วถึง นอกจากนี้ เรายังไม่สามารถลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนได้ตามที่เราคิดไว้
และสุดท้าย ในแผนพัฒนาฉบับที่ 8 นี้ สิ่งที่เราให้ความสำคัญอย่างแท้จริงคือการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ แผนพัฒนาฉบับที่ 8 ของเรามุ่งเน้นไปที่การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็นหลัก ซึ่งพูดง่ายแต่ทำยากและบรรลุผลได้ยาก
ความมั่นคงของประเทศขึ้นอยู่กับหลักการสี่ประการ
ประการแรกคือการศึกษา
ประการที่สองคือสุขภาพ
ประการที่สามคือความมั่นคง
และประการที่สี่คือความยุติธรรม
คุณคงเข้าใจสิ่งที่ผมหมายถึง แม้ว่าคุณจะมีครูที่ดี หลักสูตรที่ดี โรงเรียนที่ดี แต่ความสามารถในการผลิตนักเรียนที่ดีก็ยังคงเป็นเรื่องที่น่าสงสัย เพราะว่าขึ้นอยู่กับความสามารถของมนุษย์หรือพลเมืองของคุณ
สุขภาพไม่ได้หมายความว่าคุณจะปรับปรุงสุขภาพของคุณด้วยการพยายามสร้างโรงพยาบาล จัดหาอุปกรณ์ และมีแพทย์ที่ดี อย่างที่ผมกล่าวไปแล้ว หากโรงเรียนส่วนใหญ่ 40,000 แห่งไม่มีน้ำใช้ และไม่มีน้ำสำหรับการเกษตร เราไม่คิดว่าเราจะมีสุขภาพที่ดีได้
หากประเทศไม่มีความมั่นคง และคุณออกไปไหนมาไหนแล้วจะมีคนมาขโมยของของคุณ คุณจะกังวลเพราะอาจมีคนมาปล้นคุณ และอาจเกิดคดีอาญาขึ้น และผมคิดว่าเราคงไม่มั่นคงในประเทศ
และความยุติธรรมก็สำคัญเช่นกัน เพราะหากยังคงมีการผูกขาด และยังมีผู้มีอิทธิพลในประเทศซี่งเอาเปรียบประชาชนทั่วไป เราไม่เชื่อว่าเราจะมั่นคงในประเทศได้
ผมเชื่อว่าเศรษฐกิจจะดีได้ก็ต่อเมื่อมีการนำพาทางการเมืองที่เข้มแข็ง การเมืองมีบทบาทในการชี้นำทิศทางของเศรษฐกิจ
ผมขอนำเรียน ผู้เข้าร่วมประชุมว่า ประเทศไทยกำลังมุ่งมั่นที่จะพัฒนาคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานตลอด 12 ปี
ในขณะเดียวกัน เราจำเป็นต้องให้การศึกษาที่เหมาะสมในระดับอนุบาล ก่อนที่พวกเขาจะเข้าโรงเรียนประถมศึกษา
เราเชื่อว่าหากเราไม่ให้การศึกษาที่เหมาะสมในระดับอนุบาล คุณจะไม่สามารถได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพดีในระดับประถมศึกษาได้
และจากการปฏิรูปการศึกษาในประเทศไทย เราพบว่าในระดับอุดมศึกษา เราสอนเพียงการศึกษาขั้นพื้นฐานเท่านั้น
ในระดับอุดมศึกษา เราสอนเพียงระดับอาชีวศึกษา ระดับมัธยมศึกษา และบางครั้งก็ระดับประถมศึกษา
ผมไม่เห็นหลักฐานว่าสถาบันอุดมศึกษาในประเทศของเรามีศักยภาพและความสามารถในการวิจัยและพัฒนา
ผมไม่เชื่อว่าสถาบันอุดมศึกษาจะสามารถสอนพื้นฐานของระดับมัธยมศึกษาและประถมศึกษาต่อไปได้
ดังนั้น คุณภาพการศึกษาจึงต้องมุ่งเป้าไปที่การศึกษา 12 ปี และเมื่อพวกเขาเข้ามหาวิทยาลัย พวกเขาไม่ควรเรียนเพียงพื้นฐานอีกต่อไป
พวกเขาควรจะสามารถทำงานได้ น่าเสียดายที่มหาวิทยาลัยทั้งหมดในประเทศไทย ยกเว้นศูนย์การแพทย์หรือโรงพยาบาลที่สอนแพทย์ จะส่งนักศึกษาไปทำงาน
แต่ไม่มีมหาวิทยาลัยระดับสังคมศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์แห่งใดที่ส่งนักศึกษาไปทำงานเลย นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมจึงเป็นปัญหาใหญ่
เมื่อนักศึกษาจบจากมหาวิทยาลัยไม่สามารถปรับใช้ทักษะของตนให้เข้ากับอุตสาหกรรมได้ และหลายคนบ่นเกี่ยวกับเรื่องนี้ และนี่จะเป็นปัญหาใหญ่ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในอีกสี่หรือห้าปีข้างหน้า
ดังนั้น ผมจึงหวังว่า SEAMEC และ SEAMES จะพิจารณาปัญหาเรื่องคุณภาพการศึกษาในระดับอนุบาล มัธยมศึกษา และอาชีวศึกษา ผมหวังว่านักเรียนระดับมัธยมศึกษาในอีกหลายสิบปีข้างหน้า
เมื่อจบการศึกษาจากโรงเรียนมัธยมหรืออาชีวศึกษาแล้ว จะมีความรู้ความสามารถเทียบเท่ากับนักศึกษาปีสองเป็นอย่างน้อย แล้วเราจะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องคุณภาพการศึกษาในระดับอุดมศึกษาอีกต่อไป
ขอบคุณครับ
ปาฐกถาของ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล ในเวที SEAMEO 1997 นี้ เมื่ออ่านเต็ม ๆ จะเห็นชัดว่า “ลึกกว่า” ที่คนไทยจำนวนมากเข้าใจในภายหลังมาก และจริง ๆ แล้วเป็นหนึ่งในปาฐกถา ที่มีลักษณะ “development philosophy” ชัดที่สุดในเวทีเดียวกัน
แก่นวิสัยทัศน์ของ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล
ไม่ใช่แค่ “ปฏิรูปการศึกษา”
แต่คือ:
“การพัฒนาประเทศที่มั่นคงและเป็นธรรม ผ่านการพัฒนามนุษย์”
โครงสร้างความคิดหลัก
ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล วาง “เสาหลักของรัฐ” ไว้ 4 ด้าน:
การศึกษา
สุขภาพ
ความมั่นคง
ความยุติธรรม
นี่สำคัญมาก เพราะท่านไม่ได้มองการศึกษาแบบ isolated sector แต่เป็น “โครงสร้างของรัฐสมัยใหม่”
แนวคิดนี้ใกล้กับ:
human development approach
developmental state
social democracy
capability approach
ในเวลาที่เอเชียส่วนใหญ่ยังพูดเรื่อง GDP และ competitiveness เป็นหลัก
จุดที่ลึกมาก
1. วิจารณ์ “growth without equity”
ท่าน พูดตรงมากว่า:
ไทยโตเร็ว
แต่รายได้กระจุกตัว
ช่องว่างรวยจนยังสูง
คุณภาพชีวิตคนส่วนใหญ่ยังไม่ดี
นี่คือ critique ของ development model ไทยในยุค boom economy ก่อนวิกฤต 2540 เพียงไม่กี่เดือน
ถือว่ามองปัญหาเชิงโครงสร้างได้ลึกมาก
2. การศึกษาเชื่อมกับความยุติธรรม
ประโยคนี้สำคัญมาก:
“หากยังมีการผูกขาด และยังมีผู้มีอิทธิพลเอาเปรียบประชาชน เราไม่เชื่อว่าเราจะมั่นคงได้”
นี่ไม่ใช่ภาษาราชการทั่วไป
แต่เป็นการเชื่อม:
education
justice
political economy
social stability
เข้าด้วยกันโดยตรง
3. การเมืองต้องนำเศรษฐกิจ
อีกประโยคที่ลึกมาก:
“เศรษฐกิจจะดีได้ก็ต่อเมื่อมีการนำพาทางการเมืองที่เข้มแข็ง”
นี่สะท้อนแนวคิด developmental leadership แบบเอเชียตะวันออก
กล่าวคือ:
การพัฒนาไม่เกิดเองจากตลาด
รัฐต้องนำ
การเมืองกำหนดทิศทางเศรษฐกิจ
4. Early childhood education
สำหรับปี 1997 การพูดว่า:
ถ้าอนุบาลไม่ดี ประถมก็ไม่มีคุณภาพ
ถือว่าก้าวหน้ามาก
เพราะเวลานั้นหลายประเทศยังเน้นเฉพาะประถมศึกษา
ประถมศึกษา
5. critique มหาวิทยาลัยไทย
นี่อาจเป็นส่วนที่ “แรงที่สุด”
ท่านพูดตรงว่า:
มหาวิทยาลัยไทยสอนแต่พื้นฐาน
ไม่ทำวิจัย
ไม่เชื่อมอุตสาหกรรม
นักศึกษาปรับตัวเข้ากับงานไม่ได้
นี่คือ critique ระบบอุดมศึกษาไทยทั้งระบบในปี 1997
และจริง ๆ ปัญหานี้ยังอยู่ถึงปัจจุบัน
6. แนวคิด “12 ปีคุณภาพ”
นี่สำคัญมาก
ท่านไม่ได้พูดแค่:
ให้เรียน 12 ปี
แต่พูดว่า:
ต้องเป็น “12 ปีที่มีคุณภาพ”
และถ้าระบบพื้นฐานดี:
มหาวิทยาลัยจะไม่ต้องสอน remedial education
มหาวิทยาลัยจะไปสู่ research และ professional competence ได้
นี่คือ systemic reform thinking
จุดที่โดดเด่นที่สุดของ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล
ต่างจากหลายประเทศในเวทีเดียวกันตรงที่:
ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล จึงมีลักษณะ:
political-development philosophy
social reform vision
human-centered state reform
มากกว่า “education management”
คะแนน
Wardiman Djojonegoro รัฐมนตรีศึกษาอินโดนีเซีย
9
รัฐมนตรีศึกษา สิงคโปร์
9
Najib Razak รัฐมนตรีศึกษามาเลย์ ภายหลังดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีมาเลย์
8.5
Sukavich Rangsitpol
9.5
Robert S. Harrison รัฐมนตรีศึกษา แคนาดา
8.5
ฯพณฯ เปฮิน โอรัง กายา ไลลา วิจายา ดาโต ฮาจิ อับดุล อาซิซ อูมาร์
รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการของบรูไนดารุสซาลาม
8
ถ้ามองในเชิงประวัติศาสตร์
สิ่งที่น่าสนใจมากคือ:
ก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง 2540 เพียงไม่กี่เดือน
ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล กำลังพูดว่า:
growth ไม่พอ
inequality คือปัญหา
education quality คือปัญหา
university-industry mismatch คือปัญหา
justice สำคัญต่อ stability
ซึ่งหลายเรื่องกลายเป็น “ปัญหาใหญ่ของไทย” หลังปี 2540 จริง ๆ
จึงพูดได้ว่า ปาฐกถานี้มีลักษณะ:
“pre-crisis structural diagnosis”
อยู่ในตัวเองค่อนข้างชัดเจนครับ
สรุป
สิ่งที่น่าสนใจมาก
เมื่อมองรวมทั้งเวที SEAMEO 1997 จะเห็นว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงก่อนวิกฤต 2540 กำลังพยายามตอบคำถามเดียวกัน:
“จะ modernize อย่างไร โดยไม่สูญเสียมนุษย์ สังคม และวัฒนธรรม”
แต่แต่ละประเทศตอบไม่เหมือนกัน:
สิงคโปร์ → technology
มาเลเซีย → smart infrastructure
ไทย → justice & human development
อินโดนีเซีย → participation & people
บรูไน → morality & spirituality
นี่ทำให้เอกสารชุดนี้มีคุณค่ามากในฐานะ “แผนที่ทางปัญญา” ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก่อนเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ครับ
ประเทศไทย เปลี่ยนแนวทางเป็น ระบบประชานิยม หลังการเลือกตั้ง ปี 2544 เรื่องราวและ วิสัยทัศน์นักการเมืองในอดีต ไม่สามารถแก้ไขปัญหาซึ่ง ดำเนินต่อเนื่องมาถึงปัจจุบันได้ครับ
คนไทยในปี 2544 เลือกอะไร? ปัจจุบันคือผลต่อเนื่อง จากการเลือกตั้งครั้งนั้นครับ และ รัฐบาล 2540-2543 และ รัฐบาลปี 2544-2549 ได้อานิสงส์จาก แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8, การปฏิรูปการศึกษา ปี2538 ซึ่งมีผลเป็นรูปธรรม เมื่อ 8 พฤษภาคม 2540 และ รัฐธรรมนูญประชาชน ประกาศใช้ 11 ตุลาคม 2540
ผลงานของรัฐบาลปี 2540ด้านดีๆ ครับ วิกฤติต้มยำกุ้ง หรือ การลดค่าเงินบาท ไม่ทีความจำเป็นครับ หากประเทศไทยใช้วิธีซึ่งประเทศจีนใช้ในปี 2015 ครับ