วิทยาลัยอาชีวศึกษาเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ เป็น 1 ใน 278 แห่ง เดิมชื่อ วิทยาลัยการอาชีพพานทอง จังหวัดชลบุรี

กระทู้สนทนา
วิทยาลัยอาชีวศึกษาเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ เป็น 1 ใน 278 แห่ง เดิมชื่อ วิทยาลัยการอาชีพพานทอง จังหวัดชลบุรี

การอภิปราย
1. แผนแม่บทการอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538 :  หลัก ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์
เอกสาร New Aspirations for Education in Thailand: Towards Educational Excellence by the Year 2007 ซึ่งจัดพิมพ์โดย UNESCO ในปี พ.ศ. 2539 และ พัฒนาโดย ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ถือเป็นเอกสารนโยบายหลักที่สะท้อนวิสัยทัศน์ของการอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538 อย่างเป็นระบบ

สาระสำคัญของเอกสารดังกล่าวคือ การยกระดับการศึกษาไทยจากระบบที่ทำหน้าที่คัดเลือกคนเข้าสู่ระบบราชการ ไปสู่ระบบที่มุ่งพัฒนาศักยภาพมนุษย์ตลอดชีวิต (Life-long Learning System) เพื่อเตรียมพลเมืองไทยสำหรับศตวรรษที่ 21 และการแข่งขันในยุคโลกาภิวัตน์
เป้าหมายสำคัญของการปฏิรูปคือ

“To realize the potential of Thai people to develop themselves for a better quality of life and to develop the nation for the peaceful co-existence in the world community.”

เป้าหมายดังกล่าวสะท้อนหลักคิดสำคัญของปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ ที่มองว่า
“มนุษย์คือทุนที่สำคัญที่สุดของประเทศ และการศึกษาเป็นกลไกหลักในการพัฒนาทุนมนุษย์”
ดังนั้น การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมจึงต้องเริ่มต้นจากการลงทุนทางการศึกษาอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ

2. การปฏิรูป 4 ด้าน : โครงสร้างเชิงระบบของการอภิวัฒน์การศึกษา
แผนแม่บทกำหนดให้การปฏิรูปดำเนินการพร้อมกันใน 4 ด้าน ได้แก่
School Reform
Teacher Reform
Curriculum Reform
Administrative Reform
เมื่อวิเคราะห์เชิงโครงสร้าง จะพบว่าการปฏิรูปทั้ง 4 ด้านมิได้ดำเนินการแยกส่วน แต่ถูกออกแบบให้เชื่อมโยงกันเป็นระบบ

2.1 School Reform : การขยายโอกาสทางการศึกษา
แนวคิด School Mapping ถูกนำมาใช้เพื่อวิเคราะห์พื้นที่บริการทางการศึกษาในทุกจังหวัด
เป้าหมายสำคัญคือ
ลดความซ้ำซ้อนของสถานศึกษา
เพิ่มการเข้าถึงพื้นที่ด้อยโอกาส
จัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
แนวทางดังกล่าวสะท้อนหลักคิดด้านความเสมอภาคทางการศึกษา (Educational Equity)
เมื่อพิจารณาผลการดำเนินงานของกรมอาชีวศึกษา พบว่ามีการก่อตั้ง สถานศึกษาใหม่จำนวน 91 แห่ง ใน 180 วัน และ  278 แห่ง ยุคอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538

จึงสามารถตีความได้ว่า กรมอาชีวศึกษาเป็นกลไกหลักในการแปลง School Reform จากระดับนโยบายสู่การปฏิบัติจริง

2.2 Teacher Reform : การยกระดับคุณภาพทุนมนุษย์ทางการศึกษา
แผนแม่บทกำหนดให้มีการพัฒนาครูอย่างต่อเนื่อง
สาระสำคัญ ได้แก่
Professional Development
Performance-based Evaluation
Portfolio Assessment
Teacher Licensing
แนวทางดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจาก
Input-Based Education
ไปสู่
Outcome-Based Education
ผลการดำเนินงานของกรมอาชีวศึกษาในช่วงปี [url=tel:2539-2540]2539–2540 พบว่ามีการพัฒนาครูและผู้บริหารอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชน เช่น Toyota และ OCC
สิ่งนี้สะท้อนความพยายามในการเชื่อมคุณภาพครูเข้ากับความต้องการของภาคการผลิตจริง

2.3 Curriculum Reform : การเปลี่ยนจากการท่องจำสู่การเรียนรู้เพื่อชีวิต
เอกสาร UNESCO ระบุอย่างชัดเจนว่า
Teaching and learning should emphasize practice rather than rote learning.
หลักสูตรใหม่จึงมุ่งเน้น
การคิดวิเคราะห์
การเรียนรู้จากประสบการณ์
การฝึกปฏิบัติจริง
การเรียนรู้ตลอดชีวิต
เมื่อเปรียบเทียบกับการดำเนินงานของกรมอาชีวศึกษา พบว่าเกิดการปรับหลักสูตรสัดส่วน
ปฏิบัติ 80%
ทฤษฎี 20%
พร้อมทั้ง
ระบบทวิภาคี
การฝึกงานในสถานประกอบการ
การสะสมหน่วยกิต
Portfolio Assessment
การสอบเทียบประสบการณ์
มาตรการเหล่านี้สอดคล้องกับแนวทาง Curriculum Reform ของ UNESCO อย่างชัดเจน

2.4 Administrative Reform : การกระจายอำนาจเพื่อความคล่องตัว
Administrative Reform เป็นองค์ประกอบสำคัญที่แตกต่างจากระบบราชการแบบเดิม
สาระสำคัญคือ
การกระจายอำนาจสู่สถานศึกษา
การมีส่วนร่วมของชุมชน
การมีส่วนร่วมของภาคเอกชน
การบริหารตามความต้องการของพื้นที่
แนวคิดดังกล่าวถือเป็นรากฐานของแนวทาง Decentralization ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล
ในกรณีของกรมอาชีวศึกษา แนวคิดนี้ปรากฏชัดผ่าน
หลักสูตรร่วมรัฐ–เอกชน
ศูนย์วิทยาลัยเทคนิค (CTC)
ความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม
การเปิดโอกาสให้ชุมชนและสถานประกอบการมีส่วนร่วมในการผลิตกำลังคน

3. กรมอาชีวศึกษา : กลไกและนวัตกรรมของการอภิวัฒน์การศึกษา
เมื่อวิเคราะห์ตามกรอบการปฏิรูปทั้ง 4 ด้าน จะพบว่า กรมอาชีวศึกษาไม่ได้เป็นเพียงหน่วยงานปฏิบัติการของกระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น แต่ทำหน้าที่เป็น “นวัตกรรมเชิงสถาบัน” (Institutional Innovation) ของการอภิวัฒน์การศึกษา
ผ่านกลไกสำคัญ ได้แก่
การจัดตั้งสถานศึกษาใหม่ 91 แห่ง
การพัฒนาสถานศึกษาและสาขาใหม่รวม 278 แห่ง
โครงการเกษตรเพื่อชีวิต
ศูนย์วิทยาลัยเทคนิค (CTC)
ระบบทวิภาคี
ความร่วมมือรัฐ–เอกชน
กลไกเหล่านี้ทำให้การปฏิรูปการศึกษาไม่ได้หยุดอยู่ในระดับแนวคิด แต่สามารถแปลงเป็นผลลัพธ์เชิงรูปธรรมได้ภายในระยะเวลาอันสั้น

4. ความสำเร็จเชิงประจักษ์ : 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2540
เมื่อเปรียบเทียบสถานการณ์ก่อนและหลังการอภิวัฒน์การศึกษา จะพบว่า



ผลลัพธ์ดังกล่าวสะท้อนว่า การอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538 มิได้เป็นเพียงการปฏิรูปเชิงแนวคิด แต่สามารถขยายโอกาสทางการศึกษาให้แก่ประชาชนในระดับมหภาคได้จริง

5. การสังเคราะห์เชิงทฤษฎี : สุขวิชโนมิกส์ในฐานะ School of Thought
จากหลักฐาน UNESCO ปี 2539 และผลการดำเนินงานของกรมอาชีวศึกษา สามารถสังเคราะห์แก่นของปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ได้ 5 ประการ คือ

มนุษย์เป็นศูนย์กลางของการพัฒนา
การศึกษาเป็นการลงทุนในทุนมนุษย์
ความเสมอภาคทางการศึกษาเป็นเงื่อนไขของความเป็นธรรมทางสังคม
การพัฒนากำลังคนเป็นฐานของการพัฒนาอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจ
การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Education for Life) เป็นเป้าหมายสูงสุดของระบบการศึกษา
ดังนั้น กรมอาชีวศึกษาในช่วง พ.ศ. [url=tel:2538-2540]2538–2540 จึงสามารถตีความได้ว่าเป็น “กลไกเชิงสถาบัน” ที่ทำให้ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ถูกแปลงจากกรอบความคิดเชิงนโยบาย ไปสู่ผลลัพธ์เชิงประจักษ์ที่ปรากฏอย่างชัดเจนในวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2540 ผ่านการขยายโอกาสทางการศึกษา การพัฒนากำลังคน และการวางรากฐานสำหรับการยกระดับอุตสาหกรรมไทยในศตวรรษที่ 21

6. ความสำเร็จเชิงประจักษ์ : 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2540
เมื่อเปรียบเทียบสถานการณ์ก่อนและหลังการอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538 พบว่าการปฏิรูปไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการปรับปรุงโครงสร้างการบริหารหรือการพัฒนาหลักสูตร แต่ก่อให้เกิดผลลัพธ์เชิงปริมาณที่สามารถสังเกตได้อย่างชัดเจน

จากข้อมูลที่ปรากฏในปาฐกถา Education for Life: Thailand’s Most Important Challenge (1997) กระทรวงศึกษาธิการรายงานว่า ก่อนเริ่มการปฏิรูป ประเทศไทยมีเด็กและเยาวชนอายุ 3–17 ปี จำนวน 16.68 ล้านคน แต่มีผู้ได้รับบริการทางการศึกษาเพียง 12.33 ล้านคน ส่งผลให้มีเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาถึง 4.35 ล้านคน

ภายหลังการดำเนินมาตรการปฏิรูปอย่างเข้มข้นระหว่างปี พ.ศ. [url=tel:2538-2540]2538–2540 โดยเฉพาะการขยายสถานศึกษา การเพิ่มงบประมาณ การจัดตั้งสภาโรงเรียน การสนับสนุนผู้เรียนยากจน และการขยายอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการรายงานว่าสามารถขยายโอกาสทางการศึกษาให้ครอบคลุมประชากรวัยเรียนกลุ่มดังกล่าวได้ภายในวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2540

ในเชิงนโยบายสาธารณะ ผลลัพธ์ดังกล่าวถือเป็นการเปลี่ยนผ่านจากระบบการศึกษาที่เน้นการให้บริการเฉพาะผู้ที่สามารถเข้าถึงได้ ไปสู่ระบบที่มีเป้าหมายเชิงสิทธิ (rights-based education system) และมุ่งสร้างความเสมอภาคทางโอกาส (equality of opportunity) ในระดับประเทศ
ที่สำคัญ การขยายโอกาสทางการศึกษาในช่วงเวลาดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นผ่านกลไกการศึกษาขั้นพื้นฐานเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการบูรณาการระหว่าง
กรมสามัญศึกษา
กรมอาชีวศึกษา
กรมการศึกษานอกโรงเรียน
ซึ่งร่วมกันรองรับเยาวชนอายุ 15–17 ปี มากกว่า 2 ล้านคน
กลไกดังกล่าวสะท้อนแนวคิดการศึกษาตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ก่อนที่จะกลายเป็นแนวคิดหลักของ UNESCO ในเวลาต่อมา

7. ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ กับการก่อตัวของ Developmental Education State
เมื่อพิจารณาในเชิงทฤษฎี การอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538 สามารถอธิบายได้ผ่านแนวคิด Developmental State
โดยทั่วไป รัฐพัฒนา (Developmental State) ในเอเชียตะวันออก เช่น
Japan
South Korea
Singapore
มักใช้นโยบายอุตสาหกรรมเป็นเครื่องมือหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจ
แต่กรณีของประเทศไทยภายใต้การอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538 แสดงรูปแบบที่แตกต่างออกไป กล่าวคือ รัฐพยายามใช้ “การศึกษา” เป็นเครื่องมือหลักในการสร้างความสามารถทางเศรษฐกิจและลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมพร้อมกัน
จึงอาจเรียกแนวทางดังกล่าวได้ว่า
Developmental Education State
ซึ่งมีลักษณะสำคัญ 3 ประการ
ประการแรก การขยายโอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึง เพื่อเพิ่มทุนมนุษย์ของประเทศ
ประการที่สอง การพัฒนาอาชีวศึกษาและกำลังคนเทคนิค เพื่อรองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม
ประการที่สาม การลดความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง ผ่านการให้โอกาสทางการศึกษาแก่ประชากรกลุ่มยากจน
จากมุมมองนี้ การจัดตั้งสถานศึกษาอาชีวศึกษา 278 แห่ง มิได้เป็นเพียงการขยายสถาบันการศึกษา แต่เป็นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ (economic infrastructure) ผ่านการลงทุนในทุนมนุษย์

8. ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ ในฐานะ สำนักคิด
ข้อค้นพบสำคัญที่สุดของการศึกษาครั้งนี้ คือ การอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538 มิได้เป็นเพียงนโยบายของรัฐบาลชุดหนึ่ง แต่มีลักษณะของกรอบความคิดเชิงทฤษฎีที่มีองค์ประกอบครบถ้วนของ สำนักคิด
ประกอบด้วย

ปรัชญาหลัก (Core Philosophy)
มนุษย์คือศูนย์กลางของการพัฒนา
กลไกการพัฒนา (Development Mechanism)
การศึกษาเป็นการลงทุนในทุนมนุษย์
เป้าหมายทางสังคม (Social Objective)
ความเสมอภาคทางโอกาส
เป้าหมายทางเศรษฐกิจ (Economic Objective)
การพัฒนากำลังคนเพื่อการยกระดับอุตสาหกรรม
เป้าหมายระยะยาว (Long-term Objective)
การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Education for Life)
เมื่อพิจารณาร่วมกับเอกสาร UNESCO (1996) ปาฐกถา Education for Life (1997) และผลการดำเนินงานเชิงประจักษ์ของกรมอาชีวศึกษา จึงสามารถเสนอได้ว่า

หลัก ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ เป็น หลักคิดว่า ด้วยการพัฒนาประเทศผ่านการลงทุนในมนุษย์ โดยใช้การศึกษาเป็นกลไกหลักในการลดความเหลื่อมล้ำ สร้างกำลังคน และยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

และการอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538 คือการแสดงออกเชิงนโยบาย (policy manifestation) ของ หลักปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ ในระดับประเทศ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่