ปรัชญาการพัฒนาชาติไทย ด้วยการศึกษา: การเรียนรู้ตลอดชีวิต — การศึกษาตลอดชีวิต

กระทู้สนทนา
ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์-การพัฒนาชาติไทยด้วยการศึกษา: การเรียนรู้ตลอดชีวิต— การศึกษาตลอดชีวิต

ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล
His Excellency Mr. Sukavich Rangsitpol
ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์/ Sukavichinomics 

บทคัดย่อ
บทความนี้มุ่งศึกษาวิเคราะห์ หลักปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ ผ่าน ปาฐกถา Education for Life: Thailand’s Most Important Challenge ของ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของประเทศไทย ซึ่งกล่าวต่อ Foreign Correspondents Club of Thailand เมื่อวันที่ 2 เมษายน ค.ศ. 1997 แนวคิดดังกล่าว มิได้เป็นเพียง การอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538 หากแต่เป็น “ คำปฏิญาณ การอภิวัฒน์ประเทศไทย” ซึ่งเชื่อมโยง การศึกษาเข้ากับความเสมอภาคทางสังคม การพัฒนาเศรษฐกิจ ประชาธิปไตย และการกระจายอำนาจ

บทความเสนอว่า หลัก ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ คือ หลักคิดการพัฒนาทุนมนุษย์ (Human Capital Development) ซึ่งบูรณาการภาครัฐ ประชาสังคม ชุมชน และภาคเอกชนเข้าด้วยกัน 

ผ่านรูปแบบ Public-Private Partnership (PPP) หรือ “ระบบโรงเรียนนิติบุคคล” ซึ่งออกแบบโดยฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล เพื่อสร้าง “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” สำหรับคนไทยทุกคน โดยเฉพาะผู้ยากไร้ในชนบท อายุ ระหว่าง 3-17 ปี 4.35 ล้านคน ทั้งนี้ แนวคิดดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในความพยายามสำคัญที่สุดของประเทศไทยในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ซึ่งใช้การศึกษาเป็นกลไกหลักในการปฏิรูปโครงสร้างของประเทศไทย โดยมีรัฐธรรมนูญประชาชน พ.ศ. 2540 เป็นหลักฐานยืนยันความสำเร็จเป็นรูปธรรม

Keywords: ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล, ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์, สันติวิธี, สันติสุขในสังคมไทยและสังคมโลก, การศึกษาเพื่อชีวิตการปฏิรูปการศึกษาการพัฒนาทุนมนุษย์Public-Private Partnershipการกระจายอำนาจทางการศึกษาความเสมอภาคทางสังคมประเทศไทย, การอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538, 8 พฤษภาคมพ.ศ. 2540, อาหารกลางวันและค่าเดินทาง, อาหาร3มื้อและที่พัก

1. บทนำ
ในช่วงทศวรรษ 1980–1990 ประเทศไทยได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในโลก อย่างไรก็ตาม การเติบโตทางเศรษฐกิจดังกล่าวกลับดำรงอยู่ควบคู่กับปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ ความไม่สมดุลระหว่างกรุงเทพมหานครกับชนบท และการบริการการศึกษาไม่ทั่วถึง

ภายใต้บริบทดังกล่าว ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เสนอวิสัยทัศน์การปฏิรูปประเทศโดยใช้ “การศึกษา” เป็นศูนย์กลาง ท่านมองว่าการศึกษาไม่ใช่เพียงเครื่องมือผลิตแรงงาน แต่เป็นรากฐานของ ความยุติธรรมทางสังคมประชาธิปไตย และการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

ปาฐกถา Education for Life จึงถือเป็นเอกสารเชิงนโยบายสำคัญที่สะท้อนสาระสำคัญของ ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์  อย่างชัดเจน กล่าวคือ การใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือหลักในการปฏิรูปประเทศไทยในทุกมิติ

2. ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์: การศึกษาในฐานะยุทธศาสตร์ชาติ
หลักคิด ของ ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ มอง “การศึกษา” เป็น “การลงทุนระยะยาวของชาติ” มิใช่ภาระงบประมาณของรัฐ

ฯพณฯ สุขวิช เสนอว่า รัฐบาลควรมองประเทศผ่านแนวคิด “งบดุลแห่งชาติ” (National Balance Sheet) โดยประเมินทั้ง “สินทรัพย์” และ “หนี้สิน” ของประเทศ แม้ประเทศไทยจะมีรากฐานทางวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง มีเสรีภาพทางศาสนา เสรีภาพสื่อ และความสำเร็จทางเศรษฐกิจ แต่ท่านชี้ให้เห็นว่าความเหลื่อมล้ำทางสังคมกลับขยายตัวมากขึ้น โดยเฉพาะในระบบการศึกษาที่เอื้อประโยชน์ต่อคนมั่งคั่งและละเลยคนยากจน

หลักการของ ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ ด้านการอภิวัฒน์การศึกษาไทย พ.ศ. 2538 ตั้งอยู่บนหลักการสำคัญ 4 ประการ ได้แก่

การศึกษาเพื่อความเสมอภาคทางสังคม
การศึกษาเพื่อเศรษฐกิจยุคเทคโนโลยี
การศึกษาเพื่อประชาธิปไตย
การศึกษาเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไทย ต่อเนื่องตลอดชีวิต

3. Education for Life: การศึกษาเพื่อชีวิต มิใช่เพื่อการสอบ
แนวคิด Education for Life ถือเป็นหัวใจสำคัญของ ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์/ Sukavichinomics โดยเน้นว่าการศึกษาต้องสอดคล้องกับชีวิตจริงและโลกแห่งอนาคต

ฯพณฯ สุขวิช วิพากษ์ระบบการศึกษาไทยว่า ยังคงยึดติดกับรูปแบบของศตวรรษที่ 19 ซึ่งเน้นการท่องจำ การรวมศูนย์อำนาจ และหลักสูตรที่ไม่เชื่อมโยงกับความเป็นจริงของสังคม

ท่านเสนอว่า ศตวรรษที่ 20 และ 21 เป็นยุคที่ “อนาคตจะไม่เหมือนอดีตอีกต่อไป” ดังนั้น โรงเรียนจึงต้องสร้างผู้เรียนที่มีความคิดวิเคราะห์ ปรับตัวได้ และมีความคิดสร้างสรรค์ มากกว่าการผลิตคนตามกรอบเดิม

หลักคิดดังกล่าวในยุค 90‘s  สอดคล้องกับหลักคิดสากลในเวลาต่อมา ด้าน Lifelong Learning และ Human-Centered Development  ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ในศตวรรษที่ 21

4. ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์กับความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่สุดของปาฐกถา คือ การเปิดเผยว่าเด็กไทยประมาณ 4.35 ล้านคน “โดนทอดทิ้งจากระบบการศึกษาไทยในยุค 90 s”  และเป็นกลุ่มเด็กยากจนในชนบท

ฯพณฯ สุขวิช ชี้ว่า ระบบการศึกษาไทยในยุคโลกาภิวัตน์ ให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพแก่ประชาชนเพียง 20 ล้านคนที่มีฐานะดี ขณะที่ประชาชนอีก 40 ล้านคนกลับไม่ได้รับโอกาสทางการศึกษา เพราะว่ากระทรวงศึกษาธิการไม่มีทรัพยากรพอเพียง และการจัดบริการการศึกษาแค่มัธยมศึกษาตอนต้น เกินขีดความสามารถ ของสำนักงานประถมศึกษาแห่งชาติ

ดังนั้นภายใต้ หลักคิด ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์/ Sukavichinomics รัฐบาลได้เพิ่มงบประมาณด้านการศึกษาอย่างก้าวกระโดด คือ
ปี 1995: 100,000 ล้านบาท
ปี 1996: 133,000 ล้านบาท
ปี 1997: 163,000 ล้านบาท
เป้าหมายปี 1998: 200,000 ล้านบาท

งบประมาณดังกล่าวมุ่งเน้นไปที่
การซ่อมแซมโรงเรียนชนบท
อาหารกลางวันและ ค่าเดินทาง หรือ อาหาร 3 มื้อพร้อมที่พัก
วัสดุการเรียน
ชุดนักเรียน
และ การบริการการศึกษาสำหรับ กลุ่มเปราะบาง ต้องดึงคน 4.35 ล้านคนนอกระบบ เข้ามาในระบบการศึกษา

นโยบายดังกล่าวสะท้อนแนวคิดของ รัฐสวัสดิการทางการศึกษา (Educational Welfare State) อย่างชัดเจน

5. Public-Private Partnership และระบบโรงเรียนนิติบุคคล
อีกองค์ประกอบสำคัญของ  ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์/ Sukavichinomics คือ การระดมพลังจากทุกภาคส่วนผ่านแนวคิด Public-Private Partnership (PPP) หรือ “ระบบโรงเรียนนิติบุคคล” เปิดโอกาสให้ชุมชน ภาคธุรกิจ และประชาชนมีส่วนร่วมโดยตรงในการพัฒนาโรงเรียน

ข้อมูลจากปาฐกา ระบุว่า โครงการปฏิรูปสามารถระดม
เงินบริจาคกว่า 119 ล้านบาท
วัสดุและอุปกรณ์ทางการศึกษากว่า 70 ล้านบาท
และแรงงานอาสาสมัครเกือบ 659,079 คนทั่วประเทศ

แนวทางดังกล่าวถือเป็นต้นแบบของ “การปฏิรูปการศึกษาโดยการให้ พลเมืองไทยมีส่วนร่วม ครั้งแรกในประวติศาสตร์การจัดบริการการศึกษาของประเทศไทย

6. การกระจายอำนาจและประชาธิปไตยทางการศึกษา
ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์Sukavichinomics ให้ความสำคัญอย่างมากกับ “การกระจายอำนาจ”

ฯพณฯ สุขวิช เสนอว่า ผู้ปกครองและชุมชนควรมีสิทธิในการกำหนดทิศทางการศึกษาผ่าน “สภาโรงเรียน” (School Councils)
ภายในเวลาเพียง 18 เดือน มีการจัดตั้งสภาโรงเรียนเกือบ 40,000 แห่งทั่วประเทศ

นโยบายดังกล่าวมุ่งเปลี่ยนโครงสร้างการศึกษาไทยจากระบบราชการรวมศูนย์ ไปสู่รูปแบบของ ประชาธิปไตยทางการศึกษาซึ่งถือเป็นแนวคิดที่ก้าวหน้าอย่างมากในยุคนั้น

7. อาชีวศึกษาและเศรษฐกิจยุคใหม่
ฯพณฯ สุขวิช ตระหนักถึงปัญหาการขาดแคลนแรงงานฝีมือในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ดังนั้น  ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์/ Sukavichinomics จึงให้ความสำคัญกับอาชีวศึกษาอย่างยิ่ง โดยปรับหลักสูตรให้เน้นการปฏิบัติจริงและเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรม

จำนวนนักเรียนในสถาบันอาชีวศึกษาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากน้อยกว่า 15,000 คน ไปสู่เป้าหมาย 1 ล้านคนภายในระยะเวลา 3 ปี

นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งศูนย์เทคนิคขนาดใหญ่ในจังหวัดชลบุรี เพื่อเป็นศูนย์กลางความเป็นเลิศด้านการอาชีวศึกษาของประเทศไทยในอนาคต โดยเป็นหนึ่งใน ผลงานรูปธรรม ของการอภิการศึกษา พ.ศ. 2538

8. บทสรุป
ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์/ Sukavichinomics มิใช่เพียงนโยบายด้านการศึกษา หากแต่เป็นปรัชญาการพัฒนาชาติ ซึ่งตั้งอยู่บนความเชื่อว่า “การศึกษา” คือรากฐานของประชาธิปไตย ความยุติธรรม และความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจในระยะยาว

ปาฐกถา: การศึกษาเพื่อชีวิต Education for Life จึงมีความสำคัญในฐานะ คำปฏิณญา แห่งการปฏิรูปชาติ ซึ่งมุ่งเปลี่ยนประเทศไทยจากสังคมแห่งความเหลื่อมล้ำ ไปสู่สังคมแห่งโอกาส

แม้เวลาจะผ่านมาเกือบ 3 ทศวรรษ แต่ประเด็นต่าง ๆ ซึ่ง ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล กล่าวไว้ ยังคงมีความร่วมสมัยอย่างยิ่ง โดยเฉพาะปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การพัฒนาทุนมนุษย์ และคุณภาพของระบบการศึกษา

ท้ายที่สุด  ปรัชญาเศรษฐศาสตร์/ Sukavichinomics คือความพยายามครั้งสำคัญในการวางรากฐานของ “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” ให้เป็นหัวใจของการพัฒนาประเทศไทยในศตวรรษที่ 20.

8. ผลลัพธ์รูปธรรม

ผลลัพธ์เชิงประจักษ์ ของ การอภิวัฒน์การศึกษา 2538 โดยแรงงานอาสาจากประชาชน 695,079  มีส่วนร่วมในการปรับปรุง ในทุกมิติ 
คือ 

การปรับปรุงโรงเรียน 29,845 โรง
การปรับปรุงอาคารเรียน 38,112 หลัง
การก่อสร้างหรือปรับปรุงอาคารอเนกประสงค์ 12,227 หลัง
การปรับปรุงห้องน้ำในโรงเรียน 11,257 แห่ง

แล้วเสร็จก่อน 8 พฤษภาคม 2540

ผลคือ 8พฤษภาคม2540 สามารถให้บริการทางการศึกษา 15 ปี มีคุณภาพ ใกล้บ้าน เด็กและเยาวชนอายุ 3-17 ปีในระบบการศึกษาเพิ่มจาก 12.33 ล้านคน เป็น 16.68 ล้านคน 

เด็กจากครอบครัวยากจนกว่า 4.35 ล้านคน ได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรมเป็นครั้งแรก ในประวัติศาสตร์การจัดบริการการศึกษาของประเทศไทย 

พร้อมอาหาร 1มื้อ รถรับ-ส่งหรือค่ารถ อยู่ประจำได้อาหาร 3มื้อ ทกคนได้เครื่องแบบครบชุดทุกชุด ( ชุดนักเรียน, ชุดพละ, ชุดลูกเสือและเนตรนารีหรือยุวกาชาด) อุปกรณ์การเรียนครบครัน เพื่อป้องกันเด็กจากครอบครัวยากจนหลุดจากระบบการศึกษาของประเทศไทย อย่างในปัจจุบัน 2569

ต่อมา 11 ตุลาคม 2540 รัฐธรรมนูญ 2540 มาตรา 43 รับรองสิทธิ์ขั้นต่ำ 12 ปี

มาตรา 53 และ 80 รองรับสิทธิเด็ก

มาตรา 81 สั่งให้รัฐไทย จัดทำพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ หรือ กฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญ 2540
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่