ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์-การพัฒนาชาติไทยด้วยการศึกษา: การเรียนรู้ตลอดชีวิต— การศึกษาตลอดชีวิต
ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล
His Excellency Mr. Sukavich Rangsitpol
ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์/ Sukavichinomics
บทคัดย่อ
บทความนี้มุ่งศึกษาวิเคราะห์
หลักปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ ผ่าน ปาฐกถา
Education for Life: Thailand’s Most Important Challenge ของ
ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของประเทศไทย ซึ่งกล่าวต่อ Foreign Correspondents Club of Thailand เมื่อวันที่ 2 เมษายน ค.ศ. 1997 แนวคิดดังกล่าว
มิได้เป็นเพียง การอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538 หากแต่เป็น “ คำปฏิญาณ การอภิวัฒน์ประเทศไทย”
ซึ่งเชื่อมโยง การศึกษาเข้ากับความเสมอภาคทางสังคม การพัฒนาเศรษฐกิจ ประชาธิปไตย และการกระจายอำนาจ
บทความเสนอว่า
หลัก ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ คือ หลักคิด
การพัฒนาทุนมนุษย์ (Human Capital Development) ซึ่งบูรณาการภาครัฐ ประชาสังคม ชุมชน และภาคเอกชนเข้าด้วยกัน
ผ่านรูปแบบ
Public-Private Partnership (PPP) หรือ “ระบบโรงเรียนนิติบุคคล” ซึ่งออกแบบโดยฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล เพื่อสร้าง “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” สำหรับคนไทยทุกคน โดยเฉพาะผู้ยากไร้ในชนบท
อายุ ระหว่าง 3-17 ปี 4.35 ล้านคน ทั้งนี้ แนวคิดดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในความพยายามสำคัญที่สุดของประเทศไทยในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ซึ่งใช้การศึกษาเป็นกลไกหลักในการปฏิรูปโครงสร้างของประเทศไทย โดยมีรัฐธรรมนูญประชาชน พ.ศ. 2540 เป็นหลักฐานยืนยันความสำเร็จเป็นรูปธรรม
Keywords: ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล, ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์, สันติวิธี, สันติสุขในสังคมไทยและสังคมโลก, การศึกษาเพื่อชีวิต,
การปฏิรูปการศึกษา,
การพัฒนาทุนมนุษย์,
Public-Private Partnership,
การกระจายอำนาจทางการศึกษา,
ความเสมอภาคทางสังคม,
ประเทศไทย, การอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538, 8 พฤษภาคมพ.ศ. 2540, อาหารกลางวันและค่าเดินทาง, อาหาร3มื้อและที่พัก
1. บทนำ
ในช่วงทศวรรษ 1980–1990 ประเทศไทยได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในโลก อย่างไรก็ตาม การเติบโตทางเศรษฐกิจดังกล่าวกลับดำรงอยู่ควบคู่กับปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ ความไม่สมดุลระหว่างกรุงเทพมหานครกับชนบท และการบริการการศึกษาไม่ทั่วถึง
ภายใต้บริบทดังกล่าว
ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เสนอวิสัยทัศน์การปฏิรูปประเทศโดยใช้ “การศึกษา” เป็นศูนย์กลาง ท่านมองว่าการศึกษาไม่ใช่เพียงเครื่องมือผลิตแรงงาน แต่เป็นรากฐานของ
ความยุติธรรมทางสังคม,
ประชาธิปไตย และการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน
ปาฐกถา
Education for Life จึงถือเป็นเอกสารเชิงนโยบายสำคัญที่สะท้อนสาระสำคัญของ
ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ อย่างชัดเจน กล่าวคือ การใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือหลักในการปฏิรูปประเทศไทยในทุกมิติ
2.
ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์: การศึกษาในฐานะยุทธศาสตร์ชาติ
หลักคิด ของ ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ มอง “การศึกษา” เป็น “การลงทุนระยะยาวของชาติ” มิใช่ภาระงบประมาณของรัฐ
ฯพณฯ สุขวิช เสนอว่า รัฐบาลควรมองประเทศผ่านแนวคิด “งบดุลแห่งชาติ” (National Balance Sheet) โดยประเมินทั้ง “สินทรัพย์” และ “หนี้สิน” ของประเทศ แม้ประเทศไทยจะมีรากฐานทางวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง มีเสรีภาพทางศาสนา เสรีภาพสื่อ และความสำเร็จทางเศรษฐกิจ แต่ท่านชี้ให้เห็นว่าความเหลื่อมล้ำทางสังคมกลับขยายตัวมากขึ้น โดยเฉพาะในระบบการศึกษาที่เอื้อประโยชน์ต่อคนมั่งคั่งและละเลยคนยากจน
หลักการของ ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ ด้านการอภิวัฒน์การศึกษาไทย พ.ศ. 2538 ตั้งอยู่บนหลักการสำคัญ 4 ประการ ได้แก่
การศึกษาเพื่อความเสมอภาคทางสังคม
การศึกษาเพื่อเศรษฐกิจยุคเทคโนโลยี
การศึกษาเพื่อประชาธิปไตย
การศึกษาเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไทย ต่อเนื่องตลอดชีวิต
3. Education for Life: การศึกษาเพื่อชีวิต มิใช่เพื่อการสอบ
แนวคิด
Education for Life ถือเป็นหัวใจสำคัญของ
ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์/ Sukavichinomics โดยเน้นว่าการศึกษาต้องสอดคล้องกับชีวิตจริงและโลกแห่งอนาคต
ฯพณฯ สุขวิช วิพากษ์ระบบการศึกษาไทยว่า ยังคงยึดติดกับรูปแบบของศตวรรษที่ 19 ซึ่งเน้นการท่องจำ การรวมศูนย์อำนาจ และหลักสูตรที่ไม่เชื่อมโยงกับความเป็นจริงของสังคม
ท่านเสนอว่า ศตวรรษที่ 20 และ 21 เป็นยุคที่ “อนาคตจะไม่เหมือนอดีตอีกต่อไป” ดังนั้น โรงเรียนจึงต้องสร้างผู้เรียนที่มีความคิดวิเคราะห์ ปรับตัวได้ และมีความคิดสร้างสรรค์ มากกว่าการผลิตคนตามกรอบเดิม
หลักคิดดังกล่าวในยุค 90‘s สอดคล้องกับหลักคิดสากลในเวลาต่อมา ด้าน
Lifelong Learning และ
Human-Centered Development ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ในศตวรรษที่ 21
4. ปรัชญาเศรษฐศาสตร์
สุขวิชโนมิกส์กับความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่สุดของปาฐกถา คือ การเปิดเผยว่าเด็กไทยประมาณ 4.35 ล้านคน “โดนทอดทิ้งจากระบบการศึกษาไทยในยุค 90 s” และเป็นกลุ่มเด็กยากจนในชนบท
ฯพณฯ สุขวิช ชี้ว่า ระบบการศึกษาไทยในยุคโลกาภิวัตน์ ให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพแก่ประชาชนเพียง 20 ล้านคนที่มีฐานะดี ขณะที่ประชาชนอีก 40 ล้านคนกลับไม่ได้รับโอกาสทางการศึกษา เพราะว่ากระทรวงศึกษาธิการไม่มีทรัพยากรพอเพียง และการจัดบริการการศึกษาแค่มัธยมศึกษาตอนต้น เกินขีดความสามารถ ของสำนักงานประถมศึกษาแห่งชาติ
ดังนั้นภายใต้ หลักคิด
ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์/ Sukavichinomics รัฐบาลได้เพิ่มงบประมาณด้านการศึกษาอย่างก้าวกระโดด คือ
ปี 1995: 100,000 ล้านบาท
ปี 1996: 133,000 ล้านบาท
ปี 1997: 163,000 ล้านบาท
เป้าหมายปี 1998: 200,000 ล้านบาท
งบประมาณดังกล่าวมุ่งเน้นไปที่
การซ่อมแซมโรงเรียนชนบท
อาหารกลางวันและ ค่าเดินทาง หรือ อาหาร 3 มื้อพร้อมที่พัก
วัสดุการเรียน
ชุดนักเรียน
และ
การบริการการศึกษาสำหรับ กลุ่มเปราะบาง ต้องดึงคน 4.35 ล้านคนนอกระบบ เข้ามาในระบบการศึกษา
นโยบายดังกล่าวสะท้อนแนวคิดของ
รัฐสวัสดิการทางการศึกษา (Educational Welfare State) อย่างชัดเจน
5. Public-Private Partnership และระบบโรงเรียนนิติบุคคล
อีกองค์ประกอบสำคัญของ
ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์/ Sukavichinomics คือ การระดมพลังจากทุกภาคส่วนผ่านแนวคิด
Public-Private Partnership (PPP) หรือ “ระบบโรงเรียนนิติบุคคล” เปิดโอกาสให้ชุมชน ภาคธุรกิจ และประชาชนมีส่วนร่วมโดยตรงในการพัฒนาโรงเรียน
ข้อมูลจากปาฐกา ระบุว่า โครงการปฏิรูปสามารถระดม
เงินบริจาคกว่า 119 ล้านบาท
วัสดุและอุปกรณ์ทางการศึกษากว่า 70 ล้านบาท
และแรงงานอาสาสมัครเกือบ 659,079 คนทั่วประเทศ
แนวทางดังกล่าวถือเป็นต้นแบบของ “การปฏิรูปการศึกษาโดยการให้ พลเมืองไทยมีส่วนร่วม ครั้งแรกในประวติศาสตร์การจัดบริการการศึกษาของประเทศไทย
6. การกระจายอำนาจและประชาธิปไตยทางการศึกษา
ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์Sukavichinomics ให้ความสำคัญอย่างมากกับ “การกระจายอำนาจ”
ฯพณฯ สุขวิช เสนอว่า ผู้ปกครองและชุมชนควรมีสิทธิในการกำหนดทิศทางการศึกษาผ่าน “สภาโรงเรียน” (School Councils)
ภายในเวลาเพียง 18 เดือน มีการจัดตั้งสภาโรงเรียนเกือบ 40,000 แห่งทั่วประเทศ
นโยบายดังกล่าวมุ่งเปลี่ยนโครงสร้างการศึกษาไทยจากระบบราชการรวมศูนย์ ไปสู่รูปแบบของ
ประชาธิปไตยทางการศึกษาซึ่งถือเป็นแนวคิดที่ก้าวหน้าอย่างมากในยุคนั้น
7. อาชีวศึกษาและเศรษฐกิจยุคใหม่
ฯพณฯ สุขวิช ตระหนักถึงปัญหาการขาดแคลนแรงงานฝีมือในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ดังนั้น
ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์/ Sukavichinomics จึงให้ความสำคัญกับอาชีวศึกษาอย่างยิ่ง โดยปรับหลักสูตรให้เน้นการปฏิบัติจริงและเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรม
จำนวนนักเรียนในสถาบันอาชีวศึกษาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากน้อยกว่า 15,000 คน ไปสู่เป้าหมาย 1 ล้านคนภายในระยะเวลา 3 ปี
นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งศูนย์เทคนิคขนาดใหญ่ในจังหวัดชลบุรี เพื่อเป็นศูนย์กลางความเป็นเลิศด้านการอาชีวศึกษาของประเทศไทยในอนาคต โดยเป็นหนึ่งใน ผลงานรูปธรรม ของการอภิการศึกษา พ.ศ. 2538
8. บทสรุป
ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์/ Sukavichinomics มิใช่เพียงนโยบายด้านการศึกษา หากแต่เป็นปรัชญาการพัฒนาชาติ ซึ่งตั้งอยู่บนความเชื่อว่า “การศึกษา” คือรากฐานของประชาธิปไตย ความยุติธรรม และความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจในระยะยาว
ปาฐกถา: การศึกษาเพื่อชีวิต
Education for Life จึงมีความสำคัญในฐานะ คำปฏิณญา แห่งการปฏิรูปชาติ ซึ่งมุ่งเปลี่ยนประเทศไทยจากสังคมแห่งความเหลื่อมล้ำ ไปสู่สังคมแห่งโอกาส
แม้เวลาจะผ่านมาเกือบ 3 ทศวรรษ แต่ประเด็นต่าง ๆ ซึ่ง ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล กล่าวไว้ ยังคงมีความร่วมสมัยอย่างยิ่ง โดยเฉพาะปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การพัฒนาทุนมนุษย์ และคุณภาพของระบบการศึกษา
ท้ายที่สุด
ปรัชญาเศรษฐศาสตร์/ Sukavichinomics คือความพยายามครั้งสำคัญในการวางรากฐานของ “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” ให้เป็นหัวใจของการพัฒนาประเทศไทยในศตวรรษที่ 20.
8. ผลลัพธ์รูปธรรม
ผลลัพธ์เชิงประจักษ์ ของ การอภิวัฒน์การศึกษา 2538 โดยแรงงานอาสาจากประชาชน 695,079 มีส่วนร่วมในการปรับปรุง ในทุกมิติ
คือ
การปรับปรุงโรงเรียน 29,845 โรง
การปรับปรุงอาคารเรียน 38,112 หลัง
การก่อสร้างหรือปรับปรุงอาคารอเนกประสงค์ 12,227 หลัง
การปรับปรุงห้องน้ำในโรงเรียน 11,257 แห่ง
แล้วเสร็จก่อน 8 พฤษภาคม 2540
ผลคือ 8พฤษภาคม2540 สามารถให้บริการทางการศึกษา 15 ปี มีคุณภาพ ใกล้บ้าน เด็กและเยาวชนอายุ 3-17 ปีในระบบการศึกษาเพิ่มจาก 12.33 ล้านคน เป็น 16.68 ล้านคน
เด็กจากครอบครัวยากจนกว่า 4.35 ล้านคน ได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรมเป็นครั้งแรก ในประวัติศาสตร์การจัดบริการการศึกษาของประเทศไทย
พร้อมอาหาร 1มื้อ รถรับ-ส่งหรือค่ารถ อยู่ประจำได้อาหาร 3มื้อ ทกคนได้เครื่องแบบครบชุดทุกชุด ( ชุดนักเรียน, ชุดพละ, ชุดลูกเสือและเนตรนารีหรือยุวกาชาด) อุปกรณ์การเรียนครบครัน เพื่อป้องกันเด็กจากครอบครัวยากจนหลุดจากระบบการศึกษาของประเทศไทย อย่างในปัจจุบัน 2569
ต่อมา 11 ตุลาคม 2540 รัฐธรรมนูญ 2540 มาตรา 43 รับรองสิทธิ์ขั้นต่ำ 12 ปี
มาตรา 53 และ 80 รองรับสิทธิเด็ก
มาตรา 81 สั่งให้รัฐไทย จัดทำพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ หรือ กฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญ 2540
ปรัชญาการพัฒนาชาติไทย ด้วยการศึกษา: การเรียนรู้ตลอดชีวิต — การศึกษาตลอดชีวิต
ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล
His Excellency Mr. Sukavich Rangsitpol
ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์/ Sukavichinomics
บทคัดย่อ
บทความนี้มุ่งศึกษาวิเคราะห์ หลักปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ ผ่าน ปาฐกถา Education for Life: Thailand’s Most Important Challenge ของ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของประเทศไทย ซึ่งกล่าวต่อ Foreign Correspondents Club of Thailand เมื่อวันที่ 2 เมษายน ค.ศ. 1997 แนวคิดดังกล่าว มิได้เป็นเพียง การอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538 หากแต่เป็น “ คำปฏิญาณ การอภิวัฒน์ประเทศไทย” ซึ่งเชื่อมโยง การศึกษาเข้ากับความเสมอภาคทางสังคม การพัฒนาเศรษฐกิจ ประชาธิปไตย และการกระจายอำนาจ
บทความเสนอว่า หลัก ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ คือ หลักคิดการพัฒนาทุนมนุษย์ (Human Capital Development) ซึ่งบูรณาการภาครัฐ ประชาสังคม ชุมชน และภาคเอกชนเข้าด้วยกัน
ผ่านรูปแบบ Public-Private Partnership (PPP) หรือ “ระบบโรงเรียนนิติบุคคล” ซึ่งออกแบบโดยฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล เพื่อสร้าง “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” สำหรับคนไทยทุกคน โดยเฉพาะผู้ยากไร้ในชนบท อายุ ระหว่าง 3-17 ปี 4.35 ล้านคน ทั้งนี้ แนวคิดดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในความพยายามสำคัญที่สุดของประเทศไทยในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ซึ่งใช้การศึกษาเป็นกลไกหลักในการปฏิรูปโครงสร้างของประเทศไทย โดยมีรัฐธรรมนูญประชาชน พ.ศ. 2540 เป็นหลักฐานยืนยันความสำเร็จเป็นรูปธรรม
Keywords: ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล, ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์, สันติวิธี, สันติสุขในสังคมไทยและสังคมโลก, การศึกษาเพื่อชีวิต, การปฏิรูปการศึกษา, การพัฒนาทุนมนุษย์, Public-Private Partnership, การกระจายอำนาจทางการศึกษา, ความเสมอภาคทางสังคม, ประเทศไทย, การอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538, 8 พฤษภาคมพ.ศ. 2540, อาหารกลางวันและค่าเดินทาง, อาหาร3มื้อและที่พัก
1. บทนำ
ในช่วงทศวรรษ 1980–1990 ประเทศไทยได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในโลก อย่างไรก็ตาม การเติบโตทางเศรษฐกิจดังกล่าวกลับดำรงอยู่ควบคู่กับปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ ความไม่สมดุลระหว่างกรุงเทพมหานครกับชนบท และการบริการการศึกษาไม่ทั่วถึง
ภายใต้บริบทดังกล่าว ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เสนอวิสัยทัศน์การปฏิรูปประเทศโดยใช้ “การศึกษา” เป็นศูนย์กลาง ท่านมองว่าการศึกษาไม่ใช่เพียงเครื่องมือผลิตแรงงาน แต่เป็นรากฐานของ ความยุติธรรมทางสังคม, ประชาธิปไตย และการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน
ปาฐกถา Education for Life จึงถือเป็นเอกสารเชิงนโยบายสำคัญที่สะท้อนสาระสำคัญของ ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ อย่างชัดเจน กล่าวคือ การใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือหลักในการปฏิรูปประเทศไทยในทุกมิติ
2. ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์: การศึกษาในฐานะยุทธศาสตร์ชาติ
หลักคิด ของ ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ มอง “การศึกษา” เป็น “การลงทุนระยะยาวของชาติ” มิใช่ภาระงบประมาณของรัฐ
ฯพณฯ สุขวิช เสนอว่า รัฐบาลควรมองประเทศผ่านแนวคิด “งบดุลแห่งชาติ” (National Balance Sheet) โดยประเมินทั้ง “สินทรัพย์” และ “หนี้สิน” ของประเทศ แม้ประเทศไทยจะมีรากฐานทางวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง มีเสรีภาพทางศาสนา เสรีภาพสื่อ และความสำเร็จทางเศรษฐกิจ แต่ท่านชี้ให้เห็นว่าความเหลื่อมล้ำทางสังคมกลับขยายตัวมากขึ้น โดยเฉพาะในระบบการศึกษาที่เอื้อประโยชน์ต่อคนมั่งคั่งและละเลยคนยากจน
หลักการของ ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ ด้านการอภิวัฒน์การศึกษาไทย พ.ศ. 2538 ตั้งอยู่บนหลักการสำคัญ 4 ประการ ได้แก่
การศึกษาเพื่อความเสมอภาคทางสังคม
การศึกษาเพื่อเศรษฐกิจยุคเทคโนโลยี
การศึกษาเพื่อประชาธิปไตย
การศึกษาเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไทย ต่อเนื่องตลอดชีวิต
3. Education for Life: การศึกษาเพื่อชีวิต มิใช่เพื่อการสอบ
แนวคิด Education for Life ถือเป็นหัวใจสำคัญของ ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์/ Sukavichinomics โดยเน้นว่าการศึกษาต้องสอดคล้องกับชีวิตจริงและโลกแห่งอนาคต
ฯพณฯ สุขวิช วิพากษ์ระบบการศึกษาไทยว่า ยังคงยึดติดกับรูปแบบของศตวรรษที่ 19 ซึ่งเน้นการท่องจำ การรวมศูนย์อำนาจ และหลักสูตรที่ไม่เชื่อมโยงกับความเป็นจริงของสังคม
ท่านเสนอว่า ศตวรรษที่ 20 และ 21 เป็นยุคที่ “อนาคตจะไม่เหมือนอดีตอีกต่อไป” ดังนั้น โรงเรียนจึงต้องสร้างผู้เรียนที่มีความคิดวิเคราะห์ ปรับตัวได้ และมีความคิดสร้างสรรค์ มากกว่าการผลิตคนตามกรอบเดิม
หลักคิดดังกล่าวในยุค 90‘s สอดคล้องกับหลักคิดสากลในเวลาต่อมา ด้าน Lifelong Learning และ Human-Centered Development ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ในศตวรรษที่ 21
4. ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์กับความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่สุดของปาฐกถา คือ การเปิดเผยว่าเด็กไทยประมาณ 4.35 ล้านคน “โดนทอดทิ้งจากระบบการศึกษาไทยในยุค 90 s” และเป็นกลุ่มเด็กยากจนในชนบท
ฯพณฯ สุขวิช ชี้ว่า ระบบการศึกษาไทยในยุคโลกาภิวัตน์ ให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพแก่ประชาชนเพียง 20 ล้านคนที่มีฐานะดี ขณะที่ประชาชนอีก 40 ล้านคนกลับไม่ได้รับโอกาสทางการศึกษา เพราะว่ากระทรวงศึกษาธิการไม่มีทรัพยากรพอเพียง และการจัดบริการการศึกษาแค่มัธยมศึกษาตอนต้น เกินขีดความสามารถ ของสำนักงานประถมศึกษาแห่งชาติ
ดังนั้นภายใต้ หลักคิด ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์/ Sukavichinomics รัฐบาลได้เพิ่มงบประมาณด้านการศึกษาอย่างก้าวกระโดด คือ
ปี 1995: 100,000 ล้านบาท
ปี 1996: 133,000 ล้านบาท
ปี 1997: 163,000 ล้านบาท
เป้าหมายปี 1998: 200,000 ล้านบาท
งบประมาณดังกล่าวมุ่งเน้นไปที่
การซ่อมแซมโรงเรียนชนบท
อาหารกลางวันและ ค่าเดินทาง หรือ อาหาร 3 มื้อพร้อมที่พัก
วัสดุการเรียน
ชุดนักเรียน
และ การบริการการศึกษาสำหรับ กลุ่มเปราะบาง ต้องดึงคน 4.35 ล้านคนนอกระบบ เข้ามาในระบบการศึกษา
นโยบายดังกล่าวสะท้อนแนวคิดของ รัฐสวัสดิการทางการศึกษา (Educational Welfare State) อย่างชัดเจน
5. Public-Private Partnership และระบบโรงเรียนนิติบุคคล
อีกองค์ประกอบสำคัญของ ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์/ Sukavichinomics คือ การระดมพลังจากทุกภาคส่วนผ่านแนวคิด Public-Private Partnership (PPP) หรือ “ระบบโรงเรียนนิติบุคคล” เปิดโอกาสให้ชุมชน ภาคธุรกิจ และประชาชนมีส่วนร่วมโดยตรงในการพัฒนาโรงเรียน
ข้อมูลจากปาฐกา ระบุว่า โครงการปฏิรูปสามารถระดม
เงินบริจาคกว่า 119 ล้านบาท
วัสดุและอุปกรณ์ทางการศึกษากว่า 70 ล้านบาท
และแรงงานอาสาสมัครเกือบ 659,079 คนทั่วประเทศ
แนวทางดังกล่าวถือเป็นต้นแบบของ “การปฏิรูปการศึกษาโดยการให้ พลเมืองไทยมีส่วนร่วม ครั้งแรกในประวติศาสตร์การจัดบริการการศึกษาของประเทศไทย
6. การกระจายอำนาจและประชาธิปไตยทางการศึกษา
ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์Sukavichinomics ให้ความสำคัญอย่างมากกับ “การกระจายอำนาจ”
ฯพณฯ สุขวิช เสนอว่า ผู้ปกครองและชุมชนควรมีสิทธิในการกำหนดทิศทางการศึกษาผ่าน “สภาโรงเรียน” (School Councils)
ภายในเวลาเพียง 18 เดือน มีการจัดตั้งสภาโรงเรียนเกือบ 40,000 แห่งทั่วประเทศ
นโยบายดังกล่าวมุ่งเปลี่ยนโครงสร้างการศึกษาไทยจากระบบราชการรวมศูนย์ ไปสู่รูปแบบของ ประชาธิปไตยทางการศึกษาซึ่งถือเป็นแนวคิดที่ก้าวหน้าอย่างมากในยุคนั้น
7. อาชีวศึกษาและเศรษฐกิจยุคใหม่
ฯพณฯ สุขวิช ตระหนักถึงปัญหาการขาดแคลนแรงงานฝีมือในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ดังนั้น ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์/ Sukavichinomics จึงให้ความสำคัญกับอาชีวศึกษาอย่างยิ่ง โดยปรับหลักสูตรให้เน้นการปฏิบัติจริงและเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรม
จำนวนนักเรียนในสถาบันอาชีวศึกษาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากน้อยกว่า 15,000 คน ไปสู่เป้าหมาย 1 ล้านคนภายในระยะเวลา 3 ปี
นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งศูนย์เทคนิคขนาดใหญ่ในจังหวัดชลบุรี เพื่อเป็นศูนย์กลางความเป็นเลิศด้านการอาชีวศึกษาของประเทศไทยในอนาคต โดยเป็นหนึ่งใน ผลงานรูปธรรม ของการอภิการศึกษา พ.ศ. 2538
8. บทสรุป
ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์/ Sukavichinomics มิใช่เพียงนโยบายด้านการศึกษา หากแต่เป็นปรัชญาการพัฒนาชาติ ซึ่งตั้งอยู่บนความเชื่อว่า “การศึกษา” คือรากฐานของประชาธิปไตย ความยุติธรรม และความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจในระยะยาว
ปาฐกถา: การศึกษาเพื่อชีวิต Education for Life จึงมีความสำคัญในฐานะ คำปฏิณญา แห่งการปฏิรูปชาติ ซึ่งมุ่งเปลี่ยนประเทศไทยจากสังคมแห่งความเหลื่อมล้ำ ไปสู่สังคมแห่งโอกาส
แม้เวลาจะผ่านมาเกือบ 3 ทศวรรษ แต่ประเด็นต่าง ๆ ซึ่ง ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล กล่าวไว้ ยังคงมีความร่วมสมัยอย่างยิ่ง โดยเฉพาะปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การพัฒนาทุนมนุษย์ และคุณภาพของระบบการศึกษา
ท้ายที่สุด ปรัชญาเศรษฐศาสตร์/ Sukavichinomics คือความพยายามครั้งสำคัญในการวางรากฐานของ “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” ให้เป็นหัวใจของการพัฒนาประเทศไทยในศตวรรษที่ 20.
8. ผลลัพธ์รูปธรรม
ผลลัพธ์เชิงประจักษ์ ของ การอภิวัฒน์การศึกษา 2538 โดยแรงงานอาสาจากประชาชน 695,079 มีส่วนร่วมในการปรับปรุง ในทุกมิติ
คือ
การปรับปรุงโรงเรียน 29,845 โรง
การปรับปรุงอาคารเรียน 38,112 หลัง
การก่อสร้างหรือปรับปรุงอาคารอเนกประสงค์ 12,227 หลัง
การปรับปรุงห้องน้ำในโรงเรียน 11,257 แห่ง
แล้วเสร็จก่อน 8 พฤษภาคม 2540
ผลคือ 8พฤษภาคม2540 สามารถให้บริการทางการศึกษา 15 ปี มีคุณภาพ ใกล้บ้าน เด็กและเยาวชนอายุ 3-17 ปีในระบบการศึกษาเพิ่มจาก 12.33 ล้านคน เป็น 16.68 ล้านคน
เด็กจากครอบครัวยากจนกว่า 4.35 ล้านคน ได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรมเป็นครั้งแรก ในประวัติศาสตร์การจัดบริการการศึกษาของประเทศไทย
พร้อมอาหาร 1มื้อ รถรับ-ส่งหรือค่ารถ อยู่ประจำได้อาหาร 3มื้อ ทกคนได้เครื่องแบบครบชุดทุกชุด ( ชุดนักเรียน, ชุดพละ, ชุดลูกเสือและเนตรนารีหรือยุวกาชาด) อุปกรณ์การเรียนครบครัน เพื่อป้องกันเด็กจากครอบครัวยากจนหลุดจากระบบการศึกษาของประเทศไทย อย่างในปัจจุบัน 2569
ต่อมา 11 ตุลาคม 2540 รัฐธรรมนูญ 2540 มาตรา 43 รับรองสิทธิ์ขั้นต่ำ 12 ปี
มาตรา 53 และ 80 รองรับสิทธิเด็ก
มาตรา 81 สั่งให้รัฐไทย จัดทำพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ หรือ กฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญ 2540