10 พฤติกรรมที่หลายคนเข้าใจว่าดีต่อสุขภาพ แต่แท้จริงคือภัยเงียบ บั่นทอนร่างกาย



เช็กลิสต์ 10 พฤติกรรมที่หลายคนเข้าใจว่า “ดีต่อสุขภาพ” แต่แท้จริง คือ ภัยเงียบ บั่นทอนร่างกาย ยิ่งทำมาก ยิ่งเสี่ยงเสียสุขภาพ

เรียบเรียงโดย ทีมงานข่าวสดออนไลน์

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569

รายงานจากสื่อต่างประเทศ ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว มีเคล็ดลับดูแลตัวเองมากมายในโซเชียล อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด จนนำไปสู่การปฏิบัติที่เกินความจำเป็นหรือไม่ถูกต้อง

ต่อไปนี้คือ 10 ความเข้าใจผิดด้านสุขภาพที่พบได้บ่อยที่สุด

1. ดื่มน้ำผลไม้หรือกินผลไม้มากเกินไป
หลายคนเชื่อว่าผลไม้สามารถรับประทานได้ไม่จำกัด แต่ในความเป็นจริง ผลไม้มีน้ำตาลฟรุกโตสในปริมาณสูง หากร่างกายได้รับมากเกินไป ตับจะต้องทำงานหนักเพื่อเผาผลาญน้ำตาลดังกล่าว ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะไขมันพอกตับและกรดยูริกสูง โดยเฉพาะน้ำผลไม้ที่ผ่านการแยกกากใยอาหารออกแล้ว จะยิ่งทำให้น้ำตาลในเลือดพุ่งสูงอย่างรวดเร็ว และเพิ่มภาระต่อระบบเผาผลาญของร่างกาย



2. เดินหรือออกกำลังกายทันทีหลังอิ่ม ช่วยย่อยอาหาร
ความเชื่อที่ว่าการเคลื่อนไหวร่างกายหลังมื้ออาหารจะช่วยย่อยอาหารนั้น แท้จริงอาจส่งผลเสียต่อกระเพาะอาหาร หลังรับประทานอาหาร ร่างกายจำเป็นต้องส่งเลือดไปยังระบบย่อยอาหาร แต่การออกกำลังกายจะดึงเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อแทน ส่งผลให้ระบบย่อยทำงานได้ไม่เต็มที่ และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่ออาการปวดเกร็ง กระเพาะอักเสบ หรือกรดไหลย้อน

3. ยิ่งกินน้อยหรืออดอาหาร น้ำหนักจะยิ่งลดเร็ว
การอดอาหารอย่างรุนแรงทำให้ร่างกายเข้าสู่ “โหมดเอาตัวรอด” โดยลดอัตราการเผาผลาญเพื่อประหยัดพลังงาน ส่งผลให้ร่างกายเผาผลาญกล้ามเนื้อและน้ำก่อนเผาผลาญไขมัน ทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย ผมร่วง และเมื่อกลับมากินอาหารตามปกติ น้ำหนักก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะระบบเผาผลาญทำงานช้าลงแล้ว

4. ดื่มน้ำมากเท่าไร ยิ่งดีต่อสุขภาพ
การดื่มน้ำมากเกินความจำเป็น เช่น ดื่มรวดเดียว 4–7 ลิตรในช่วงเวลาสั้น ๆ อาจทำให้เกิดภาวะน้ำเป็นพิษหรือโซเดียมในเลือดต่ำ เมื่อระดับเกลือแร่ถูกเจือจางมากเกินไป ไตจะต้องทำงานหนักเพื่อขับน้ำส่วนเกินออกจากร่างกาย แทนที่จะช่วยล้างสารพิษ พฤติกรรมนี้กลับทำให้เกิดอาการเหนื่อยล้า เวียนศีรษะ และรบกวนการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ



5. เข้าใจผิดว่าผอมเท่ากับสุขภาพดี
น้ำหนักตัวน้อยไม่ได้หมายความว่าร่างกายแข็งแรงเสมอไป เพราะค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ไม่สามารถสะท้อนสัดส่วนไขมันและมวลกล้ามเนื้อได้ หลายคนแม้รูปร่างผอม แต่กลับมีไขมันสะสมรอบอวัยวะภายในในระดับอันตราย หรือที่เรียกว่า “โรคอ้วนแฝง” ซึ่งยังคงเสี่ยงต่อโรคเบาหวานและโรคหัวใจเช่นเดียวกัน

6. กินเกลือน้อยมาก หรื อเลิกกินเกลือโดยสิ้นเชิง
โซเดียมเป็นสารสำคัญต่อการรักษาสมดุลของของเหลวและการทำงานของระบบประสาท แม้การบริโภคเกลือมากเกินไปจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ แต่การได้รับน้อยเกินไปก็อันตรายไม่แพ้กัน ผู้ใหญ่ควรได้รับเกลืออย่างน้อยประมาณ 5 กรัมต่อวัน หรือราว 1 ช้อนชา การงดเกลือโดยสิ้นเชิงอาจทำให้เกิดภาวะโซเดียมต่ำ คลื่นไส้ ปวดศีรษะ และส่งผลต่อระบบประสาท

7. ออกกำลังกายหนักช่วงเย็นหรือเฉพาะวันหยุด เพื่อชดเชยวันที่นั่งนาน
การนั่งนิ่งเป็นเวลานานแล้วค่อยออกกำลังกายหนักเพื่อชดเชย ไม่สามารถลบผลเสียที่สะสมไว้ได้ ร่างกาย โดยเฉพาะระบบหัวใจและข้อต่อ มีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลัน การออกกำลังกายหนักเฉพาะช่วงสุดสัปดาห์อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจทำงานหนักเกินไป รวมถึงอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ เอ็น และข้อต่อ ขณะที่การเคลื่อนไหวเบา ๆ อย่างสม่ำเสมอทุกวันกลับให้ผลดีต่อสุขภาพมากกว่า

8. ใช้น้ำมันพืชไม่จำกัด เพราะคิดว่าดีกว่าไขมันสัตว์
แม้น้ำมันพืชจะมีไขมันอิ่มตัวน้อยกว่าไขมันสัตว์ แต่ก็ยังเป็นแหล่งพลังงานสูง โดยให้พลังงานประมาณ 9 แคลอรีต่อกรัม หากใช้มากเกินไปก็อาจทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นได้ นอกจากนี้ การใช้น้ำมันพืชปรุงอาหารด้วยความร้อนสูงเป็นเวลานาน ยังอาจก่อให้เกิดสารออกซิไดซ์ที่เป็นอันตรายต่อเซลล์ ขณะที่ไขมันสัตว์ หากบริโภคในปริมาณเหมาะสมและสลับกับไขมันชนิดอื่น ก็ไม่ได้เลวร้ายต่อสุขภาพเสมอไป

9. ผู้สูงอายุไม่ควรออกกำลังกาย เพราะกลัวกระดูกและข้อเสียหาย
ผู้สูงอายุจำนวนมากหลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวเพราะกังวลเรื่องการบาดเจ็บ แต่แท้จริงแล้ว การไม่ค่อยเคลื่อนไหวต่างหากที่ทำให้ร่างกายเสื่อมเร็วขึ้น การออกกำลังกายอย่างเหมาะสมช่วยเพิ่มความหนาแน่นของกระดูก รักษามวลกล้ามเนื้อ และช่วยเรื่องการทรงตัว ลดความเสี่ยงในการหกล้ม สิ่งสำคัญไม่ใช่ความหนักของการออกกำลังกาย แต่คือความสม่ำเสมอและเหมาะสมกับสภาพร่างกาย

10. นอนชดเชยในวันหยุด เพื่อทดแทนการนอนน้อย
การนอนหลับไม่ใช่ “หนี้” ที่สามารถชดเชยได้ในคราวเดียว การนอนยาวในช่วงสุดสัปดาห์ไม่สามารถทดแทนคุณภาพการนอนในแต่ละคืนได้ อีกทั้งยังทำให้จังหวะนาฬิกาชีวภาพของร่างกายแปรปรวน ส่งผลให้รู้สึกเหนื่อยล้า ง่วงซึม และไม่มีสมาธิในช่วงต้นสัปดาห์ รวมถึงอาจกระทบต่อสมดุลของฮอร์โมนในร่างกายอีกด้วย

ที่มา SOHA

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.khaosod.co.th/special-stories/news_10245927
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่