มีเรื่องตลกร้ายในแวดวงจิตวิทยาและเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมที่เรียกกันว่า "Streetlight Effect" หรือปรากฏการณ์ไฟถนนครับ เรื่องมีอยู่ว่า... คืนหนึ่ง ชายขี้เมาคนหนึ่งกำลังก้มๆ เงยๆ คลำหาพวงกุญแจที่ทำตกไว้ใต้แสงไฟริมถนน ตำรวจเดินผ่านมาเห็นจึงช่วยหา แต่หาเท่าไรก็ไม่เจอ ตำรวจเลยถามว่า "คุณแน่ใจนะว่าทำตกตรงนี้?" ชายขี้เมาตอบหน้าตาเฉยว่า "เปล่าครับ ผมทำตกในสวนมืดๆ ฝั่งนู้น... แต่ตรงนี้ไฟมันสว่าง ผมเลยมาหาตรงนี้"
นิทานเรื่องนี้สะท้อนธรรมชาติของมนุษย์เราครับ เรามักจะ "ค้นหาความจริงในจุดที่หาได้ง่าย" มากกว่า "จุดที่ความจริงซ่อนอยู่"
ในโลกของการแพทย์ หมอพบเจอปรากฏการณ์ไฟถนนนี้บ่อยครั้งครับ ผู้ป่วยหลายท่านนั่งอยู่ตรงหน้าหมอ พร้อมกับประโยคที่เจือด้วยความงุนงงและเสียงถอนหายใจว่า...
"หมอครับ... ก็ตรวจสุขภาพประจำปีชุดใหญ่ทุกปี เจาะเลือดมาก็ปกติตลอด แล้วทำไมพอเจอมะเร็ง... มันถึงกลายเป็นระยะ 3 ระยะ 4 ไปแล้วล่ะครับ?"
มันเป็นเรื่องที่ฟังดูย้อนแย้งและน่าสะเทือนใจครับ เราอุตส่าห์มีวินัย ดูแลตัวเองไม่เคยขาด แต่ทำไม "มะเร็ง" ถึงเล่นซ่อนหา เล็ดลอดสายตาเราไปได้? วันนี้หมอขอชวนคุยเรื่องนี้แบบสบายๆ เพื่อถอดรหัสความเข้าใจผิด 4 ประการครับ
1. "ค่าบ่งชี้มะเร็ง" (Tumor Markers) ไม่ใช่เครื่องจับเท็จที่แม่นยำ 100%
หลายโรงพยาบาล ในแพ็คเกจตรวจสุขภาพ ให้เจาะสารบ่งชี้มะเร็งในการตรวจคัดกรองประจำปี เวลาเจาะเลือดตรวจหาค่ามะเร็งแล้วผลออกมาเป็นปกติ หลายคนก็ฉลองล่วงหน้า แต่ในทางการแพทย์ ค่าเหล่านี้มีลักษณะที่เรียกว่า "ผลลบปลอม" และ "ผลบวกปลอม" ได้ครับ มะเร็งระยะแรกๆ หลายชนิด ค่าเหล่านี้ "ไม่ยอมขึ้น" ให้เห็นเลย และในทางกลับกัน บางครั้งร่างกายแค่การอักเสบธรรมดา ไม่ได้เป็นมะเร็ง แต่ค่าเลือดกลับพุ่งสูงจนคนไข้ตกใจกินไม่ได้นอนไม่หลับ คุณหมอมะเร็งวิทยาจึงมักใช้ค่าเหล่านี้เพื่อ "ติดตามผลการรักษา" มากกว่าจะเอามาเป็นเครื่องมือหลักในการ "ค้นหา" มะเร็งตั้งแต่จุดเริ่มต้นครับ หมอเคยเล่าเรื่องสารบ่งชี้มะเร็งสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ในคอมเม้น
2. "ผลเลือดปกติ" ไม่ได้แปลว่า "ไม่มีมะเร็ง"
นี่คือความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดและเป็น "ไฟถนน" ดวงใหญ่ที่คนมักไปยืนหาความสบายใจครับ หลายคนเห็นผลเลือดว่าค่าตับ ค่าไต ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดอยู่ในเกณฑ์ปกติ ก็โล่งอก แต่ความจริงคือ มะเร็งในระยะเริ่มต้นเป็นเหมือน "แขกที่เงียบเชียบ" ครับ เขาเก็บอาการเก่งมาก แทบไม่ไปรบกวนระบบน้ำระบบไฟ (ค่าเลือดพื้นฐาน) ของบ้านเลย จนกว่าเขาจะขยายอาณาเขตไปกดทับอวัยวะสำคัญ ร่างกายถึงจะเริ่มส่งสัญญาณเตือนออกมา
3. เครื่องมือแพทย์... ก็มี "มุมอับสายตา"
เปรียบเทียบง่ายๆ เหมือนการขับรถครับ กระจกมองหลังที่ว่ากว้างก็ยังมีมุมอับ สมมติเราเอกซเรย์ปอดทุกปี แต่บังเอิญก้อนเนื้อเจ้ากรรมดันไปซ่อนอยู่ "หลังเงาหัวใจ" หรือยังมีขนาดเล็กจิ๋วมากๆ ภาพเอกซเรย์ธรรมดาก็อาจจะมองทะลุไปไม่เห็นครับ กว่ามันจะโตจนโผล่พ้นเงามาให้เห็นในฟิล์ม ก้อนก็อาจจะใหญ่ไปแล้ว หรืออย่างมะเร็งกระเพาะอาหารและลำไส้ การเอกซเรย์แทบไม่ช่วยอะไรเลยครับ เราต้องใช้กล้องส่องเข้าไปดูถึงจะเห็นความจริงที่ซ่อนอยู่ ดังนั้นการคัดกรองมะเร็งที่ถูกต้องขึ้นอยู่กับอวัยวะนั้นๆ แต่ละอวัยวะมีการคัดกรองมะเร็งที่ไม่เหมือนกัน แม้แต่ในอวัยวะเดียวกันการตรวจคัดกรองด้วยเครื่องมือแตกต่างกันก็ให้ผลไวไม่เท่ากัน เช่น การคัดกรองมะเร็งปอดด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ปริมาณรังสีต่ำก็ให้ความไวที่สูงกว่าการเอกซเรย์ปอดธรรมดาเป็นต้น
4. มะเร็งบางชนิด... วิ่งเร็วกว่าปฏิทิน
รอบการตรวจสุขภาพของเราคือ 1 ปี หรือ 365 วัน แต่มะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งตับอ่อน หรือมะเร็งปอดบางสายพันธุ์ มีนิสัยดุดันและใจร้อนมากครับ ปีที่แล้วตอนไปตรวจอาจจะยังไม่มีอะไรก่อตัวขึ้นเลย แต่ผ่านไปเพียงไม่กี่เดือน เขากลับโตและกระจายตัวไปไกลแล้ว นี่คือเหตุผลที่การตรวจ "ถูกชนิด และ ถูกเวลา" สำคัญกว่าการตรวจ "เยอะๆ ไว้ก่อนแต่ไม่ตรงจุด" ครับ มะเร็งที่โตเร็วในระหว่างรอบปีปฏิทินนี้เราเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า interval cancer ซึ่งมักจะมีความรุนแรงกว่ามะเร็งปกติ
อ่านมาถึงตรงนี้ หลายท่านอาจจะแอบถอนหายใจแล้วคิดว่า "อ้าว... แล้วแบบนี้จะเสียเงินตรวจสุขภาพไปทำไมกัน?"
ตรวจเถอะครับ... การมีเจตนาดูแลตัวเองยังไงก็เป็นเรื่องที่งดงามเสมอ การตรวจมะเร็งควรจะตรวจจำเพาะกับอวัยวะ เพศและอายุ ตลอดจนความเสี่ยงของตนเอง หมอเคยเล่าเรื่องการตรวจคัดกรองมะเร็งโดยละเอียด สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ในคอมเม้นครับ
หมอครับ... ก็ตรวจสุขภาพประจำปีชุดใหญ่ทุกปี เจาะเลือดมาก็ปกติตลอด แล้วทำไมพอเจอมะเร็ง... มันถึงกลายเป็นระยะ ลุกลาม?