สวัสดีครับมิตรชาวพันทิปทุกท่าน ก็สำหรับใน EP. นี้ จะเล่าถึงในวันที่ 4 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่นี่ครับ เป็นทริปที่กำลังดี 4 วัน 3 คืน ย่างกุ้ง-พะโค-พระธาตุอินทร์แขวน
ตลอดทั้งซีรีย์
สนธยาในดินแดนทองคำ [เมียนมาร์ 2026] - Pantip
สนธยาในดินแดนทองคำ [MYANMAR] Ep.2 - Pantip
สนธยาในดินแดนทองคำ [เมียนมาร์ 2026] EP.3 - Pantip
สนธยาในดินแดนทองคำ [เมียนมาร์ 2026] EP.4 - Pantip
สนธยาในดินแดนทองคำ [เมียนมาร์ 2026] EP.5 - Pantip
สนธยาในดินแดนทองคำ [เมียนมาร์ 2026] EP.6 และการตกผลึกความคิด - Pantip
สำหรับในวันสุดท้ายนี้ จริง ๆ ไม่ได้เที่ยวที่ไหนเป็นพิเศษ จะเป็นการตระเวนหาซื้อของฝากเล็ก ๆ น้อยครับ ไม่หรอก เรื่องของเรื่องคือ เงินจ๊าดแลกกลับเป็นเงินบาทไม่คุ้มอย่างไรครับ ทางที่ดีคือหาทางใช้ให้หมดดีกว่า
เช้านี้ เราเลยเดินจากโรงแรมที่ร้านอาหารไทใหญ่แห่งหนึ่ง อยู่ในห้างบริเวณเจดีย์ชูเล่ครับ

ให้ภาพเล่าเรื่องครับ

อาหารสไตล์ไทใหญ่ ส่วนมากจะเป็นเมนูเส้น ๆ กับเต้าหู้ครับ

เจออะไรที่คุ้นเคยเลยลองด้วยความอยากรู้ นอกจากในย่างกุ้งแล้วแทบไม่มีร้านกาแฟเลย ด้วยวัฒนธรรมที่นี่คนจะนิยมดื่มชาเป็นหลักครับ

มองจากห้าง Junction city mall เป็นห้างในระดับถึงของที่นี่ สังเกตว่าถนนหนทางของเขามีความร่มรื่น ต้นไม้ใหญ่ ฟุตบาทก็กว้างและสะอาดครับ เต็มไปด้วยผู้คนกำลังรอรถเมล์ มองไปไหนฝั่งตรงข้ามจะเห็นว่า รถจะจอดริมถนนแบบถอยเข้าซองเลยครับ ทำให้จอดได้เยอะ

เช้าวันนี้ เป็นการมาซื้อของที่ตลาด Bogyoke Aung San Market เป็นตลาดเก่าแก่ของที่นี่ มีชื่อเสียงด้านหยก และอัญมณีต่าง ๆ รวมไปถึงผลงานด้านงานไม้ เขาสะสมองค์ความรู้ทางงานไม้ไว้ได้เยี่ยมมาก มีความละเอียดและปราณีตสูง

แต่หากไม่ได้สนใจเรื่อง หยก อัญมณี หรืองานไม้ ที่นี่อาจไม่ตอบโจทย์ครับเพราะขายของแบบเดียวกันเกือบทั้งตลาด รวมไปถึงอยากให้ซื้อกันอย่างมีสตินะครับ เนื่องจากที่นี่จะค่อนข้างเข้มงวดเรื่องการนำอัญมณีออกนอกประเทศ ผมเองก็มีเจ้าหน้าที่สนามบินขอให้เปิดกระเป๋า เพราะสแกนเจอกำไลหยกที่ผมซื้อฝากคนในครอบครัวนี่แหละไม่ได้เยอะและราคาไม่สูง จึงไม่มีอะไร ยังไงเพื่อความไม่ประมาทควรมีการขอใบเสร็จร้านค้าเอาไว้ และอย่าซื้อเยอะจนเกินควรครับ
เสร็จจากการซื้อของต่าง ๆ (ละลายเงิน) ก็ไม่เหลือเงินแล้ว เลยมาที่สนามบินย่างกุ้งเลยครับ เช่นเคย มีการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด ก่อนทางเข้าสนามบินมีด่านตรวจที่ถามว่าเรามาจากไหนด้วย ก่อนจะเข้าไปยังเคาน์เตอร์เช็คอิน จะมีการตรวจสแกนกระเป๋าตั้งแต่ที่ประตู เพื่อดูของที่จะนำออกนอกประเทศ ที่ของผมมีการเปิดขอดูกำไลหยกดังที่เคยกล่าวไปครับ

ขากลับนี้ ผมจะบินด้วย Myanmar Airline ของบ้านเขาครับ ตรวจสอบแล้วการเช็คอินออนไลน์ค่อนข้างยุ่งยากพอสมควร จึงมาเช็คอินที่สนามบิน ด้วยความเป็นไฟลต์กลับกรุงเทพของสายการบินบ้านเขา ได้สังเกตครับว่า ชาวพม่าที่จะบินเข้าประเทศไทยเกือบทุกคนจะหิ้วแฟ้มซองเอกสารไว้กับตัว อาจแสดงว่าการเข้าไทยของเขาต้องเตรียมเอกสารพอสมควรเลยครับ

บรรยากาศหลังเข้ามาใน Gate บรรยากาศค่อนข้างเงียบเหงา มีของทุกอย่างที่มีใน Bogyoke Aung San Market ในราคาที่อัพเกิน 2 เท่า

บอกลาด้วยพระอาทิตย์ตกจากย่างกุ้งครับ

บรรยากาศการกลับบ้านด้วย Myanmar Airline ขออนุญาตหั่นคะแนน (ขำๆ) เพราะสจ๊วตไม่นุ่งโสร่ง แอร์ไม่ทาทานาคาครับ แซว ๆ ครับ ด้วยเรื่องความปลอดภัยคงจะไม่ได้อยู่แล้ว ก็น่าเสียดายครับ ในขณะที่ทั้งโลกแต่งหน้าเหมือน ๆ กันหมด แต่มีดินแดนนึงที่ผู้คนมีการสำอางใบหน้าด้วยวิธีที่โดดเด่นสะดุดตาเป็นเอกลักษณ์แบบนี้
ด้วยความอยากรู้ จึงนั่งอ่านโบรชัวร์ที่วางอยู่ด้านหน้า ดูว่าทางสายการบินเนี่ย เขามีเส้นทางไปที่ไหนกันบ้าง ส่วนมากจะเป็นไฟลต์รอบ ๆ ในโซนอาเซียนครับ กรุงเทพ เชียงใหม่ ภูเก็ต เวียงจันทร์ โฮจิมินต์ สิงค์โปร ถ้ารอบนอกหน่อยก็จะมีบินไปหลาย ๆ เมืองในอินเดีย คุนหมิง กวางโจว (มีมากกว่านี้) แต่มีจุดที่อ่านแล้วน่าสนใจอยู่ครับ
1. ไม่มีบินตรงไปญี่ปุ่น แต่มีบินตรงไปอินชอน มีไปเกาหลีใต้อันนี้เข้าใจได้ครับ ที่นี่มีการลงทุนจากทางเกาหลีพอสมควร ในย่างกุ้งก็พบเจอร้านอาหารเกาหลี โรงเรียนสอนภาษาเกาหลีอยู่ไม่น้อยเลย
2. มีไฟลต์บินไป Novosibirsk รัสเซียด้วย น่าสนใจมาก ๆ เลย จริงอยู่ว่าเป็นเมืองใหญ่อันดับ 3 แต่ด้วยระยะทางที่เลยคาซัดสถานไปอีก แต่ระดับมีไฟลต์บินตรง น่าสนใจครับว่ามีการเดินทางในเส้นทางนี้ด้วย

อาหารเย็นกึ่ง ๆ ของเบรคบนเครื่องบินครับ เป็นเบอร์เกอร์ ขนมหวาน และน้ำดื่ม ก็พอเหตุพอควรสำหรับไฟลต์ระยะสั้นประมาณ 1 ชั่วโมงนี้ครับ ทั้งนี้ เขาก็ต้องทำเวลามากเลยทีเดียว สัญญาณปลดเข็มขัดดับลงก็แทบจะเริ่มเข็นแจกเลย
ในระหว่างขากลับ อยากแบ่งปันเรื่องราวที่น่าสนใจ คือผมได้นั่งกับเด็กชาวพม่า เข้าใจว่าเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนครับ คาดว่าจะแค่ซัก ม.ต้น ด้วยซ้ำ เพราะมีความดี๊ด๊า ความตื่นเต้นของการได้ขึ้นเครื่องบินครั้งแรก ขอให้ผมช่วยถ่ายคลิปเครื่องเทคออฟ

จุดที่อยากเล่าคือ ในช่วงเครื่องลดระดับจะลงจอด น่าจะช่วงวงแหวนบางปะอิน น้องหันมาถามครับว่า ที่นี่คือประเทศไทยหรือเปล่า เพราะเห็นตามในภาพนี้แล้วถามผมครับว่า "นี่คืออะไร" ทำให้เกิดเรื่องน่าขึ้นในหัวครับว่า จริงสิ เขาต้องไม่เคยเห็นไฟถนนที่สว่างเป็นแนวยาวตลอดทางแบบนี้แน่ ๆ เพราะมองจากยอดตึกในย่างกุ้งผมก็ไม่เห็นจริง ๆ
น่าคิดมากเลยครับ อะไรบางอย่างที่เราไม่เคยสนใจ ไม่เคยรับรู้ มองว่าเป็นเพียงเรื่องปกติอย่างไฟถนน กลับเป็นสิ่งที่แปลกใหม่สำหรับคนอื่น
สุดท้ายนี้ผมก็มาถึงสุวรรณภูมิโดยสวัสดิภาพครับ ปิดจบทริป 4 วัน 3 คืนนี้ ในงบประมาณ 2 หมื่นได้ ถือว่ารับได้ครับจากสถานการณ์ราคาน้ำมันตอนนี้ และรีบกลั้นใจว่าจะรีบลง Pantip ภายใน 1 สัปดาห์ เพราะทริปก่อน ๆ หน้าดองจนลืมครับ
สุดท้ายนี้ อยากจะได้ถอดประสบการณ์ที่ได้รับมาเป็นข้อคิดดี ๆ ให้กับตัวเอง และได้แบ่งปันให้กับผู้ที่สนใจทุกท่าน
ผมไปเมียนมาร์ในฐานะนักเดินทาง (Traveler) ไม่ใช่ นักท่องเที่ยว (Tourist) ไปเพื่อเรียนรู้ พบเจอสิ่งใหม่ ๆ ให้ได้รู้ว่าโลกนี้ช่างกว้างใหญ่ นอกจากเราแล้ว ยังมีดินแดนอื่นบนโลกอีกมาก ที่อาจเหมือนหรือแตกต่างไปจากเรา ดังที่ได้เห็นว่า ผมมีภาพของสภาพแวดล้อมบ้านเขา พอ ๆ กับรูปสถานที่ท่องเที่ยวเลย เพราะผมไปเพื่อ"เดินทาง" ให้ได้รู้ครับ ว่าอีกมุมนึงของโลก ผู้คนเขาอยู่กันอย่างไร และนี่คือผลึกความคิดที่ผมได้รับครับ
ความสงบจากภายใน
ที่นี่ให้บรรยากาศย้อนยุค แต่กลับเต็มไปด้วยความเรียบง่ายอย่างน่าเหลือเชื่อ บนท้องถนนที่เต็มไปด้วย รถยนต์ รถบัส จักรยาน ยันคนข้ามถนน แต่ทุกคนไม่ได้มีท่าทีเร่งรีบ เคร่งเครียด หรือก้าวร้าวต่อกันเลย ในร้านอาหารของดินแดนที่มีไฟฟ้าไม่เพียงพอ ทุกคนกลับไม่แสดงท่าทีกระวนกระวายใด ๆ มีเพียงการทำอาหาร การนั่งกินอาหารกันไปตามปกติ
ก็อยากจะขอบคุณที่เราอยู่ในประเทศที่สามารถบริหารไฟฟ้าได้อย่างเพียงพอ และขอบคุณผู้คนที่นี่ ที่ทำให้เห็นว่า แม้ไฟฟ้าจะดับ พัดลมไม่หมุน ตู้เย็นไม่ทำงาน น้ำแข็งน้ำเย็นไม่มี แต่ผู้คนที่นี่กลับมีความร่มเย็นภายในจิตใจอย่างน่าประทับใจครับ
หรือยากเกินจะคิดฝัน
ด้วยประเทศเขา ยังมีปัญหาความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ ทำให้การเดินทางมีความยากลำบาก มีการตรวจตราตั้งด่านตามถนนด้วยความเข้มงวด รถบรรทุกต้องตรวจของ รถบัสต้องตรวจสัมภาระ เรียกว่าเขาเดินทางไปบางพื้นที่ในประเทศตนเองไม่ได้เสียด้วยซ้ำ เห็นแล้วก็รู้สึกสนใจครับ ว่าผู้คนที่นี่จะมีความคิดแบบ จะเดินทางไปเที่ยวให้ครบ 77 จังหวัด แบบบ้านเราหรือเปล่า เพราะด้วยการเดินทางปกติของเขาก็มีความยากลำบากแล้ว
เมื่อได้ย้อนกลับมามองตัวเอง ก็รู้สึกขอบคุณที่เราอยู่ในประเทศที่มีความปลอดภัย สามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระและโดยสะดวกได้แทบทุกที่
จิตศรัทธา
เมื่อผู้คนที่นี่มีความศรัทธาในศาสนามาก อย่างน้อยทำให้การเดินทางโดยทั่วไปของที่นี่ มีความปลอดภัยมาก เพราะผู้คนยึดหลักคุณธรรมอย่างเหนียวแน่น และยังเป็นแรงขับเคลื่อนให้พวกเขาด้วยแรงศรัทธา ทั้งที่ทางขึ้น-ลงพระธาตุอินทร์แขวนเป็นแบบนั้น แต่ผู้คนก็ยังมุ่งมั่นจะไปสักการะ แม้ว่าจะต้องปูเสื่อนอน และแม้ว่าวิถีชีวิตจะมีความลำบาก แต่ผู้คนก็ยังคงยิ้มแย้ม มุ่งมั่น และทำหน้าที่ของตัวเอง เข้าใจแล้วครับว่า ทำไมผู้คนที่นี่ ที่เข้ามาทำงานในบ้านเราจึงมีความอดทนมาก
เด็กก็คือเด็ก
อย่างไรก็ตาม ตลอดกระทู้ที่ผ่านมา ผมจะกล่าวชื่นชม ยกย่องผู้คนที่นี่ แต่ก็มีบางเรื่องที่อาจไม่เป็นเช่นนั้น คือเด็กครับ ถามสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ เราจะพบกลุ่มเด็กขายของ เด็กเอาของใส่มือ เด็กเดินขอเงิน (ขณะรอรถหน้าชเวดากองผมเจอแบบกราบขอเงินเลยครับ) ถ้ามองด้วยกรอบของเราย่อมรู้สึกไม่โอเคนัก แต่เมื่อพิจารณาถึงวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ ความลำบากของเขา ทำให้เราเข้าใจครับว่า เมื่อเขาอยู่อย่างลำบาก เขาก็ต้องดิ้นรน ทำทุกอย่างที่จะทำได้ ขายของหน้าด่านทางด่วน ตามสี่แยก ตามหน้าตึกโรงแรม
ไม่ได้บอกว่าการทำแบบนี้จะเป็นสิ่งที่ดี แต่อยากเป็นข้อคิดถึงคนที่ไม่พอใจว่าทำไมชีวิตจึงรันทดแบบนี้ โปรดเชื่อเถอะครับ มันไม่ได้แย่มากอย่างที่คิดหรอก
ขอบคุณสิ่งที่มี สิ่งที่เรามีนั้นมากนัก
การเดินทางไปเที่ยวประเทศที่เจริญกว่า ก็อาจเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจ ทำไมเราจึงไม่มีอย่างงั้นอย่างงี้เหมือนบ้านเขา ซึ่งก็ไม่ผิดครับ ความมุ่งมั่นอยากพัฒนาไปสู่สิ่งที่ดีขึ้นเป็นเรื่องที่ดี แต่การตีโพยตีพายว่าเราช่างไม่มีอะไรดีเลยคงไม่ใช่สิ่งที่ดีจริงไหมครับ การได้มาที่นี่ กลับทำให้เราได้รู้ครับว่า สิ่งต่างที่บ้านเรามีนั้นไม่ได้น้อยเลย แต่อาจเป็นสิ่งที่เราไม่เคยสนใจ ไม่เคยนึกถึง เพราะเรามองเป็นเรื่องปกติ
- ดังที่กล่าวมาครับ เรามีไฟฟ้าใช้ตลอด 24 ชั่วโมง
- เราเดินทางไปได้ทั่วทุกที่ในประเทศอย่างปลอดภัย
- เรามีอินเตอร์เน็ตที่รวดเร็วว่องไว และไม่ถูกปิดกั้น เน็ตที่นี่ส่งภาพแทบไม่ไปด้วยซ้ำครับ
- เรามีไฟถนนที่ส่องสว่างเป็นส่วนมาก อย่างน้อยก็ระดับทำคนที่นี่ตกใจที่ได้เห็น
- เรามีพาสปอร์ตที่มีพาวเวอร์ เดินทางไปมาได้โดยสะดวก และมีรายได้มั่งคั่งพอที่จะออกเดินทางท่องเที่ยว
- เรามีจิตสำนึกความเป็นชาติ ไม่ว่าจะเชื้อชาติ/ภูมิภาคใด อย่างน้อยที่สุด ก็รู้สึกร่วมกันว่าเราคือ "คนไทย"เหมือนกันครับ
นี่เป็นเพียงตัวอย่างเล็ก ๆ จากสิ่งล้ำค่าอีกมากที่เรามี แต่เราอาจไม่เคยรับรู้ถึง สิ่งเดียวที่เราอาจยังขาดอยู่ อาจเป็นสิ่งง่าย ๆ ที่เรียกว่า "การรับรู้และขอบคุณในสิ่งที่เรามี" เท่านั้นเองครับ
ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาจนถึงบรรทัดนี้ ไว้พบกันในโอกาสถัดไปครับ
สนธยาในดินแดนทองคำ [เมียนมาร์ 2026] EP.6 และการตกผลึกความคิด
ตลอดทั้งซีรีย์
สนธยาในดินแดนทองคำ [เมียนมาร์ 2026] - Pantip
สนธยาในดินแดนทองคำ [MYANMAR] Ep.2 - Pantip
สนธยาในดินแดนทองคำ [เมียนมาร์ 2026] EP.3 - Pantip
สนธยาในดินแดนทองคำ [เมียนมาร์ 2026] EP.4 - Pantip
สนธยาในดินแดนทองคำ [เมียนมาร์ 2026] EP.5 - Pantip
สนธยาในดินแดนทองคำ [เมียนมาร์ 2026] EP.6 และการตกผลึกความคิด - Pantip
สำหรับในวันสุดท้ายนี้ จริง ๆ ไม่ได้เที่ยวที่ไหนเป็นพิเศษ จะเป็นการตระเวนหาซื้อของฝากเล็ก ๆ น้อยครับ ไม่หรอก เรื่องของเรื่องคือ เงินจ๊าดแลกกลับเป็นเงินบาทไม่คุ้มอย่างไรครับ ทางที่ดีคือหาทางใช้ให้หมดดีกว่า
เช้านี้ เราเลยเดินจากโรงแรมที่ร้านอาหารไทใหญ่แห่งหนึ่ง อยู่ในห้างบริเวณเจดีย์ชูเล่ครับ
ให้ภาพเล่าเรื่องครับ
อาหารสไตล์ไทใหญ่ ส่วนมากจะเป็นเมนูเส้น ๆ กับเต้าหู้ครับ
เจออะไรที่คุ้นเคยเลยลองด้วยความอยากรู้ นอกจากในย่างกุ้งแล้วแทบไม่มีร้านกาแฟเลย ด้วยวัฒนธรรมที่นี่คนจะนิยมดื่มชาเป็นหลักครับ
มองจากห้าง Junction city mall เป็นห้างในระดับถึงของที่นี่ สังเกตว่าถนนหนทางของเขามีความร่มรื่น ต้นไม้ใหญ่ ฟุตบาทก็กว้างและสะอาดครับ เต็มไปด้วยผู้คนกำลังรอรถเมล์ มองไปไหนฝั่งตรงข้ามจะเห็นว่า รถจะจอดริมถนนแบบถอยเข้าซองเลยครับ ทำให้จอดได้เยอะ
เช้าวันนี้ เป็นการมาซื้อของที่ตลาด Bogyoke Aung San Market เป็นตลาดเก่าแก่ของที่นี่ มีชื่อเสียงด้านหยก และอัญมณีต่าง ๆ รวมไปถึงผลงานด้านงานไม้ เขาสะสมองค์ความรู้ทางงานไม้ไว้ได้เยี่ยมมาก มีความละเอียดและปราณีตสูง
แต่หากไม่ได้สนใจเรื่อง หยก อัญมณี หรืองานไม้ ที่นี่อาจไม่ตอบโจทย์ครับเพราะขายของแบบเดียวกันเกือบทั้งตลาด รวมไปถึงอยากให้ซื้อกันอย่างมีสตินะครับ เนื่องจากที่นี่จะค่อนข้างเข้มงวดเรื่องการนำอัญมณีออกนอกประเทศ ผมเองก็มีเจ้าหน้าที่สนามบินขอให้เปิดกระเป๋า เพราะสแกนเจอกำไลหยกที่ผมซื้อฝากคนในครอบครัวนี่แหละไม่ได้เยอะและราคาไม่สูง จึงไม่มีอะไร ยังไงเพื่อความไม่ประมาทควรมีการขอใบเสร็จร้านค้าเอาไว้ และอย่าซื้อเยอะจนเกินควรครับ
เสร็จจากการซื้อของต่าง ๆ (ละลายเงิน) ก็ไม่เหลือเงินแล้ว เลยมาที่สนามบินย่างกุ้งเลยครับ เช่นเคย มีการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด ก่อนทางเข้าสนามบินมีด่านตรวจที่ถามว่าเรามาจากไหนด้วย ก่อนจะเข้าไปยังเคาน์เตอร์เช็คอิน จะมีการตรวจสแกนกระเป๋าตั้งแต่ที่ประตู เพื่อดูของที่จะนำออกนอกประเทศ ที่ของผมมีการเปิดขอดูกำไลหยกดังที่เคยกล่าวไปครับ
ขากลับนี้ ผมจะบินด้วย Myanmar Airline ของบ้านเขาครับ ตรวจสอบแล้วการเช็คอินออนไลน์ค่อนข้างยุ่งยากพอสมควร จึงมาเช็คอินที่สนามบิน ด้วยความเป็นไฟลต์กลับกรุงเทพของสายการบินบ้านเขา ได้สังเกตครับว่า ชาวพม่าที่จะบินเข้าประเทศไทยเกือบทุกคนจะหิ้วแฟ้มซองเอกสารไว้กับตัว อาจแสดงว่าการเข้าไทยของเขาต้องเตรียมเอกสารพอสมควรเลยครับ
บรรยากาศหลังเข้ามาใน Gate บรรยากาศค่อนข้างเงียบเหงา มีของทุกอย่างที่มีใน Bogyoke Aung San Market ในราคาที่อัพเกิน 2 เท่า
บอกลาด้วยพระอาทิตย์ตกจากย่างกุ้งครับ
บรรยากาศการกลับบ้านด้วย Myanmar Airline ขออนุญาตหั่นคะแนน (ขำๆ) เพราะสจ๊วตไม่นุ่งโสร่ง แอร์ไม่ทาทานาคาครับ แซว ๆ ครับ ด้วยเรื่องความปลอดภัยคงจะไม่ได้อยู่แล้ว ก็น่าเสียดายครับ ในขณะที่ทั้งโลกแต่งหน้าเหมือน ๆ กันหมด แต่มีดินแดนนึงที่ผู้คนมีการสำอางใบหน้าด้วยวิธีที่โดดเด่นสะดุดตาเป็นเอกลักษณ์แบบนี้
ด้วยความอยากรู้ จึงนั่งอ่านโบรชัวร์ที่วางอยู่ด้านหน้า ดูว่าทางสายการบินเนี่ย เขามีเส้นทางไปที่ไหนกันบ้าง ส่วนมากจะเป็นไฟลต์รอบ ๆ ในโซนอาเซียนครับ กรุงเทพ เชียงใหม่ ภูเก็ต เวียงจันทร์ โฮจิมินต์ สิงค์โปร ถ้ารอบนอกหน่อยก็จะมีบินไปหลาย ๆ เมืองในอินเดีย คุนหมิง กวางโจว (มีมากกว่านี้) แต่มีจุดที่อ่านแล้วน่าสนใจอยู่ครับ
1. ไม่มีบินตรงไปญี่ปุ่น แต่มีบินตรงไปอินชอน มีไปเกาหลีใต้อันนี้เข้าใจได้ครับ ที่นี่มีการลงทุนจากทางเกาหลีพอสมควร ในย่างกุ้งก็พบเจอร้านอาหารเกาหลี โรงเรียนสอนภาษาเกาหลีอยู่ไม่น้อยเลย
2. มีไฟลต์บินไป Novosibirsk รัสเซียด้วย น่าสนใจมาก ๆ เลย จริงอยู่ว่าเป็นเมืองใหญ่อันดับ 3 แต่ด้วยระยะทางที่เลยคาซัดสถานไปอีก แต่ระดับมีไฟลต์บินตรง น่าสนใจครับว่ามีการเดินทางในเส้นทางนี้ด้วย
อาหารเย็นกึ่ง ๆ ของเบรคบนเครื่องบินครับ เป็นเบอร์เกอร์ ขนมหวาน และน้ำดื่ม ก็พอเหตุพอควรสำหรับไฟลต์ระยะสั้นประมาณ 1 ชั่วโมงนี้ครับ ทั้งนี้ เขาก็ต้องทำเวลามากเลยทีเดียว สัญญาณปลดเข็มขัดดับลงก็แทบจะเริ่มเข็นแจกเลย
ในระหว่างขากลับ อยากแบ่งปันเรื่องราวที่น่าสนใจ คือผมได้นั่งกับเด็กชาวพม่า เข้าใจว่าเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนครับ คาดว่าจะแค่ซัก ม.ต้น ด้วยซ้ำ เพราะมีความดี๊ด๊า ความตื่นเต้นของการได้ขึ้นเครื่องบินครั้งแรก ขอให้ผมช่วยถ่ายคลิปเครื่องเทคออฟ
จุดที่อยากเล่าคือ ในช่วงเครื่องลดระดับจะลงจอด น่าจะช่วงวงแหวนบางปะอิน น้องหันมาถามครับว่า ที่นี่คือประเทศไทยหรือเปล่า เพราะเห็นตามในภาพนี้แล้วถามผมครับว่า "นี่คืออะไร" ทำให้เกิดเรื่องน่าขึ้นในหัวครับว่า จริงสิ เขาต้องไม่เคยเห็นไฟถนนที่สว่างเป็นแนวยาวตลอดทางแบบนี้แน่ ๆ เพราะมองจากยอดตึกในย่างกุ้งผมก็ไม่เห็นจริง ๆ
น่าคิดมากเลยครับ อะไรบางอย่างที่เราไม่เคยสนใจ ไม่เคยรับรู้ มองว่าเป็นเพียงเรื่องปกติอย่างไฟถนน กลับเป็นสิ่งที่แปลกใหม่สำหรับคนอื่น
สุดท้ายนี้ผมก็มาถึงสุวรรณภูมิโดยสวัสดิภาพครับ ปิดจบทริป 4 วัน 3 คืนนี้ ในงบประมาณ 2 หมื่นได้ ถือว่ารับได้ครับจากสถานการณ์ราคาน้ำมันตอนนี้ และรีบกลั้นใจว่าจะรีบลง Pantip ภายใน 1 สัปดาห์ เพราะทริปก่อน ๆ หน้าดองจนลืมครับ
สุดท้ายนี้ อยากจะได้ถอดประสบการณ์ที่ได้รับมาเป็นข้อคิดดี ๆ ให้กับตัวเอง และได้แบ่งปันให้กับผู้ที่สนใจทุกท่าน
ผมไปเมียนมาร์ในฐานะนักเดินทาง (Traveler) ไม่ใช่ นักท่องเที่ยว (Tourist) ไปเพื่อเรียนรู้ พบเจอสิ่งใหม่ ๆ ให้ได้รู้ว่าโลกนี้ช่างกว้างใหญ่ นอกจากเราแล้ว ยังมีดินแดนอื่นบนโลกอีกมาก ที่อาจเหมือนหรือแตกต่างไปจากเรา ดังที่ได้เห็นว่า ผมมีภาพของสภาพแวดล้อมบ้านเขา พอ ๆ กับรูปสถานที่ท่องเที่ยวเลย เพราะผมไปเพื่อ"เดินทาง" ให้ได้รู้ครับ ว่าอีกมุมนึงของโลก ผู้คนเขาอยู่กันอย่างไร และนี่คือผลึกความคิดที่ผมได้รับครับ
ความสงบจากภายใน
ที่นี่ให้บรรยากาศย้อนยุค แต่กลับเต็มไปด้วยความเรียบง่ายอย่างน่าเหลือเชื่อ บนท้องถนนที่เต็มไปด้วย รถยนต์ รถบัส จักรยาน ยันคนข้ามถนน แต่ทุกคนไม่ได้มีท่าทีเร่งรีบ เคร่งเครียด หรือก้าวร้าวต่อกันเลย ในร้านอาหารของดินแดนที่มีไฟฟ้าไม่เพียงพอ ทุกคนกลับไม่แสดงท่าทีกระวนกระวายใด ๆ มีเพียงการทำอาหาร การนั่งกินอาหารกันไปตามปกติ
ก็อยากจะขอบคุณที่เราอยู่ในประเทศที่สามารถบริหารไฟฟ้าได้อย่างเพียงพอ และขอบคุณผู้คนที่นี่ ที่ทำให้เห็นว่า แม้ไฟฟ้าจะดับ พัดลมไม่หมุน ตู้เย็นไม่ทำงาน น้ำแข็งน้ำเย็นไม่มี แต่ผู้คนที่นี่กลับมีความร่มเย็นภายในจิตใจอย่างน่าประทับใจครับ
หรือยากเกินจะคิดฝัน
ด้วยประเทศเขา ยังมีปัญหาความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ ทำให้การเดินทางมีความยากลำบาก มีการตรวจตราตั้งด่านตามถนนด้วยความเข้มงวด รถบรรทุกต้องตรวจของ รถบัสต้องตรวจสัมภาระ เรียกว่าเขาเดินทางไปบางพื้นที่ในประเทศตนเองไม่ได้เสียด้วยซ้ำ เห็นแล้วก็รู้สึกสนใจครับ ว่าผู้คนที่นี่จะมีความคิดแบบ จะเดินทางไปเที่ยวให้ครบ 77 จังหวัด แบบบ้านเราหรือเปล่า เพราะด้วยการเดินทางปกติของเขาก็มีความยากลำบากแล้ว
เมื่อได้ย้อนกลับมามองตัวเอง ก็รู้สึกขอบคุณที่เราอยู่ในประเทศที่มีความปลอดภัย สามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระและโดยสะดวกได้แทบทุกที่
จิตศรัทธา
เมื่อผู้คนที่นี่มีความศรัทธาในศาสนามาก อย่างน้อยทำให้การเดินทางโดยทั่วไปของที่นี่ มีความปลอดภัยมาก เพราะผู้คนยึดหลักคุณธรรมอย่างเหนียวแน่น และยังเป็นแรงขับเคลื่อนให้พวกเขาด้วยแรงศรัทธา ทั้งที่ทางขึ้น-ลงพระธาตุอินทร์แขวนเป็นแบบนั้น แต่ผู้คนก็ยังมุ่งมั่นจะไปสักการะ แม้ว่าจะต้องปูเสื่อนอน และแม้ว่าวิถีชีวิตจะมีความลำบาก แต่ผู้คนก็ยังคงยิ้มแย้ม มุ่งมั่น และทำหน้าที่ของตัวเอง เข้าใจแล้วครับว่า ทำไมผู้คนที่นี่ ที่เข้ามาทำงานในบ้านเราจึงมีความอดทนมาก
เด็กก็คือเด็ก
อย่างไรก็ตาม ตลอดกระทู้ที่ผ่านมา ผมจะกล่าวชื่นชม ยกย่องผู้คนที่นี่ แต่ก็มีบางเรื่องที่อาจไม่เป็นเช่นนั้น คือเด็กครับ ถามสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ เราจะพบกลุ่มเด็กขายของ เด็กเอาของใส่มือ เด็กเดินขอเงิน (ขณะรอรถหน้าชเวดากองผมเจอแบบกราบขอเงินเลยครับ) ถ้ามองด้วยกรอบของเราย่อมรู้สึกไม่โอเคนัก แต่เมื่อพิจารณาถึงวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ ความลำบากของเขา ทำให้เราเข้าใจครับว่า เมื่อเขาอยู่อย่างลำบาก เขาก็ต้องดิ้นรน ทำทุกอย่างที่จะทำได้ ขายของหน้าด่านทางด่วน ตามสี่แยก ตามหน้าตึกโรงแรม
ไม่ได้บอกว่าการทำแบบนี้จะเป็นสิ่งที่ดี แต่อยากเป็นข้อคิดถึงคนที่ไม่พอใจว่าทำไมชีวิตจึงรันทดแบบนี้ โปรดเชื่อเถอะครับ มันไม่ได้แย่มากอย่างที่คิดหรอก
ขอบคุณสิ่งที่มี สิ่งที่เรามีนั้นมากนัก
การเดินทางไปเที่ยวประเทศที่เจริญกว่า ก็อาจเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจ ทำไมเราจึงไม่มีอย่างงั้นอย่างงี้เหมือนบ้านเขา ซึ่งก็ไม่ผิดครับ ความมุ่งมั่นอยากพัฒนาไปสู่สิ่งที่ดีขึ้นเป็นเรื่องที่ดี แต่การตีโพยตีพายว่าเราช่างไม่มีอะไรดีเลยคงไม่ใช่สิ่งที่ดีจริงไหมครับ การได้มาที่นี่ กลับทำให้เราได้รู้ครับว่า สิ่งต่างที่บ้านเรามีนั้นไม่ได้น้อยเลย แต่อาจเป็นสิ่งที่เราไม่เคยสนใจ ไม่เคยนึกถึง เพราะเรามองเป็นเรื่องปกติ
- ดังที่กล่าวมาครับ เรามีไฟฟ้าใช้ตลอด 24 ชั่วโมง
- เราเดินทางไปได้ทั่วทุกที่ในประเทศอย่างปลอดภัย
- เรามีอินเตอร์เน็ตที่รวดเร็วว่องไว และไม่ถูกปิดกั้น เน็ตที่นี่ส่งภาพแทบไม่ไปด้วยซ้ำครับ
- เรามีไฟถนนที่ส่องสว่างเป็นส่วนมาก อย่างน้อยก็ระดับทำคนที่นี่ตกใจที่ได้เห็น
- เรามีพาสปอร์ตที่มีพาวเวอร์ เดินทางไปมาได้โดยสะดวก และมีรายได้มั่งคั่งพอที่จะออกเดินทางท่องเที่ยว
- เรามีจิตสำนึกความเป็นชาติ ไม่ว่าจะเชื้อชาติ/ภูมิภาคใด อย่างน้อยที่สุด ก็รู้สึกร่วมกันว่าเราคือ "คนไทย"เหมือนกันครับ
นี่เป็นเพียงตัวอย่างเล็ก ๆ จากสิ่งล้ำค่าอีกมากที่เรามี แต่เราอาจไม่เคยรับรู้ถึง สิ่งเดียวที่เราอาจยังขาดอยู่ อาจเป็นสิ่งง่าย ๆ ที่เรียกว่า "การรับรู้และขอบคุณในสิ่งที่เรามี" เท่านั้นเองครับ
ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาจนถึงบรรทัดนี้ ไว้พบกันในโอกาสถัดไปครับ