[CR] สนธยาในดินแดนทองคำ [เมียนมาร์ 2026]

สวัสดีมิตรชาวพันทิปทุกท่าน ในช่วงที่ผ่านมา ทางจขกท. มีโอกาสได้ไปเยือน เมียนมาร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในดินแดนที่ตัวเองใฝ่ฝันมาตลอดจากในหนังสือท่องเที่ยวตั้งแต่ยังเป็นนักเรียน จนรู้สึกอยากจะได้มาเยือนสักครั้ง จนในที่สุดก็ได้เริ่มขึ้น

เริ่มเดินทางจากสนามบินดอนเมือง ไปยังย่างกุ้ง ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง และปรับไทม์โซนที่ช้ากว่าเรา 30 นาที  เมื่อเครื่องลงจอดแล้วเดินไปไม่นานก็เข้าสู่ด่านตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งมีชาวต่างชาติมาไม่เยอะมากครับ รอประมาณ 10 นาที ก็เสร็จกระบวนการไปพบกับไกด์ที่นัดเอาไว้และให้ไกด์พาไปหาร้านอาหารเช้า


บรรยากาศขณะออกจากสนามบิน ที่นี่อาจจะเป็นสนามบินเดียวในโลกครับ ที่ที่จอดจักรยานเต็ม แต่ที่จอดรถยนต์โล่งจนบางตา


ที่นี่เดิมเคยขับรถทางฝั่งซ้ายเหมือนกับของเรา แต่มีการเปลี่ยนมาขับทางขวาในภายหลังครับ ทำให้ที่นี่มีทั้งรถพวงมาลัยฝั่งซ้ายและพวงมาลัยฝั่งขวาขับปะปนกันบนท้องถนน รถของไกด์ตอนยื่นบัตรจอดรถ พนักงานต้องใช้ไม้ผูกตะกร้ายื่นเข้ามาในรถให้เอาเงินวางครับ

เริ่มมื้อแรก เดินไปสะดุดตากับร้านนี้เข้า ไกด์แจ้งว่าเป็นอาหารมัณฑะเลย์ ซึ่งมาจากตอนกลางของพม่าครับ ลองสั่งแบบสุ่ม ๆ คล้ายเส้นผัดกับอะไรซักอย่าง แต่รสชาติดีครับแถมเสิร์ฟคู่กับน้ำซุปด้วย

ขณะที่กำลังรับประทานอยู่ เกิดไฟดับขึ้นครับ ไกด์เล่าว่าที่นี่ไฟฟ้าไม่เพียงพอ จะมีไฟฟ้าใช้เป็นบางเวลา แต่ความประทับใจคือ ถึงแม้ว่าไฟจะดับ แต่ทุกกิจกรรมของที่นี่ ยังคงดำเนินต่อไปครับ เหล่าแม่ครัวต่างก้มหน้าทำอาหาร(แบบมืดๆ) ไปตามปกติ ลูกค้าในร้านต่างก็นั่งพูดคุย นั่งดื่มด่ำมื้ออาหารไปตามปกติ โดยไม่เกี่ยงงอนกับความร้อนเมื่อไม่มีพัดลมเลย

กำหนดการวันที่ 1 คือเราจะเดินทางจากย่างกุ้งไปยังพระธาตุอินทร์แขวนครับ มีระยะทางประมาณ 200 กิโลเมตร แต่เนื่องจากถนนที่นี่ทำความเร็วได้ไม่มาก ประกอบกับมีการตั้งด่านตรวจเป็นระยะ จึงคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 3 - 4 ชั่วโมงและแนะนำให้ออกเดินทางกันเลยครับ

บนถนนทางด่วนระหว่างการเดินทางไปพระธาตุอินทร์แขวนครับ ถนนโดยรวมค่อนข้างโล่ง แต่คาดว่าคงมีกฏจราจรที่เข้มงวด ไกด์ขับโดยเฉลี่ยอยู่ประมาณ 80 กิโลเมตรเท่านั้น

สะพานข้ามแม่น้ำสะโตง เป็นแม่น้ำที่กว้างใหญ่มาก ดูด้วยสายตาอาจจะกว้างกว่าแ่น้ำเจ้าพระยาเสียอีก อย่างไรก็ดี หลังจากข้ามแม่น้ำสะโตงมาแล้ว จะเข้าสู่รัฐมอญครับ อย่างที่ทราบกันว่าในเมียนมาร์ประกอบด้วยหลายชาติพันธ์ุและมีปัญหาความขัดแย้งกันภายใน เมื่อเข้าสู่รัฐมอญแล้ว จะเริ่มมีด่านตรวจที่เข้มงวดขึ้นมากครับ รถบัสขนคนต้องมีการตรวจสัมภาระใต้ท้องรถ รถบรรทุกต้องตรวจสอบของที่บรรทุก แม้แต่รถขนคนอย่างเราเอง ไกด์ต้องขอพาสปอร์ตกับใบของโรงแรมของเรา เดินไปทำเอกสารกับทางด่านตรวจเลยครับ

ไกด์เล่าว่า ที่นี่เป็นเขตของชาวมอญ จะเข้มงวดกับชาวต่างชาติ โดยเฉพาะหากเป็นชาติตะวันตกจะต้องทำเรื่อง ทำเอกสารกันมากกว่านี้ครับ ซึ่งเป็นโชคดีของเราอย่างยิ่งถึงสองประการ 1) การเป็นชาวไทยทำให้มีความผ่อนปรนลงพอสมควร บางด่านเพียงไกด์บอกว่า คนไทยไปพระธาตุอินทร์แขวน ก็อนุญาตทันที คาดว่าอาจเป็นเพราะในไทยเองก็มีชาวมอญอยู่มาก 2) รู้สึกขอบคุณในสิ่งดี ๆ ที่เรามีอยู่ตลอดแต่กลับไม่เคยนึกถึง คือ การอยู่ในประเทศที่มีความปลอดภัย และสามารถเดินทางไปมาหาสู่ได้อย่างสะดวกสบายใน"แทบจะ"ทุกพื้นที่ของประเทศตนเอง

เมื่อเข้าสู่รัฐมอญแล้ว นอกจากด่านตรวจที่จะเริ่มถี่มากขึ้น สวนทางกับสภาพของถนนและบ้านเมืองริมทางที่เริ่มย้อนยุคไปเรื่อย ๆ ครับ ทั้งนี้ ให้ความยุติธรรม ถนนทั้งหมดยังเป็นถนนคอนกรีต ถนนลาดยางครับ เพียงริมถนนที่นี่จะเริ่มเป็นดินแดง ดินลูกรังแล้ว

หลังจากเข้าสู่รัฐมอญได้ซักพัก ก็เริ่มหิว จึงให้ไกด์แนะนำพาแวะกินอาหารครับ


คนที่นี่นิยมกินกันแบบข้าวแกงครับ แต่แกงของเขาโดยรวมจะค่อนข้างมัน และคล้ายกันต่างกันแค่เนื้อสัตว์ครับ ผมเลือกมาเป็นเนื้อแกะ กับแพะ ทางร้านก็จะตักใส่ชามให้เรา ปริมาณแกงที่ตักจะไม่เยอะมากครับ แต่ที่เสิร์ฟตามมาอย่างจุใจเลยคือ ข้าวครับ ได้ข้าวชามโตระดับร้านป้าหน้าปากซอยเป็นต้องอาย พร้อมกับเซ็ทผัก น้ำพริก ปลาร้า เครื่องเคียงต่าง ๆ แถมซุปให้อีกถ้วย พร้อมชาอีก 1 กา เรียกว่าครบถ้วนไม่ต้องสั่งอะไรเพิ่มเลยครับ

รสชาติโดยรวมจะคล้ายกับแกงของบ้านเรา หมายถึงรูปแบบการกินโดยรวมครับที่จะกินแกงกับผักกับน้ำพริก โดยแกงรสจัดจ้านช่วยให้รู้สึกดีกับสภาพอากาศร้อน ๆ และไม่มีพัดลมมากเลย

คนที่นี่มีความใจบุญสูงมากครับ จากที่เจอกล่องบริจาคของที่นี่ หลาย ๆ ตู้ จะมีเงินเต็มตู้แบบนี้เลย

ริมถนนของร้านอาหารที่จุดพักรถระหว่างทางครับ

หลังจากรับประทานอาหารกลางวันเสร็จแล้ว ก็ออกเดินทางต่ออีกประมาณ 40 นาที ก็มาถึงเมือง Kin pun ครับ เป็นเมืองสำหรับขึ้นรถไปพระธาตุอนทร์แขวนซึ่งอยู่บนยอดเขา ไม่ว่าจะมากับรถของไกด์ แต่การขึ้นไปบนพระธาตุเราจะยังต้องนั่งรถหกล้อครับ

เชื่อว่าทุกท่านที่กำลังอ่านกระทู้นี้ คงอาจเคยทราบมาบ้างว่าการขึ้นพระธาตุอินทร์แขวน จะต้องนั่งรถหกล้อผ่านถนนตะปุ่มตะป่ำขึ้นไป ซึ่งผมเองก็เข้าใจแบบนี้มาตั้งแต่หนังสือที่เคยอ่านเมื่อสิบกว่าปีก่อน ทุกอย่างยังเหมือนตามในหนังสือครับผม! เพิ่มเติมแค่เหมือนจะมีหลังคาบังแดดให้เพิ่มเท่านั้นเอง  

ที่ท่ารถ ทุกคนที่จะขึ้นพระธาตุจะได้มานั่งท้ายรถหกล้อครับ เมื่อเต็มคันรถ จะมีพนักงานมาเก็บเงิน


บางส่วนของการขึ้นพระธาตุครับ ถนนส่วนมากยังตะปุ่มตะป่ำ แต่ถือว่าดีกว่าที่คิดมาก บรรยากาศคล้ายนั่งรถไฟเหาะมากครับ เพราะเป็นรถบรรทุกบนทางสูงชันที่แคบ ทำให้รถต้องเร่งตลอดเวลา

ทั้งนี้ระหว่างทางขึ้น รถจะมีการแวะจอดพัก ที่จะมีคนประกาศเหมือนขอเชิญชวนร่วมทำบุญสมทบทุน และพูดจบคนก็ควักเงินกันใส่ขัน  จะมีการจอดแบบนี้ 2-3 ครั้ง ในมุมของผมเห็นนัยยะของเรื่องนี้สองอย่างครับ 1) เป็นการพักรถไปในตัว เพราะทางขึ้นลงค่อนข้างใช้พลังรถมาก 2) จอดแบบนี้จะได้เคลียร์ช่องทางจราจร ให้ฝ่ายขึ้นฝ่ายลงสลับกันครับ

โดยรวมก็ต้องบอกว่า​ ทางค่อนข้างวิบากและท้าทายอย่างมาก​ แต่ก็แสดงถึงจิตศรัทธาของชาวพม่ามีทั้งเด็กผู้หญิงและคนแก่ก็ยังนั่งร่วมกันบนรถนี้ไปด้วยจุดหมายเดียวกัน

 หลังจากเดินทางขึ้นเขาประมาณ 40 นาทีก็ขึ้นมาบนยอดเขาแล้วครับ แต่ช้าก่อน จากท่ารถนี้ เรายังต้องเดินจนกว่าจะถึงพระธาตุและที่พักครับ ณ จุดนี้ ใครอยากเป็นเจ้าครองนคร ก็สามารถใช้บริการเสลี่ยงแบกหามได้ครับ เพราะระยะทางอาจไม่ไกลมากแต่มีความชันอยู่เหมือนกัน

ก่อนจะเข้าห้องพัก จะผ่านสำนักงาน เราต้องชำระค่าเข้าก่อนครับ บัตรกำกับชัดเจน ค่าเข้าสำหรับชาวต่างชาติ

บรรยากาศภายในโรงแรม การมาสักการะเลือกได้ว่าจะนอนบนเขาเลยหรือนอนข้างล่าง แต่แนะนำว่า นอนบนเขาเลยจะสะดวกกว่าครับ เพราะรถลงเขามีถึงแค่หกโมงเย็น และจะได้ชมพระธาตุตอนกลางคืนที่สวยงามมากๆ

ขณะที่เข้าไปถ่ายในห้องพัก ไฟดับอยู่ใช้อะไรไม่ได้เลยครับ โรงแรมเองก็ทำไวนิลประกาศตรง ๆ เลยว่าจะเปิดเครื่องปั่นไฟให้ในช่วงเย็น ที่ไม่มีไฟใช้ไม่ใช่ความผิดเรานะ แต่ทั้งนี้เราอยู่บนเขา อากาศจึงไม่ร้อนมากครับ แต่ก็ไม่ได้เย็นเหมือนกัน เรียกว่า หากเราเคยชินกับพัดลมกับแอร์ตลอดก็ต้องปรับตัวครับ

เวลาประมาณ 17.30 ได้นัดกับไกด์มาสักการะพระธาตุครับ โดยอยู่ไม่ไกลจากที่พักมาก จะเจอรูปปั้นสิงห์รอต้อนรับ ทั้งนี้ วัดในเมียนมาร์เราจะต้องเท้าเปล่าตั้งแต่หน้าประตู ถอดทั้งถุงเท้าและรองเท้าครับ

หลังจากเดินเท้าเปล่าจากประตูมาได้ซักพัก ยามเย็นก็เจอกับภาพที่เกินจะบรรยายครับ ภาพของพระธาตุอินทร์แขวนสีเหลืองทอง สะท้อนกับแสงอาทิตย์อัสดง โดยมีต้นไม้และภูเขาสูงใหญ่เป็นฉากหลัง ให้ความรู้สึกที่มีมนต์ขลังและประทับใจเกินจะบรรยายจริง ๆ

เหล่าผู้คนชาวพม่าที่ขึ้นมาสักการะด้วยแรงศรัทธา



เราสามารถเข้าไปปิดทองที่พระธาตุได้ครับ มีเจ้าหน้าที่คอยแนะนำช่วยเหลืออย่างดี พูดภาษาไทยได้ด้วย แต่ทั้งนี้ อนุญาตให้เฉพาะผู้ชายครับ

บรรยากาศขุนเขาที่เป็นฉากหลัง ไกด์ชี้ให้ดูครับว่า จากบนนี้เราสามารถมองเห็นแม่น้ำสะโตงได้ ซึ่งด้วยตาจริง มองเห็นจริง ๆ ครับ น่าเสียดายที่กล้องจับภาพไม่ได้

หลังจากเก็บภาพบรรยากาศ สักการะ และปิดทองเสร็จแล้ว บริเวณรอบพระธาตุจะมีบริเวณตลาดและร้านอาหารครับ  หลายๆร้าน ชวนเราเป็นภาษาไทยเลย

มองลงไปแล้วรู้สึกน่าทึ่ง ที่เขาสามารถสร้างเมืองในสเกลระดับนี้บนยอดเขาสูงชันแบบนี้ได้


อาหารเย็นวันนี้ ยังคงเป็นข้าวแกงเหมือนเดิมครับ ส่วนตัวประทับใจในระบบร้านอาหารของที่นี่ สั่งแกง ได้ผักได้ข้าวได้ซุปได้ชาทันที อะไรจะคุ้มค่าขนาดนี้

แน่นอนครับ ในช่วงเย็น มีอาการไฟดับเป็นระยะ ดับแบบดับจริง ๆ ไม่ใช่เซอ์ไพร้วันเกิดครับ แต่เช่นเคย คนที่นี่ก็ยังดำเนินกิจกรรมไปตามปกติ

หลังจากทานข้าวเย็นเรียบร้อย ก็ได้เวลาสักการะพระธาตุในยามค่ำคืนครับ แสงจากไฟทำให้พระธาตุส่องแสงเหลืองทองอร่าม ให้ความรู้สึกถึงมนต์ขลังที่อลังการ

ที่ประทับใจมากไปกว่านั้นคือ จิตศรัทธาของชาวพม่าครับ ในบริเวณวัดมีลานลักษณะดังในภาพแ ไกด์อธิบายว่า ที่พักบนนี้มีราคาค่อนข้างสูง ชาวบ้านจึงปูเสื่อนอนที่ลานบริเวณนี้เลย ต้องขอยอมรับในความศรัทธาในพุทธศาสนาอย่างสุดหัวใจโดยไม่ย่อท้อถึงความลำบากของคนที่นี่จริง ๆ ครับ

และปิดท้ายของวันที่ 1 ด้วยการนอนแบบต้องรีบนอนก่อนที่ไฟดับ ไม่มีแอร์ใช้ครับผม
ขอบคุณทุกท่านที่อ่านจนถึงบรรทัดนี้ครับ
ชื่อสินค้า:   -
คะแนน:     

CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้

  • - จ่ายเงินซื้อเอง หรือได้รับจากคนรู้จักที่ไม่ใช่เจ้าของสินค้า เช่น เพื่อนซื้อให้
  • - ไม่ได้รับค่าจ้างและผลประโยชน์ใดๆ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่