สวัสดีมิตรสหายชาวพันทิปทุกท่านครับ หลังจากในวันที่ 1 ได้มีโอกาสสักการะพระธาตุอินทร์แขวน กระทู้นี้ก็จะขอเล่าประสบการณ์ในวันที่ 2 ที่จะเป็นการลงเขาและท่องเที่ยวในเมืองพะโคครับ
เกริ่นความเดิมจากตอนที่แล้ว ในคืนนี้ เราจะนอนกันแบบไม่มีไฟฟ้าใช้ครับ ทางโรงแรมประกาศว่า จะเปิดเครื่องปั่นไฟถึง 5 ทุ่ม จึงต้องรีบนอนก่อนไฟจะดับครับ จำได้แค่ว่า สะดุ้งตื่นด้วยความร้อนอยู่แว้บนึง ก็ต้องข่มตานอนกันต่อเพราะทำอะไรไม่ได้เลยครับ จำได้แค่ว่ามืดสนิทเลย
เช้าวันนี้ พวกเราตื่นแต่เช้าเพื่อไปชมพระธาตุในตอนเช้าครับ อุณหภูมิประมาณ 22 องศา กำลังเย็นสบาย มีหมอกหนาเพิ่มความน่าพิศวงครับ

เดินเท้าจากโรงแรมไปยังพระธาตุ พร้อมซึมซับวิถีชีวิตของผู้คนที่นี่ มีทั้งออกมาทำงาน ออกมาไหว้พระธาตุ ออกมาใส่บาตรครับ

มนต์อัศจรรย์ของพระธาตุ มองจากจุดชมวิวโดยมีม่านหมอกเป็นพื้นหลัง รู้สึกตื่นตันใจและมีสเน่ห์มนต์ขลังอย่างบอกไม่ถูกครับ รู้สึกน่าทึ่งจริงที่สถานที่แห่งนี้อยู่ใกล้กับบ้านเรานี่เอง

บรรยากาศในยามเช้า เต็มไปด้วยผู้คนชาวพม่า ที่เข้ามาสักการะปิดทอง รวมถึงถวายภัตตาหารกันเนืองแน่นตั้งแต่เช้าครับ

6.40 ดวงอาทิตย์น่าจะเริ่มขึ้น หมอกเริ่มจางจง

อย่างที่ทราบในกระทู้ที่แล้ว ใครอยากเป็นเจ้าครองนคร ก็ใช้บริการเสลี่ยงแบกหามได้นะครับ

ความคึกคักของบรรยากาศหน้าทางเข้า

ยังมีพบรอยบ้วนหมากอยู่บ้าง และยังเจอคน

น้ำหมากตามทางอยู่บ้าง แต่ไม่บ่อยนักและเจอน้อยกว่าที่คิดครับ

กลับมาทานอาหารเช้าแบบ Breakfast ที่โรงแรมครับ เมนูทุกอย่างแทบจะทำสดใหม่หรือเป็นวัตถุดิบภายในประเทศทั้งหมด เนื่องจากยังไม่มีการค้าขายกับต่างประเทศมากนัก อะไรที่เป็นภาพจำของอาหารเช้าโรงแรม ขนมปัง ไส้กรอก แฮม ไม่มีเลยครับ ของอินเตอร์ที่สุดบนโต๊ะก็คือกาแฟยี่ห้อสีแดงที่นำเข้าจากบ้านเรานี่เองครับ

หลังจากรับประทานอาหารเช้าเรียบร้อย ก็ได้เวลาเช็คเอาท์ลงจากเขาครับ แต่ก่อนจะไปก็ขอทำบุญตักบาตรกันก่อน บนนี้ พระสงฑ์จะไม่เดินบิณฑบาตครับ พวกเราญาติโยมนี่แหละจะเดินนำไปถวาย และหาไม่ยากครับ แค่ยืนอยู่แถว ๆ นั้น เหล่าพ่อค้าแม่ขาย ก็ถือถุงกล่องข้าวมาบอกเราว่า "ตักบาตรมั้ย ๆ ยี่สิบบาท" ด้วยระบบเสียงภาษาไทย ไม่ต้องกังวลครับ ทั้งนี้โดยส่วนใหญ่ที่นี่จะใช้เงินจ๊าดเป็นหลัก ตามสถานที่ท่องเที่ยวอาจมีรับเงินบาทบ้าง แต่ไม่อยากให้เคลิ้มกับตัวเลขราคาเพราะหากจ่ายเป็นเงินจ๊าดถูกกว่ามากครับ เช่นชุดตักบาตร 20 นี้ จ่ายเป็นจ๊าดจะประมาณ 16 บาทเท่านั้นครับ
จากนั้นจึงเดินกลับไปที่ท่ารถเพื่อเตรียมลงจากเขาครับ ระหว่างทาง จะเจอกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าโปรโมทขายของเป็นระยะ เกือบทุกร้านพูดเป็นภาษาไทย โดยเฉพาะกลุ่มเด็ก ๆ จะพูดได้ชัดมาก ยังไงก็ตามสำหรับเด็กที่นี่ อาจมีการเอาของมาใส่มือมาคล้องแขนอยู่บ้าง ตรงนี้อยากให้ใช้วิจารณาณและฟังหูไว้หูครับ ที่แน่ ๆ ด้วยความเป็นเด็ก เมื่อเราให้เงินใครคนนึง ที่เหลือจะกรูมารุมเลย แต่โดยรวมก็เป็นไปตามประสาเด็กครับ ทางผมไม่ได้ซื้อเ็นพิเศษแต่ให้ขนมจากเมืองไทยแทน ทุกคนก็มีความสุขกัน

เมื่อวาน ขาขึ้น คิดไว้ในใจอยู่ครับตอนขึ้นยังมันขนาดนี้ ตอนลงจะขนาดได้ ปรากฎว่าโชคดีครับ ได้นั่งหน้าเป็นกำลังใจให้คนขับ และได้เก็บภาพบรรยากาศแบบหวาดเสียวมาให้ดูกันไปเลย ทางลงค่อนข้างชันและเลี้ยวหักศอกเยอะมากครับ แถมมีหมอกหนาให้มองไม่เห็นข้างล่างเพิ่มบรรยากาศความลีกลับขึ้นไปอีก

เช่นเคยครับ จะมีการแวะพักรถเป็นระยะ แต่ขาลงนี้ไม่มีการเชิญชวนร่วมบริจาค คงเป็นการพักรถและเคลียร์เส้นทางจราจรเฉยๆ เราจะรอให้มีรถขาขึ้นสวนไปก่อน แล้วรถขาลงจะค่อยออกไปพร้อมกันครับ

ลงเขากันเป็นคาราวาน ได้แปปเดียว ทุกคันก็ทำความเร็วของตัวเองจนคลาดกัน

หลังจากใช้เวลาประมาณ 40 นาที เราก็ลงมายังเมือง Kin pun ครับ เป็นเมืองที่ให้ความรู้สึกย้อนยุคอย่างบอกไม่ถูก ทั้งบรรยากาตลาดท่ารถ วิถีชีวิตของผู้คนทั้งคนท้องถิ่นทั้งนักท่องเที่ยวที่ลงจากเขา
หลังจากนี้ เราจะเดินทางออกจากรัฐมอญไปยังเมืองพะโค หรือ กรุงหงสาวดีเดิม ซึ่งอยู่ในเขตพะโค เป็นพื้นที่ของชาวพม่าอยู่ไม่ไกลจากย่างกุ้งครับ

บรรยากาศระหว่างทางของทุ่งโล่ง ๆ ประชากรค่อนข้างเบาบาง

ที่นี่ก็ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำมันไม่ต่างจากบ้านเราครับ ไกด์เองก็ต้องการจะแวะเติมน้ำมันเช่นกัน ไกด์เล่าว่าในช่วงเดือนที่แล้ว (ที่เราเจอวิกฤตเหมือนกัน) ทางปั้มจำกัดจำนวนการเติม ช่วงนั้นบางวันต้องรอ 3 ชั่วโมงกว่าจะได้เติมครับ

ป้ายคำเตือนข้อปฏิบัติภายในปั้มน้ำมันตามเดิม เพิ่มเติมคือห้ามบ้วนน้ำหมากในเขตปั้มน้ำมันครับ
ในที่สุดเราก็มาถึงเมืองพะโคกันแล้ว โดยสถานที่แรกที่เราจะไปก็คื พระมหาเจดีย์มุเตา ซึ่งเป็นเจดีย์ที่สูงที่สุดในประเทศครับ สูงกว่าชเวดากอง

องค์เจดีย์สูงใหญ่มากครับ ในการสักการะ ไกด์จะพาไปแตะเพื่ออฐิษฐานจากองค์เจดีย์สีน้ำตาลทางขวาของภาพก่อน เป็นยอดเดิมของเจดีย์ที่พักลงมาเพราะแผ่นดินไหวครับ จึงเชื่อกันว่ามีความศักดิ์สิทธิ์มาก และตามธรรมเนียมของที่นี่ จะขอพรเพียงหนึ่งอย่างครับ จะเป็นความรัก การงาน การเงิน สุขภาพ เลือกอย่างนึง ไกด์จะช่วยสวดให้กับเราเป็นภาษาพม่า โดยอธิบายว่า บทสวดที่นี่จะเขียนเป็นภาษาบาลี แต่สวดเป็นภาษาพม่าครับ

อีกจุดสำคัญทางประวัติศาสตร์ของที่นี่ ของอนุเสาวรีย์พระเจ้าตะเบงชะเวงตี้ครับ เนื่องจากตามประวัติศาสตร์ พระเจ้าตะเบงชะเวงตี้ กษัตริย์แห่งพม่า เคยยกทัพจากตองอูมาทำพิธีเจาะพระกรรณ(เจาะหู)ตามประเพณีที่นี่ ซึ่ง ณ เวลานั้น พะโคเป็นเมืองของชาวมอญ แสดงถึงความกล้าหาญ เด็ดเดียว ไม่หวาดเกรงต่อผู้ใดของพระองค์ ก็เป็นกงล้อทางประวัติศาสตร์ไปสู่การสร้างจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ในเวลาต่อมา
ถัดจากพระธาตุมุเตาแล้ว เราเดินทางไปยัง Kanbawza Thadi Palace หรือ อาจรู้จักในชื่อพระราชวังบุเรงนองครับ ทั้งนี้ ส่วนใหญ่ของพระราชวังเป็นการบูรณะขึ้นมาใหม่ แสดงถึงสถาปัตยกรรมของชาวพม่า

จำลองบัลลังก์ได้อย่างอลังการ โดยที่นี่จะเรียกว่าบัลลังก์สิงห์ (Lion throne)

ชิ้นส่วนฐานรากไม้ของตัวพระราชวังเดิม เป็นเกล็ดประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจครับ ในภูมิภาคนี้สิ่งก่อสร้างที่มีผู้คนอาศัยจะสร้างด้วยไม้ ซึ่งน่าเสียดายที่ทางฝั่งอยุธยาเหลือเพียงส่วนที่เป็นโครงสร้างแบบหิน โดยไม่เหลือสิ่งก่อสร้างที่ทิ้งโครงสร้างแบบไม้ให้เห็น

ภาพแสดงผังเมืองของพะโคในยุคนั้นครับ สังเกตว่ามีการวางโครงสร้างแบบสี่เหลี่ยมด้วยระบบคลองคูเมือง หากจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพก็จะใกล้เคียงกับคูเมืองเชียงใหม่

สักการะพระตำหนักพระสุพรรณกัลยาครับ

มีการขุดค้นฐานรากของอาคารไม้ เป็นนัยได้ว่าตรงนี้ ต้องเป็นสิ่งก่อสร้างที่คนอาศัยอยู่

ข้าง ๆ กัน เป็นฐานรากของอาคารอิฐ สันนิษฐานว่าอาจเป็นวิหารหรืออาคารอะไรบางอย่าง เมื่อมองไปยังพระธาตุมุเตาแล้ว ก็ได้แต่เก็บมาคิด นั่งหลับตาจินตนาการครับว่า ณ ที่ตรงนี้ เมื่อ 500 ปีก่อน จะเป็นอย่างไรกัน
ได้เวลาเที่ยงพอดี จึงขอตระเวนหาร้านอาหารแบบชาวพม่า ยังคงเป็นข้าวแกงเหมือนเดิม และเริ่มคุ้นเคยกับระบบการสั่งแล้วครับ เลือกแกง ได้ข้าว ผัก น้ำพริก ซุป ชา เหมือนเดิม เพิ่มเติมคือ มื้อนี้กินแบบมืด ๆ หน่อย เพราะได้โต๊ะในอาคารและไฟดับครับ

ภาพที่แปะอยู่ในร้าน เป็นยอดของเจดีย์ชเวดากองที่ย่างกุ้งครับ ซึ่งประดับไปด้วยเพชรมากมาย เม็ดที่ใหญ่ที่สุดหนักถึง 76 กะรัต ผมเองเคยได้ยินเรื่องราวนี้มา ก็พึ่งได้เห็นภาพแบบชัด ๆ ก็ในวันนี้นี่เอง
หลังทานข้าวเสร็จ พวกเราก็ไปกันต่อที่ พระนอนชเวตาลยอง (Shwethalyaung Buddha) อีกหนึ่งหมุดหมายของการมาเยือนเมืองพะโคแห่งนี้ครับ โดยเป็นพระพุทธรูปไสยาสน์ ที่เชื่อว่าสร้างขึ้นตั้งแต่ ศตวรรษที่ 9 โดยเอกลักษณ์ขององค์พระคือ พระบาท หรือ เท้าขององค์พระ จะมีการเว้นระดับ ไม่เรียงชิดติดกัน (นึกภาพแบบพระนอนวัดโพธิ์) เพราะเชื่อว่า เป็นการแสดงถึงพระพุทธเจ้าในคืนก่อนดับขับปรินิพพาน จึงยังมีอิริยาท่าทางต่าง ๆ น่าเสียดาย วันที่ผมมา มีการบูรณะ จึงอาจเก็บรรยากาศได้ไม่ทั่วถึงนัก
แต่อีกจุดที่ได้พบเห็นคือ ที่นี่ รวมถึงวัดต่าง ๆ ในพะโค จะมีผู้คนมาปูเสื่อ มานั่ง/นอน ภายในวัดจำนวนมาก ไกด์ได้อธิบายว่า ส่วนมากจะเป็นคนในพื้นที่ ที่มาพักผ่อนภายในวัด เมื่อผมได้ลองเชื่อมโยงกับสิ่งที่ได้เห็น เมื่อที่นี่ มักไฟดับ เปิดพัดลม เปิดแอร์ไม่ได้ ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าอะไรก็ไม่ได้ การมาวัดที่บรรยากาศร่มรื่นเย็นสบายกว่า และได้มาพบปะกับผู้คน แทนการนอนร้อน ๆ ที่บ้าน ก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลที่สุดแล้วครับ
มาถึงค่อนทางแล้ว แต่ข้อความถึงลิมิต เขียนเพลินมาก ยังไงเดี๋ยวจะมาอัพเดทต่อจนจบครับผม
สนธยาในดินแดนทองคำ [MYANMAR] Ep.2
เกริ่นความเดิมจากตอนที่แล้ว ในคืนนี้ เราจะนอนกันแบบไม่มีไฟฟ้าใช้ครับ ทางโรงแรมประกาศว่า จะเปิดเครื่องปั่นไฟถึง 5 ทุ่ม จึงต้องรีบนอนก่อนไฟจะดับครับ จำได้แค่ว่า สะดุ้งตื่นด้วยความร้อนอยู่แว้บนึง ก็ต้องข่มตานอนกันต่อเพราะทำอะไรไม่ได้เลยครับ จำได้แค่ว่ามืดสนิทเลย
เช้าวันนี้ พวกเราตื่นแต่เช้าเพื่อไปชมพระธาตุในตอนเช้าครับ อุณหภูมิประมาณ 22 องศา กำลังเย็นสบาย มีหมอกหนาเพิ่มความน่าพิศวงครับ
เดินเท้าจากโรงแรมไปยังพระธาตุ พร้อมซึมซับวิถีชีวิตของผู้คนที่นี่ มีทั้งออกมาทำงาน ออกมาไหว้พระธาตุ ออกมาใส่บาตรครับ
มนต์อัศจรรย์ของพระธาตุ มองจากจุดชมวิวโดยมีม่านหมอกเป็นพื้นหลัง รู้สึกตื่นตันใจและมีสเน่ห์มนต์ขลังอย่างบอกไม่ถูกครับ รู้สึกน่าทึ่งจริงที่สถานที่แห่งนี้อยู่ใกล้กับบ้านเรานี่เอง
บรรยากาศในยามเช้า เต็มไปด้วยผู้คนชาวพม่า ที่เข้ามาสักการะปิดทอง รวมถึงถวายภัตตาหารกันเนืองแน่นตั้งแต่เช้าครับ
6.40 ดวงอาทิตย์น่าจะเริ่มขึ้น หมอกเริ่มจางจง
อย่างที่ทราบในกระทู้ที่แล้ว ใครอยากเป็นเจ้าครองนคร ก็ใช้บริการเสลี่ยงแบกหามได้นะครับ
ความคึกคักของบรรยากาศหน้าทางเข้า
ยังมีพบรอยบ้วนหมากอยู่บ้าง และยังเจอคน
กลับมาทานอาหารเช้าแบบ Breakfast ที่โรงแรมครับ เมนูทุกอย่างแทบจะทำสดใหม่หรือเป็นวัตถุดิบภายในประเทศทั้งหมด เนื่องจากยังไม่มีการค้าขายกับต่างประเทศมากนัก อะไรที่เป็นภาพจำของอาหารเช้าโรงแรม ขนมปัง ไส้กรอก แฮม ไม่มีเลยครับ ของอินเตอร์ที่สุดบนโต๊ะก็คือกาแฟยี่ห้อสีแดงที่นำเข้าจากบ้านเรานี่เองครับ
หลังจากรับประทานอาหารเช้าเรียบร้อย ก็ได้เวลาเช็คเอาท์ลงจากเขาครับ แต่ก่อนจะไปก็ขอทำบุญตักบาตรกันก่อน บนนี้ พระสงฑ์จะไม่เดินบิณฑบาตครับ พวกเราญาติโยมนี่แหละจะเดินนำไปถวาย และหาไม่ยากครับ แค่ยืนอยู่แถว ๆ นั้น เหล่าพ่อค้าแม่ขาย ก็ถือถุงกล่องข้าวมาบอกเราว่า "ตักบาตรมั้ย ๆ ยี่สิบบาท" ด้วยระบบเสียงภาษาไทย ไม่ต้องกังวลครับ ทั้งนี้โดยส่วนใหญ่ที่นี่จะใช้เงินจ๊าดเป็นหลัก ตามสถานที่ท่องเที่ยวอาจมีรับเงินบาทบ้าง แต่ไม่อยากให้เคลิ้มกับตัวเลขราคาเพราะหากจ่ายเป็นเงินจ๊าดถูกกว่ามากครับ เช่นชุดตักบาตร 20 นี้ จ่ายเป็นจ๊าดจะประมาณ 16 บาทเท่านั้นครับ
จากนั้นจึงเดินกลับไปที่ท่ารถเพื่อเตรียมลงจากเขาครับ ระหว่างทาง จะเจอกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าโปรโมทขายของเป็นระยะ เกือบทุกร้านพูดเป็นภาษาไทย โดยเฉพาะกลุ่มเด็ก ๆ จะพูดได้ชัดมาก ยังไงก็ตามสำหรับเด็กที่นี่ อาจมีการเอาของมาใส่มือมาคล้องแขนอยู่บ้าง ตรงนี้อยากให้ใช้วิจารณาณและฟังหูไว้หูครับ ที่แน่ ๆ ด้วยความเป็นเด็ก เมื่อเราให้เงินใครคนนึง ที่เหลือจะกรูมารุมเลย แต่โดยรวมก็เป็นไปตามประสาเด็กครับ ทางผมไม่ได้ซื้อเ็นพิเศษแต่ให้ขนมจากเมืองไทยแทน ทุกคนก็มีความสุขกัน
เมื่อวาน ขาขึ้น คิดไว้ในใจอยู่ครับตอนขึ้นยังมันขนาดนี้ ตอนลงจะขนาดได้ ปรากฎว่าโชคดีครับ ได้นั่งหน้าเป็นกำลังใจให้คนขับ และได้เก็บภาพบรรยากาศแบบหวาดเสียวมาให้ดูกันไปเลย ทางลงค่อนข้างชันและเลี้ยวหักศอกเยอะมากครับ แถมมีหมอกหนาให้มองไม่เห็นข้างล่างเพิ่มบรรยากาศความลีกลับขึ้นไปอีก
เช่นเคยครับ จะมีการแวะพักรถเป็นระยะ แต่ขาลงนี้ไม่มีการเชิญชวนร่วมบริจาค คงเป็นการพักรถและเคลียร์เส้นทางจราจรเฉยๆ เราจะรอให้มีรถขาขึ้นสวนไปก่อน แล้วรถขาลงจะค่อยออกไปพร้อมกันครับ
ลงเขากันเป็นคาราวาน ได้แปปเดียว ทุกคันก็ทำความเร็วของตัวเองจนคลาดกัน
หลังจากใช้เวลาประมาณ 40 นาที เราก็ลงมายังเมือง Kin pun ครับ เป็นเมืองที่ให้ความรู้สึกย้อนยุคอย่างบอกไม่ถูก ทั้งบรรยากาตลาดท่ารถ วิถีชีวิตของผู้คนทั้งคนท้องถิ่นทั้งนักท่องเที่ยวที่ลงจากเขา
หลังจากนี้ เราจะเดินทางออกจากรัฐมอญไปยังเมืองพะโค หรือ กรุงหงสาวดีเดิม ซึ่งอยู่ในเขตพะโค เป็นพื้นที่ของชาวพม่าอยู่ไม่ไกลจากย่างกุ้งครับ
บรรยากาศระหว่างทางของทุ่งโล่ง ๆ ประชากรค่อนข้างเบาบาง
ที่นี่ก็ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำมันไม่ต่างจากบ้านเราครับ ไกด์เองก็ต้องการจะแวะเติมน้ำมันเช่นกัน ไกด์เล่าว่าในช่วงเดือนที่แล้ว (ที่เราเจอวิกฤตเหมือนกัน) ทางปั้มจำกัดจำนวนการเติม ช่วงนั้นบางวันต้องรอ 3 ชั่วโมงกว่าจะได้เติมครับ
ป้ายคำเตือนข้อปฏิบัติภายในปั้มน้ำมันตามเดิม เพิ่มเติมคือห้ามบ้วนน้ำหมากในเขตปั้มน้ำมันครับ
ในที่สุดเราก็มาถึงเมืองพะโคกันแล้ว โดยสถานที่แรกที่เราจะไปก็คื พระมหาเจดีย์มุเตา ซึ่งเป็นเจดีย์ที่สูงที่สุดในประเทศครับ สูงกว่าชเวดากอง
องค์เจดีย์สูงใหญ่มากครับ ในการสักการะ ไกด์จะพาไปแตะเพื่ออฐิษฐานจากองค์เจดีย์สีน้ำตาลทางขวาของภาพก่อน เป็นยอดเดิมของเจดีย์ที่พักลงมาเพราะแผ่นดินไหวครับ จึงเชื่อกันว่ามีความศักดิ์สิทธิ์มาก และตามธรรมเนียมของที่นี่ จะขอพรเพียงหนึ่งอย่างครับ จะเป็นความรัก การงาน การเงิน สุขภาพ เลือกอย่างนึง ไกด์จะช่วยสวดให้กับเราเป็นภาษาพม่า โดยอธิบายว่า บทสวดที่นี่จะเขียนเป็นภาษาบาลี แต่สวดเป็นภาษาพม่าครับ
อีกจุดสำคัญทางประวัติศาสตร์ของที่นี่ ของอนุเสาวรีย์พระเจ้าตะเบงชะเวงตี้ครับ เนื่องจากตามประวัติศาสตร์ พระเจ้าตะเบงชะเวงตี้ กษัตริย์แห่งพม่า เคยยกทัพจากตองอูมาทำพิธีเจาะพระกรรณ(เจาะหู)ตามประเพณีที่นี่ ซึ่ง ณ เวลานั้น พะโคเป็นเมืองของชาวมอญ แสดงถึงความกล้าหาญ เด็ดเดียว ไม่หวาดเกรงต่อผู้ใดของพระองค์ ก็เป็นกงล้อทางประวัติศาสตร์ไปสู่การสร้างจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ในเวลาต่อมา
ถัดจากพระธาตุมุเตาแล้ว เราเดินทางไปยัง Kanbawza Thadi Palace หรือ อาจรู้จักในชื่อพระราชวังบุเรงนองครับ ทั้งนี้ ส่วนใหญ่ของพระราชวังเป็นการบูรณะขึ้นมาใหม่ แสดงถึงสถาปัตยกรรมของชาวพม่า
จำลองบัลลังก์ได้อย่างอลังการ โดยที่นี่จะเรียกว่าบัลลังก์สิงห์ (Lion throne)
ชิ้นส่วนฐานรากไม้ของตัวพระราชวังเดิม เป็นเกล็ดประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจครับ ในภูมิภาคนี้สิ่งก่อสร้างที่มีผู้คนอาศัยจะสร้างด้วยไม้ ซึ่งน่าเสียดายที่ทางฝั่งอยุธยาเหลือเพียงส่วนที่เป็นโครงสร้างแบบหิน โดยไม่เหลือสิ่งก่อสร้างที่ทิ้งโครงสร้างแบบไม้ให้เห็น
ภาพแสดงผังเมืองของพะโคในยุคนั้นครับ สังเกตว่ามีการวางโครงสร้างแบบสี่เหลี่ยมด้วยระบบคลองคูเมือง หากจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพก็จะใกล้เคียงกับคูเมืองเชียงใหม่
มีการขุดค้นฐานรากของอาคารไม้ เป็นนัยได้ว่าตรงนี้ ต้องเป็นสิ่งก่อสร้างที่คนอาศัยอยู่
ข้าง ๆ กัน เป็นฐานรากของอาคารอิฐ สันนิษฐานว่าอาจเป็นวิหารหรืออาคารอะไรบางอย่าง เมื่อมองไปยังพระธาตุมุเตาแล้ว ก็ได้แต่เก็บมาคิด นั่งหลับตาจินตนาการครับว่า ณ ที่ตรงนี้ เมื่อ 500 ปีก่อน จะเป็นอย่างไรกัน
ได้เวลาเที่ยงพอดี จึงขอตระเวนหาร้านอาหารแบบชาวพม่า ยังคงเป็นข้าวแกงเหมือนเดิม และเริ่มคุ้นเคยกับระบบการสั่งแล้วครับ เลือกแกง ได้ข้าว ผัก น้ำพริก ซุป ชา เหมือนเดิม เพิ่มเติมคือ มื้อนี้กินแบบมืด ๆ หน่อย เพราะได้โต๊ะในอาคารและไฟดับครับ
ภาพที่แปะอยู่ในร้าน เป็นยอดของเจดีย์ชเวดากองที่ย่างกุ้งครับ ซึ่งประดับไปด้วยเพชรมากมาย เม็ดที่ใหญ่ที่สุดหนักถึง 76 กะรัต ผมเองเคยได้ยินเรื่องราวนี้มา ก็พึ่งได้เห็นภาพแบบชัด ๆ ก็ในวันนี้นี่เอง
หลังทานข้าวเสร็จ พวกเราก็ไปกันต่อที่ พระนอนชเวตาลยอง (Shwethalyaung Buddha) อีกหนึ่งหมุดหมายของการมาเยือนเมืองพะโคแห่งนี้ครับ โดยเป็นพระพุทธรูปไสยาสน์ ที่เชื่อว่าสร้างขึ้นตั้งแต่ ศตวรรษที่ 9 โดยเอกลักษณ์ขององค์พระคือ พระบาท หรือ เท้าขององค์พระ จะมีการเว้นระดับ ไม่เรียงชิดติดกัน (นึกภาพแบบพระนอนวัดโพธิ์) เพราะเชื่อว่า เป็นการแสดงถึงพระพุทธเจ้าในคืนก่อนดับขับปรินิพพาน จึงยังมีอิริยาท่าทางต่าง ๆ น่าเสียดาย วันที่ผมมา มีการบูรณะ จึงอาจเก็บรรยากาศได้ไม่ทั่วถึงนัก
แต่อีกจุดที่ได้พบเห็นคือ ที่นี่ รวมถึงวัดต่าง ๆ ในพะโค จะมีผู้คนมาปูเสื่อ มานั่ง/นอน ภายในวัดจำนวนมาก ไกด์ได้อธิบายว่า ส่วนมากจะเป็นคนในพื้นที่ ที่มาพักผ่อนภายในวัด เมื่อผมได้ลองเชื่อมโยงกับสิ่งที่ได้เห็น เมื่อที่นี่ มักไฟดับ เปิดพัดลม เปิดแอร์ไม่ได้ ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าอะไรก็ไม่ได้ การมาวัดที่บรรยากาศร่มรื่นเย็นสบายกว่า และได้มาพบปะกับผู้คน แทนการนอนร้อน ๆ ที่บ้าน ก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลที่สุดแล้วครับ
มาถึงค่อนทางแล้ว แต่ข้อความถึงลิมิต เขียนเพลินมาก ยังไงเดี๋ยวจะมาอัพเดทต่อจนจบครับผม