สนธยาในดินแดนทองคำ [เมียนมาร์ 2026] EP.3

พึ่งแบ่งปันประสบการณ์วันที่สองได้ไปเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น ข้อความก็เต็มเสียก่อน เขียนเพลินครับ ชอบการเขียนเรื่องราวในแง่มุมต่าง ๆ เดี๋ยวเราจะขอเดินทางไปในพะโคต่อนะครับ

เจดีย์มหาเซดี (Mahazedi Pagoda) เป็นองค์เจดีย์ที่อยู่นอกตัวเมืองพะโค แต่จุดสำคัญของที่นี่คือ ตามเกล็ดประวัติศาสตร์แล้ว ที่นี่เป็นเจดีย์ที่พระเจ้าบุเรงนอง ผู้ชนะสิบทิศ จะมาสักการะก่อนออกรบ จึงมีการสร้างลานแห่งชัยชนะไว้เป็นที่ระลึกครับ

มีป้ายให้เสียงภาษาไทย ไม่มีหลงครับ






บรรยากาศหน้าวัด มีเรื่องเล่าสนุก ๆ เล็กน้อย คือ ช่วงนั้นอากาศร้อนมากครับ แล้วที่นี่เป็นไม่กี่วัดที่มีร้านชำอยู่ข้างหน้า เป็นครั้งแรกที่เห็นตู้แช่โค้กในประเทศนี้ ด้วยความอยากจึงเข้าไปซื้อครับ 1700 จ๊าด ซึ่งตามหลักผมจะได้เงินทอน 300 จ๊าดใช่ไหมครับ

แต่ด้วยหน่วยเงินของที่นี่ หลักร้อยจ๊าดเป็นหน่วยที่เล็กมาก ๆ เงินทอนที่ผมได้ จึงเป็น ลูกอม "3 เม็ด" ครับ ผมเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับอินเดีย เลยรู้ว่าที่อินเดีย ถ้าเราซื้อของแล้วเขาให้ลูกอมพร้อมเงินทอน ไม่ต้องดีใจ เขาให้แทนเงินทอน ก็เลยไม่ตกใจเท่าไหร่ เอาเป็นเคสนี้ ใช่ไม่ใช่ไม่รู้ เอาเป็นว่าผมเก็ทครับ เข้าใจ ไม่ว่ากัน 

ต่อไป เดินทางไปกันที่ วัดไจปุ่น (Kyaik Pun Pagoda) หรือคนไทยรู้จักกันในชื่อ เจดีย์สี่ทิศครับ เป็นเจดีย์ที่มีเอกลักษณ์ ของพระพุทธรูป 4 องค์หันไปทางทั้ง 4 ทิศ ไกด์ได้เล่าว่า เกิดจากตำนาน 4 พี่น้อ ได้ร่วมกันสร้างพระพุทธรูปสี่องค์นี้ขึ้น โดยสาบานร่วมกันว่าทุกคนจะครองตนเป็นโสดตลอดชีวิต หากใครผิดคำสาบาน ขอให้พระพุทธรูปที่ตนสร้างไว้พังลงมา ซึ่งในเวลาต่อมา มีพี่น้องคนนึงทำผิดคำสาบาน ทำให้เกิดอาเพศฟ้าผ่าลงมาที่พระพุทธรูปทางทิศตะวันตก (ไกด์ใช้คำว่าองค์ที่ 3)  จนต้องบูรณะขึ้นมาใหม่ และจะได้สังเกตว่า พระพักตร์ขององค์ที่ 3 จะแตกต่างไปจากองค์อื่น ๆ ครับ


องค์ที่ 3 สังเกตว่า จะมีพระพักตร์แตกต่างจากองค์อื่น ๆ เพราะมีการบูรณะขึ้นใหม่  แต่อย่างไรก็ดี ไกด์เล่าว่า ชาวพม่า จะนับถือและเชื่อว่าพระองค์ที่ 3 มีความศักดิ์สิทธิ์มากที่สุด เพราะเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความเป็นมนุษย์ ที่ยังมีกิเลส มีความรัก โลภ โกรธ หลง ที่คำร่วมสาบานก็ไม่อาจหยุดยั้งได้



ไหน ๆ เดินมาหลายวัด เลยลองดูวิธีทาทานาคาในแบบต้นฉบับกันครับ เขาจะนำไม้หอมมาพรมน้ำแล้วฝนจนได้น้ำแป้งออกมาทาหน้า แม้แต่ผมในมุมผู้ชายที่ไม่ค่อยรู้เรื่องการสำอางนัก แต่พอทาแล้วรู้สึกเย็นขึ้นทันที เข้าใจแล้วว่าทำไมคนที่นี่จึงทาจนเป็นวัฒนธรรม

ตอนแรกสงสัยว่าปกติคนไทยเที่ยวพม่ากันเยอะมั้ย ตั้งแต่มายังไม่เจอคนไทยเลย แต่พอเห็นตู้นี้ก็ได้คำตอบครับ คำตอบชัดเจนมากด้วย

ปิดท้ายเมืองพะโคแห่งนี้ ด้วยการไปอนุเสารีย์พระเจ้าบุเรงนอง และเยี่ยมชมวัดอีกเล็กน้อย ก่อนที่จะเดินทางไปย่างกุ้งครับ




ตรงนี้ จำชื่อวัดไม่ได้ เพียงไกด์บอกว่าเป็นวัดสร้างใหม่ให้นักท่องเที่ยว และเป็นสถาปัตยกรรมในแบบมัณฑะเลย์ เลยสังเกตเหมือนกันว่าลักษณะไม่เหมือนกับวัดที่ผ่าน ๆ มา

ขณะเดินทาง ก็ได้ทำสิ่งที่ชอบคือการสังเกตวิธีชีวิตของผู้คนที่นี่ ในการเดินทาง ผมชอบที่จะศึกษาวิธีชีวิต ความเป็นอยู่ ว่าคนในแต่ละที่เขาอยู่กันอย่างไรครับ เขาแต่งตัวกันอย่างไร เดินทางด้วยอะไร ถนนหนทาง พาหนะใช้อะไร ในระหว่างนั่งรถเข้าเมืองนี้ก็ได้เรียนรู้ไปมากเลยทีเดียว

ที่ย่างกุ้ง แน่นอนว่าไม่มีรถไฟฟ้า แต่ขณะเดียวกันก็ห้ามใช้จักรยานยนต์ด้วย คนไม่มีรถยนต์จึงต้องใช้รถบัส รถเมล์เป็นหลัก ในเมืองย่างกุ้งเจอรถเมล์เยอะครับ แต่คนเบียดกันแน่นทุกคัน  


ย่านธุรกิจของเมือง คงต้องกล่าวว่า ย่างกุ้ง ก็เป็นเหมือนกับเมืองใหญ่ ๆ ทั่วโลกครับ คือมีทั้งส่วนที่ดูทรุดโทรม และส่วนที่มีความเจริญ ในภาพรวมอาจต้องกล่าวว่าเป็นรองกรุงเทพในหลาย ๆ ด้าน แต่ในด้านที่ชนะขาดลอยคือ 1. พื้นที่สีเขียวครับ ไม่ต้องหาตามสวนเลย ริมถนนของที่นี่เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงากับผู้คนที่นิยมเดินเป็นหลัก จึงมีฟุตบาทที่กว้าง และไม่มีแผงลอยต่าง ๆ มากินพื้นที่ 2. ผังเมืองที่นี่เป็นระเบียบมากครับ มีการตัดวางถนนเป็น Flow อย่างชัดเจน เป็นผังเมืองแบบ Grid สี่เหลี่ยม ง่ายต่อการเดินและช่วยกระจายรถให้ไม่กระจุกบนถนนเส้นเดียว

มองจากห้องพักบนโรงแรม สังเกตนะครับว่าต้นไม้เยอะมก แม้กระทั้งริมถนน

เจดีย์ชเวดากองมองจากห้องพักโรงแรมครับ

หลังจากถึงห้องพักโรงแรมแล้ว วันนี้เราเดินทางกันมามาก จึงมองว่า เย็นนี้ขอเป็นบรรยากาศสบาย ๆ ก่อน ค่อยไปชเวดากองในวันถัดไป คราวนี้ที่ตั้งของโรงแรมนั้นมีห้างอยู่ข้างล่าง จึงลองออกมาเดินดูครับ เป็นความอยากรู้อยากเห็นของผมอยู่แล้วที่อยากรู้วิถีชีวิตของผู้คน เราที่มาจากประเทศแห่งห้างย่อมอยากรู้ครับ ว่าห้างประเทศอื่นเป็นยังไง ว่าแล้วก็หยิบกระเป๋าลงไปดูกันเลย

ว่ากันอย่างยุติธรรม ผมประทับใจกับห้างที่นี่นะครับ เป็นบรรยากาศที่คุ้นเคยเหมือนเดิมห้างในบ้านเราเลย มีแบรนด์เนม มีเชนร้านอาหารที่คุ้นตามากมาย

ซุปเปอร์มาร์เก็ตของห้าง ที่ให้บรรยากาศเดียวกับบ้านเรา สินค้าที่นี่ เรียกว่า ถ้าอันที่เราคุ้นเคยสะดุดตาที่บ้านเรา ของที่นี่ก็จะเป็นอันนั้นแหละครับ ทิชชู่ ชา กาแฟ บะหมี่ เป็นฉลากภาษาไทยมาจากไทยตรง ๆ นี่แหละครับ


หลังจากทานอาหารพม่ามาหลายมื้อ มองว่าสมควรจะเปลี่ยนแนวได้แล้ว แต่จะกินอาหารจีน อาหารเกาหลี ฟาส์ตฟู้ด ก็ยังไงอยู่ เรามาถึงเมียนมาร์ทั้งที เพื่อให้แหวกแนวและไม่เสียเที่ยว เลยเลือกเข้า อาหารอินเดียครับ แนวคิดคือ ที่นี่น่าจะมีชาวอินเดียมากกว่าบ้านเรา อาหารอินเดียน่าจะเป็นต้นตำรับหรืออย่างน้อยก็ถูกกว่าบ้านเรา ดังนั้น ทั้งแหวกทางเดิมและไม่เสียเที่ยวที่ได้มาครับ และไม่ผิดหวังเครื่องแกงเข้มข้นถึงใจในราคามิตรภาพ  

ปิดท้ายวันที่ 2 ด้วยภาพเจดีย์ชเวดากองย่ามค่ำคืนจากโรงแรมครับ ทุกท่านคงจะสังเกตนะครับว่า ไฟโดยรอบแทบมืดสนิท บริเวณที่มีไฟเชื่อว่าเป็นอาคารที่มีเครื่องปั่น ปิดท้ายไว้เท่านี้ พบกันวันที่ 3 ครับ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่