สนธยาในดินแดนทองคำ [เมียนมาร์ 2026] EP.4

สวัสดีมิตรชาวพันทิปทุกท่านครับ ในกระทู้นี้จะว่ากันต่อกับการเดินทางในเมียนมาร์ เข้าสู่วันที่ 3 จะเป็นการเดินท่องเที่ยวภายในตัวเมืองย่างกุ้งครับ

เริ่มต้นภาพแรกด้วยท้องถนนเมืองย่างกุ้งในเช้าเสาร์ครับ อย่างที่ทราบกันว่าในย่างกุ้ง ห้ามใช้จักรยานยนต์ คนที่นี่ถ้าไม่ใช้รถยนต์ก็ต้องใช้จักรยานแทนครับ เชื่อว่ามีการบังคับใช้เข้มงวดพอสมควร เนื่องจากไรเดอร์ส่งอาหารของที่นี่ (ย่างกุ้งมีแอพเรียกแท็กซี่ มีแอพสั่งอาหารนะครับ) ต้องส่งออเดอร์ด้วยการปั่นจักรยานครับ

ชอบภาพนี้อย่างไม่มีเหตุผลครับ

ย่าน Downtown มีการวางผังเมืองอย่างเป็นระเบียบ เป็นตาราง Grid สังเกตว่าดูสะอาดและเป็นระเบียบ ฟุตบาทกว้าง ไม่มีรถจอดริมถนน และมีผู้คนเดินไปมาเป็นปกติ เช้าวันนี้ เราจึงจะเดินทางไปหาอาหารเช้า บริเวณเจดีย์ชูเล่ ที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 2 กิโลด้วยการเดินครับ

ข้าง ๆ ของที่พักเป็นโบสถ์

ผังเมืองเขามีการวางถนนหลักขนานกัน และมีถนนเชื่อมเป็นตารางสี่เหลี่ยม ภายในจึงมีลักษณะเป็นชุมขนดังภาพครับ

ผู้คนที่นี่นิยมเดิน สังเกตว่าที่นี่ ถึงจะเป็นถนนหลัก แต่การจอดจะเป็นการถอยเข้าซองแบบในห้าง ช่วยให้จอดได้เยอะขึ้นกว่าการจอดแบบขนานครับ

สิ่งที่ทำให้รู้สึกสดชื่นของการเดินในย่างกุ้งคือเป็นเมืองที่มีต้นไม้ใหญ่เยอะ ร่มรื่น และไม่ร้อนในการเดินเลยครับ

บริเวณสี่แยก ศูนย์กลางการต่อรถเมล์ของที่นี่ มองไปไกลลิบ คือ เจดีย์ชูเล่ เป็นเจดีย์ที่ตั้งอยู่กลางวงเวียน


ผู้คนที่กำลังรอรถเมล์ ที่นี่เหมือนเป็น Terminal ของรถเมล์ที่จะเดินทางไปที่ต่าง ๆ  เราเดินลัดเลาะตามถนนมาจนถึงวงเวียนเจดีย์ชูเล่ สิ่งที่ได้เห็นตลอดมาจากการเดินเท้าดูวิถีชีวิตคือ ความพหุวัฒนธรรมของที่นี่ครับ อย่างที่ทราบว่า ในเมียนมาร์ประกอบด้วยชาติพันธุ์ที่หลากหลาย แต่ยังมีการรักษาขนบธรรมเนียมของตนเองเอาไว้ เมื่อทั้งหมดมาอยู่รวมกันในย่างกุ้ง จึงออกมาเป็นเมืองนานาชาติ ที่มีผู้คนต่าง ๆ บนท้องถนน เชื้อสายพม่าก็แต่งกายด้วยโสร่งทาทานาคา เชื้อสายอินเดียก็แต่งกายแบบอินเดีย ชาวซิกซ์ก็โพกหัวแบบซิกซ์ ชาวมุสลิม พระ แม่ชี บาทหลวง ล้วนแต่งตัวตามขนบธรรมเนียมของตัวเอง เดินร่วมกันบนท้องถนน


เจดีย์ชูเล่ มัสยิดเบงกาลี ตั้งอยู่ข้าง ๆ กัน และถ้ากลับหลังหันจากในภาพ จะมีโบสถ์คริสต์ ไม่รวมกับวัดแขกที่เจอระหว่างทางอีก แสดงถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมของที่นี่ได้เป็นอย่างดี


เริ่มมื้อเช้ากันที่ร้าน 999 Shan Noodle เป็นอาหารในแบบรัฐฉาน รสชาติดีลักษณะเหมือนอาหารเมนูเส้น ไม่เผ็ดครับ

หลังจากรับประทานอาหารแล้ว โปรเจ็คเช้านี้คือการไปซึมซับประวัติศาสตร์กันที่ พิพิธภัณฑ์แห่งชาติย่างกุ้งครับ


น่าเสียดายที่พื้นที่ส่วนมากภายในพิพิธภัณฑ์ห้ามถ่ายรูปอย่างเด็ดขาด โดยเจ้าหน้าที่จะชี้แจงครับว่า ชั้นและบริเวณที่ห้ามถ่ายรูปมีชั้นอะไรบ้าง ที่จริงๆก็เกือบทุกชั้นครับ



ตรงส่วนนี้ เป็นห้องจัดแสดงพื้นที่ท้องพระโรง เป็นส่วนเดียวที่อนุญาตให้ถ่ายภาพได้ น่าจะเพราะเป็นการสร้างขึ้นมาใหม่ครับ แต่ด้วยการจำลองที่ทำได้อย่างอลังการ ให้ความรู้สึกเหมือนย้อนยุคไปในสมัยนั้นได้เลยทีเดียว คือด้วยความที่อาคารพิพิธภัณฑ์นี้ น่าจะสร้างขึ้นใหม่จึงสามารถออกแบบห้องจัดแสดงได้อิสระมากกว่าเมื่อเทียบพิพิธภัณฑ์แห่งชาติของเราที่เป็นวังหน้ามาก่อนครับ

ทั้งนี้ เนื่องจากน้องของผมที่ไปด้วยกัน มาจากทางสายสังคมศาสตร์เคยไดัพูดคุยกับอาจารย์ผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์ในไทย ได้เล่าว่าสาเหตุที่พิพิธภัณฑ์ห้ามถ่ายรูปคือ เขากลัวคนจะถ่ายภาพไปทำของจำลองแล้วแอบนำมาสลับครับ เป็นเหตุผลที่กระจ่างและน่าสนใจที่เดียว เพราะทั้งพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เต็มไปด้วยวัตถุโบราณล้ำค่า ทั้งในทางมูลค่าและทางัฒนธรรม ต้องไม่ลืมว่าที่นี่เป็นดินแดนแห่งอัญมณีครับ การจัดแสดงจึงต้องรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดมาก อยากให้นึกถึงห้องที่มีกรงแบบคุกตั้งอยู่ข้างในค่อยจัดแสดงอีกทีนึง ก็เข้มงวดในแบบนั้นเลยครับ

พิพิณภัณฑ์ทั้งหมด 6 ชั้น ที่จัดแสดงในมุมต่าง ๆ ทั้งวัตนธรรม ประวัติศาสตร์ ชาติพันธ์ุ รวมถึงนำเสนอด้านอาเซียนด้วย  ซึ่งจุดที่ผมอยากวิเคราะห์เมื่อที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์ของชาติคือ ผมอยากสังเกตครับว่าเขาจะเลือกนำเสนอให้คนของเขาและชาวต่างชาติในมิติไหน โดยผมมีข้อสังเกตว่า เขาก็แอบกลบไทม์ไลน์ส่วนที่ไม่อยากกล่าวถึงครับ คือพิพิธภัณฑ์ได้มีการนำเสนอว่าที่นี่มีการตั้งถิ่นฐานในมาตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์  ร้อยเรียงมาจนถึงเรื่องราวตามช่วงราชวงศ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะในยุคสามกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งพม่า คือ พระเจ้าอโนรธามังช่อ แห่งราชวงศ์พุกาม  พระเจ้าบุเรงนอง แห่งราชวงศ์ตองอู และพระเจ้าอลองพญา แห่งราชวงศ์คองบอง แล้วทุกอย่างจะตัดจบที่สิ้นสุดราชวงศ์คองบองครับ ไม่มีการนำเสนอเรื่องราวทางประวัติศาสตร์หลังจากนั้นอีกเลยมาจนถึงยุคปัจจุบัน เป็นข้อสังเกตที่น่าสนใจจากการชมที่นี่ครับ แน่นอนทุกฝ่ายต่างมีมุมมองและเหตุผลนานาจิตตัง ผมเองคงไม่สามารถไปตัดสินได้ว่าถูกหรือผิด เอาเป็นเพียงการได้แบ่งปันสิ่งที่พบดีกว่าครับ ว่าเอ้อ เขานำเสนอถึงแค่ยุคนี้นะ

กลับมาทานอาหารแบบพม่าอีกครั้ง ด้วยอาหารบ้านเขามีผักและซุปอยู่เสมอ ต่อให้แกงจะค่อนข้างมันและข้าวเยอะ (ลืมอีกเรื่องที่นี่เขาตักข้าวให้เยอะมาก เคยได้เยอะกว่าในภาพอีกครับ) ทำให้ผู้คนที่นี่ส่วนมากมีรูปร่างผอมเพรียวกันหมดเลยครับ และเขาไม่กินจุบจิบครับ จบมื้ออาหารก็คือจบ ไม่มีร้านน้ำ ร้านขนมทุกมุมแบบบ้านเรา  


จากนั้นในช่วงบ่าย เราจะไปที่ เจดีย์โบตะทอง ในย่าน Downtown ครับ เลยดำเนินการไม่ยาก เจ้าหน้าที่ที่นี่ให้เสียงภาษาไทยได้ เรียกว่าป้ายมีภาษาไทยเลยหละ





จุดเด่นของที่นี่คือ เป็นเจดีย์ที่สามารถเดินภายในได้ครับ มีการจัดแสดงพุทธประวัติ วัตถุโบราณ งานศิลปะต่าง ๆ แต่สิ่งที่ทำให้ประทับที่สุดคือ แรงศรัทธาของผู้คนเช่นเดิมครับ ในเจดีย์น่าจะให้เราเดินเป็นวงกลม จึงจะมีซอกเล็ก ๆ แบบนี้ ซึ่งเกือบทุกซอก จะเจอชาวพม่านั่งสมาธิ นั่งเปิดบทสวดมนต์ ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้หญิง คนแก่ครับ


และแน่นอน พลาดไม่ได้สำหรับที่นี่คือ องค์เทพทันใจ ครับ และเช่นเคย เพียงเดินเข้าไป เจ้าหน้าที่ พ่อค้าแม่ค้าก็พร้อมให้บริการเราด้วยระบบเสียงภาษาไทยทันที เลือกจ่ายได้ทั้งเงินบาท 200 หรือเป็นเงินจ๊าดก็ได้

เสร็จจากที่นี่แล้ว ก็ได้แวะที่ต่าง ๆ อีกเล็กน้อย แต่จะเป็นในรูปแบบอื่น ๆ นอกจากวัดบ้างครับ ด้วยย่างกุ้งเป็นเมืองเก่า จะมีสถาปัตยกรรมจากยุคอาณานิคมหลงเหลืออยู่มากครับ หนึ่งในอาคารที่จะไปเยี่ยมชมคือ อาคารสำนักเลขาธิการ หรือ  The Secretariat building ที่นี่เคยเป็นอาคารเก่าแก่ที่บอกเล่าเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ในยุคอาณานิคมมาจนถึงปัจจุบันครับ

แต่เดิมนั้นที่นี่เคยเป็นศูนย์กลางในการบริหารอาณานิคมของอังกฤษ รวมไปถึงทีทำการของกระทรวงต่าง ๆ หลังประกาศเอกราช รวมถึงเหตุการณ์สำคัญอย่างการลอบสังหารนายพลอองซาน แต่ในภายหลังอาคารแห่งนี้ก็ว่างลง เมื่อส่วนราชการต่าง ๆ ย้ายไปที่เนปีดอว์ ก่อนที่จะมีการบูรณะและฟื้นฟูให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์อีกครั้งนึงครับ




มีกลิ่นอายความเป็นสถาปัตยกรรมยุคโคโลเนียลอย่างเต็มระบบ ทั้งรูปแบบหน้าต่าง ระเบียง การใช้บันไดวน โครงสร้างที่แบ่งอาคารเป็นปีกสองข้าง ไปจนถึงการมีตึกล้อมรอบโดยมีลานกว้างอยู่ด้านใน น่าเสียดายที่มีเวลาไม่พอสำหรับการทัวร์ภายในจึงได้เพียงเก็บบรรยากาศด้านนอกครับ เมื่อหน่วยงานต่าง ๆ ย้ายออกไปแล้ว ในปัจจุบัน จะมีการเปิดเป็นออฟฟิศหรือสำนักงานอยู่เล็กน้อย

อาคาค High Court Building อีกหนึ่งอาคารสถาปัตยกรรมยุคโคโลเนียล เคยเป็นที่ทำการศาลสูงมาก่อน จุดเด่นคือรูปร่าง สี และหอนาฬิกาของตึก จนกระทังมีการย้ายเมืองหลวง เบื้องต้นเข้าใจว่าไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนหรือบูรณะเป็นพิเศษ เมื่อเราไปถึงก็สามารถทำได้เพียงถ่ายรูปหน้าอาคาร เนื่องจากมีการล้อมลวดหนามเอาไว้ครับ จริง ๆ ต้องบอกว่า กือบทุกสถานที่ราชการที่นี่จะมีการล้อมรั้วลวดหนามที่กำแพงทั้งหมดเลย


ข้าง ๆ อาคาร High court จะเป็นอนุเสาวรีย์เสาโอเบลิก Maha Bandula Park ครับ เป็นพื้นที่สาธารณะที่จัดวางผังเมืองได้อย่างสวยงามมาก หากยืนในสวนแห่งนี้ เราจะเห็น อาคาร High court, โบสถ์, Yangon City Hall, และเจดีย์ชูเล่ อยู่ล้อมรอบครับผม


แนวปฏิบัติในการการเยี่ยมชมสวน ต้องปฏิบัติให้ได้อย่างเคร่งครัดทุกข้อนะครับ

มองจากที่นี่จะเห็น เจดีย์ชูเล่ อาคารศาลากลาง และโบสถ์ เรียงกันอย่างสวยงาม

หลังจบจากที่นี่แล้วจึงเดินทางกลับไปพักหลังจากเดินกันมากว่า 10 กิโลด้วยรองเท้าแตะ (เพราะเข้าวัดบ่อยต้องถอดรองเท้า) ก่อนที่จะไปไฮไลท์ของประเทศอย่างเจดีย์ชเวดากองในตอนเย็นครับ

ไว้พบกันในตอนถัดไป ขอบคุณทุกท่านที่อ่านจนถึงตอนนี้ครับ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่