สวัสดีมิตรชาวพันทิปทุกท่านครับ ขอต้อนรับกลับสู่ย่างกุ้งอีกครั้ง ในตอนที่แล้ว เราตัดจบที่ช่วงบ่ายขอกลับไปพักที่โรงแรมกันเล็กน้อย เนื่องจากเดินกันแต่เช้าครับจากที่นับในได้ตอนนั้นก็น่าจะถึง 10 กิโลแล้ว แต่เป็น 10 กิโลแบบรองเท้าแตะแบบไม่มีถุงเท้าครับ เพื่อความคล่องตัวในการเข้าวัด เนื่องจากวัดของที่นี่ ถอดเท้าเปล่าตั้งแต่หน้าประตู และจะว่าไปผู้คนที่นี่ที่นิยมเดินเป็นหลักก็ใช้รองเท้าแตะครับ

ช่วงประมาณ 5 โมงเย็น พวกเราเริ่มเดินทางไปชเวดากองซึ่งห่างจากที่พักประมาณ 2 กิโลเมตร แต่เมื่อเราอยากซึมซับวิถีชีวิตคนท้องถิ่น เราจึงเลือกเดินแบบคนท้องถิ่นครับ บรรยากาศสบาย ๆ ไม่ร้อน ฟุตบาทกว้าง เดินเพลิน ๆ ประมาณ 20 นาทีก็ถึงแล้ว โดยระหว่างทาง เหมือนถนนที่เดินจะเป็นย่านบ้านเก่า เป็นเหมือนคฤหาสน์ข้าหลวงเดิมอะไรแบบนั้น แต่ส่วนใหญ่มีลวดหนามกั้นกำแพงเอาไว้ครับ

ถ่ายจากถนนหน้าชเวดากอง มีทางเข้าทั้ง 4 ทิศ โดยนี่จะเป็นทางเข้าจากทิศใต้ครับ โดยเราจะข้ามถนนไป ในย่านนี้ทุก ๆ แยกจะมีสัญญาณไฟจราจรรวมถึงไฟข้ามถนนให้ค่อนข้างครบถ้วนครับ แต่ดูแล้วไม่น่าจะได้ผลกับคนที่นี่เท่าไหร่ รถโล่งปุ้ปเป็นข้ามครับ ถ้าจังหวะผิดก็ยืนกลางถนนไป รถที่นี่ก็ไม่ได้ใจดีชะลอให้เสียด้วย เราเองเมื่ออยากเรียนรู้วัฒนธรรมก็ทำตามเขาครับ เธอไปฉันก็ไป แต่ยังไงได้ยินเสียงแตรไม่ต้องน็อตหลุดนะครับ เขาบีบบอกว่ามีรถอยู่นี่ไม่ได้มีอะไรแฝง
หลังจากเข้ามาในเขตเจดีย์แล้ว แน่นอนว่าต้องถอดรองเท้าตั้งแต่หัวบันได ลืมเล่าไปว่าถึงจะต้องถอดรองเท้าแต่วัดที่นี่ก็มีบริการฝากรองเท้าครับ ที่ไปจะมีแค่พระธาตุอินทร์แขวนที่เราต้องหิ้วถุงไปเอง เมื่อเข้าไปจะต้องเดินขึ้นบันไดอีกหลายจุด เนื่องจากเจดีย์น่าจะตั้งอยู่บนเดิน เมื่อถึงเคาน์เตอร์แล้ว ก็ชำระค่าเข้าคนละ 25,000 จ๊าด ครับ

ข้อปฏิบัติในการเข้าชเวดากอง ไปสะดุดตาอยู่ข้อนึงครับผม ลอง Translate ดูก็แปลว่า ห้ามเล่น, Do not play เลยด้วย ฮ่าๆ เข้าใจว่าน่าจะห้ามliveสดเฉย ๆ ครับ จะว่าไปแล้วคนที่นี่จะนิยมเล่น Tiktok กันเป็นหลัก เพราะอินเตอร์เน็ตที่นี่บล็อกหลาย ๆ อย่าง รวมถึง Facebook/Instagram ใครจำเป็นต้องใช้เมื่อมาเที่ยวอย่าลืมโหลด VPN เผื่อมาด้วย แต่ Line ใช้ได้ทันทีครับ

ทดสอบพลังกล้อง ซูมยอดเจดีย์ดูเพชรที่ประดับอยู่บนยอด ที่ชเวดากองมีการประดับเพชรและอัญมณีนับมากมาย เพชรเม็ดที่ใหญ่ที่สุดหนักถึง 76 กะรัต แต่ด้วยความสูงใหญ่ของเจดีย์ พลังซูมของกล้องก็ยังไม่พอครับ

ความสูงใหญ่ อลังการ น่านับถือเคารพศรัทธา สมกับประวัติศาสตร์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนานขององค์เจดีย์จริง ๆ ครับ และรายร้อมไปด้วยเจดีย์องค์เล็กและพระพุทธรูปประจำวันเกิดที่จะกระจายอยู่รอบองค์เจดีย์
ผมเดินชมบรรยากาศโดยรอบเพื่อรอเวลาให้พระอาทิตย์ตกดิน จะได้ชมเจดีย์ในยามค่ำคืน เมื่อเดินจนครบรอบจึงตัดสินใจนั่งพักที่ลานครับ

เมื่อได้นั่งพัก มองไปรอบ ๆ ที่ได้เห็นถึงจิตศรัทธาของชาวพม่าที่ยังเป็นเช่นเดิมเสมอมา คือ ผู้คนที่นี่มีการนั่งสมาธิ เปิดบทสวดมนต์ นั่งปฏิบัติธรรมกันจริง ๆ ผมเลยนั่งสมาธิและได้นึกถึงประสบการณ์ที่ได้พบเจอตลอดสามวันที่ผ่านมา ได้ตระหนักและได้ขอบคุณในหลายอย่าง ที่นี่มีหลายอย่างที่ยังตามหลัง ไม่ได้สะดวกสบายเหมือนกับบ้านเรา แต่ผู้คนที่นี่ก็ยังใช้ชีวิตกันด้วยแรงตั้งมั่นในธรรม มีความสมถะพึงพอใจในสิ่งที่มี หรือความสุขสงบที่แท้จริงสุดท้ายก็มาจากจิตใจของเราเอง การได้ปลีกจากการแข่งขัน ความกดดัน ออกจากลู่วิ่งมานั่งพิจารณากับตัวเองในที่ที่ผู้คนมีธรรมเป็นที่ตั้ง ทำให้เกิดความสงบทางใจอย่างแท้จริงครับ

หลังจากเจริญภาวนากับตัวเองเรียบร้อยแล้ว ลืมตามาก็เป็นภาพของเจดีย์ส่องแสงสีทองตัดกับความมืดในค่ำคืนครับ เปลวไฟจากเทียนไขถูกจุดขึ้น สะท้อนแสงแห่งปัญญาในการชี้แนะการปฏิบัติในการใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ด้วยแรงศรัทธาของคนที่นี่ ได้แง่คิดว่า สุดท้ายถ้าเราเชื่อมั่นหรือศรัทธาในอะไรบางอย่างอย่างสุดหัวใจ ก็ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ครับ

เมื่อถ่ายภาพเสร็จแล้ว ผมได้เดินวนรอบเจดีย์เพื่อไปสักการะพระพุทธรูปประจำวันเกิด โดยได้ความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ภายในวัดครับ สามารถสื่อสารภาษาไทยพอได้และพูดอังกฤษได้ดีมาก ได้เล่าว่าจึงไม่ใช่เจ้าหน้าที่แต่เป็นครู ที่จะมาช่วยเหลือนักท่องเที่ยวในทุกวันหยุดครับ ได้พาไปไหว้พระประจำวันเกิดและสอนธรรมเนียมของที่นี่ โดยเราจะต้องสรงน้ำพระเป็นจำนวนที่แตกต่างกัน และพาไปสักการะพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ตามลำดับของที่นี่ เมื่อได้คุยกันไปมา ได้ทราบว่า เขาเกิดที่ชายแดนในเขตชาวมอญครับ เขาจึงบอกว่าประทับใจโสร่งที่ผมใส่มากเพราะเป็นโสร่งลายมอญ (ก็ผมซื้อตอนขึ้นพระธาตุอินทร์แขวนที่เป็นเขตมอญ) จึงได้คุยกันถึงเรื่องราวในประวัติศาสตร์ว่าในไทยเองก็มีชาวมอญอยู่มาก จึงประทับใจที่พวกเรามีหลาย ๆ อย่างเหมือนกันและได้มาเจอกันที่นี่
เป็นอีกมิตรภาพนึงที่พบเห็นได้ครับ ผู้คนที่นี่โดยเฉพาะตามวัด ใจดี และพร้อมจะช่วยเหลือเรา ขอบคุณในบารมีแห่งองค์เจดีย์ที่หลอดหลวมให้คนที่นี่มีคุณธรรม มีเมตตา และคอยช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ซึ่งกันและครับ เป็นสิ่งที่ล้ำค่าจากการท่องเที่ยวไม่ใช่ความยิ่งใหญ่อลังการของสถานที่แต่เป็น”ผู้คน”นี่แหละครับ

กว่าจะเสร็จจากชเวดากองก็เป็นเวลาสองทุ่มแล้ว เริ่มคิดหนักว่าจะกินอาหารเย็นยังไงดี เรื่องที่จะมาแบ่งปันคือ ร้านอาหาร ร้านค้าที่นี่ปิดเร็วครับ แม้แต่ในห้าง หลายร้านหนึ่งทุ่มก็เริ่มปิดแล้ว คาดว่าเพราะเรื่องไฟฟ้าและระบบขนส่งครับที่ทำให้คนที่นี่ไม่ค่อยทำกิจกรรมข้างนอกตอนกลางคืนนัก
เลยมาที่ร้านอาหารทะเลแห่งหนึ่งที่ปิดสามทุ่ม โดยไม่ได้คาดหวังอะไรกับมื้อนี้ต้องการภาพภาพเดียวครับ

เผื่อคนไม่เชื่อว่ามาย่างกุ้งครับ ตัวไม่ใหญ่เท่าบ้านเราก็ราคาถูกกว่าบ้านเราหลายเท่าครับ จานนี้เป็นเงินไทยน่าจะไม่ถึง 300 บาทด้วยซ้ำ

และที่ชนะขาดคือมีถุงมือให้เราใส่แกะกุ้งโดยไม่ให้เลอะมือ
ไหน ๆ จะได้ขอเล่าถึงลักษณะร้านอาหารโดยรวมครับ ก่อนที่ได้มาเที่ยวที่นี่ ก็มีคนรอบข้างที่กึ่งเตือนด้วยความเป็นห่วงกึ่งปรามาสว่า มาที่นี่กินอาหารให้ระวังความสะอาดด้วย แต่ความจริงคือ ร้านอาหารทั่วไปของที่นี่มีความสะอาดและถูกสุขอนามัยมากกว่าร้านทั่วไปในบ้านเราอีกครับ
ทั้งตัวอาหารสดใหม่ ภาชนะ โต๊ะ เก้าอี้ เครื่องครัวต่าง ๆ และมีการตกแต่งบรรยากาศได้ดีเกินราคาอาหารไปมากครับ ส่วนนึง อาจเป็นเพราะที่นี่ ไม่ได้มีกำลังซื้อจากกลุ่มต่างชาติมากนัก จึงต้องเป็นราคาที่คนภายในประเทศเข้าถึงได้ และคงมีข้อกฎหมายทางอนามัยหรือการประกอบธุรกิจร้านอาหารที่เข้มงวดกว่า เพราะดูจะมีมาตรฐานในระดับใกล้เคียงกันหมดเลย

ป้ายรับสมัครงานของร้านอาหาร เห็นแล้วเกิดข้อสังเกตที่น่าสนใจ สังเกตว่างานบริการเขาไม่กำหนดอายุ กำหนดเพศ กำหนดวุฒิ (หรืออาจมีแต่ไม่บอก) แถมต่อรองเงินได้ด้วย มองว่าที่นี่ไม่ค่อยมีการใช้เครื่องจักร งานส่วนใหญ่จึงมาจากทรัพยากรมนุษย์

ขณะกำลังรอเรียก Taxi กลับที่พัก ได้คำตอบว่าทำไมร้านอาหารที่นี่ปิดเร็วครับ เป็นไปตามสภาพถนนตอนกลางคืนนี่แหละ แต่ระหว่างทางก็ยังพบเห็นคนที่นี่เดินตามถนนนะครับ คงเป็นความปกติของที่นี่ หลังจากถึงที่พักก็เป็นการปิดท้ายวันที่ 3 และพรุ่งนี้จะได้เวลาเดินทางกลับไทยแล้วครับผม
ขอบคุณทุกท่านที่อ่านมาจนจบครับ
ตอนต่อไป
สนธยาในดินแดนทองคำ [เมียนมาร์ 2026] EP.6 และการตกผลึกความคิด - Pantip
สนธยาในดินแดนทองคำ [เมียนมาร์ 2026] EP.5
ช่วงประมาณ 5 โมงเย็น พวกเราเริ่มเดินทางไปชเวดากองซึ่งห่างจากที่พักประมาณ 2 กิโลเมตร แต่เมื่อเราอยากซึมซับวิถีชีวิตคนท้องถิ่น เราจึงเลือกเดินแบบคนท้องถิ่นครับ บรรยากาศสบาย ๆ ไม่ร้อน ฟุตบาทกว้าง เดินเพลิน ๆ ประมาณ 20 นาทีก็ถึงแล้ว โดยระหว่างทาง เหมือนถนนที่เดินจะเป็นย่านบ้านเก่า เป็นเหมือนคฤหาสน์ข้าหลวงเดิมอะไรแบบนั้น แต่ส่วนใหญ่มีลวดหนามกั้นกำแพงเอาไว้ครับ
ถ่ายจากถนนหน้าชเวดากอง มีทางเข้าทั้ง 4 ทิศ โดยนี่จะเป็นทางเข้าจากทิศใต้ครับ โดยเราจะข้ามถนนไป ในย่านนี้ทุก ๆ แยกจะมีสัญญาณไฟจราจรรวมถึงไฟข้ามถนนให้ค่อนข้างครบถ้วนครับ แต่ดูแล้วไม่น่าจะได้ผลกับคนที่นี่เท่าไหร่ รถโล่งปุ้ปเป็นข้ามครับ ถ้าจังหวะผิดก็ยืนกลางถนนไป รถที่นี่ก็ไม่ได้ใจดีชะลอให้เสียด้วย เราเองเมื่ออยากเรียนรู้วัฒนธรรมก็ทำตามเขาครับ เธอไปฉันก็ไป แต่ยังไงได้ยินเสียงแตรไม่ต้องน็อตหลุดนะครับ เขาบีบบอกว่ามีรถอยู่นี่ไม่ได้มีอะไรแฝง
หลังจากเข้ามาในเขตเจดีย์แล้ว แน่นอนว่าต้องถอดรองเท้าตั้งแต่หัวบันได ลืมเล่าไปว่าถึงจะต้องถอดรองเท้าแต่วัดที่นี่ก็มีบริการฝากรองเท้าครับ ที่ไปจะมีแค่พระธาตุอินทร์แขวนที่เราต้องหิ้วถุงไปเอง เมื่อเข้าไปจะต้องเดินขึ้นบันไดอีกหลายจุด เนื่องจากเจดีย์น่าจะตั้งอยู่บนเดิน เมื่อถึงเคาน์เตอร์แล้ว ก็ชำระค่าเข้าคนละ 25,000 จ๊าด ครับ
ข้อปฏิบัติในการเข้าชเวดากอง ไปสะดุดตาอยู่ข้อนึงครับผม ลอง Translate ดูก็แปลว่า ห้ามเล่น, Do not play เลยด้วย ฮ่าๆ เข้าใจว่าน่าจะห้ามliveสดเฉย ๆ ครับ จะว่าไปแล้วคนที่นี่จะนิยมเล่น Tiktok กันเป็นหลัก เพราะอินเตอร์เน็ตที่นี่บล็อกหลาย ๆ อย่าง รวมถึง Facebook/Instagram ใครจำเป็นต้องใช้เมื่อมาเที่ยวอย่าลืมโหลด VPN เผื่อมาด้วย แต่ Line ใช้ได้ทันทีครับ
ทดสอบพลังกล้อง ซูมยอดเจดีย์ดูเพชรที่ประดับอยู่บนยอด ที่ชเวดากองมีการประดับเพชรและอัญมณีนับมากมาย เพชรเม็ดที่ใหญ่ที่สุดหนักถึง 76 กะรัต แต่ด้วยความสูงใหญ่ของเจดีย์ พลังซูมของกล้องก็ยังไม่พอครับ
ความสูงใหญ่ อลังการ น่านับถือเคารพศรัทธา สมกับประวัติศาสตร์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนานขององค์เจดีย์จริง ๆ ครับ และรายร้อมไปด้วยเจดีย์องค์เล็กและพระพุทธรูปประจำวันเกิดที่จะกระจายอยู่รอบองค์เจดีย์
ผมเดินชมบรรยากาศโดยรอบเพื่อรอเวลาให้พระอาทิตย์ตกดิน จะได้ชมเจดีย์ในยามค่ำคืน เมื่อเดินจนครบรอบจึงตัดสินใจนั่งพักที่ลานครับ
เมื่อได้นั่งพัก มองไปรอบ ๆ ที่ได้เห็นถึงจิตศรัทธาของชาวพม่าที่ยังเป็นเช่นเดิมเสมอมา คือ ผู้คนที่นี่มีการนั่งสมาธิ เปิดบทสวดมนต์ นั่งปฏิบัติธรรมกันจริง ๆ ผมเลยนั่งสมาธิและได้นึกถึงประสบการณ์ที่ได้พบเจอตลอดสามวันที่ผ่านมา ได้ตระหนักและได้ขอบคุณในหลายอย่าง ที่นี่มีหลายอย่างที่ยังตามหลัง ไม่ได้สะดวกสบายเหมือนกับบ้านเรา แต่ผู้คนที่นี่ก็ยังใช้ชีวิตกันด้วยแรงตั้งมั่นในธรรม มีความสมถะพึงพอใจในสิ่งที่มี หรือความสุขสงบที่แท้จริงสุดท้ายก็มาจากจิตใจของเราเอง การได้ปลีกจากการแข่งขัน ความกดดัน ออกจากลู่วิ่งมานั่งพิจารณากับตัวเองในที่ที่ผู้คนมีธรรมเป็นที่ตั้ง ทำให้เกิดความสงบทางใจอย่างแท้จริงครับ
หลังจากเจริญภาวนากับตัวเองเรียบร้อยแล้ว ลืมตามาก็เป็นภาพของเจดีย์ส่องแสงสีทองตัดกับความมืดในค่ำคืนครับ เปลวไฟจากเทียนไขถูกจุดขึ้น สะท้อนแสงแห่งปัญญาในการชี้แนะการปฏิบัติในการใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ด้วยแรงศรัทธาของคนที่นี่ ได้แง่คิดว่า สุดท้ายถ้าเราเชื่อมั่นหรือศรัทธาในอะไรบางอย่างอย่างสุดหัวใจ ก็ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ครับ
เมื่อถ่ายภาพเสร็จแล้ว ผมได้เดินวนรอบเจดีย์เพื่อไปสักการะพระพุทธรูปประจำวันเกิด โดยได้ความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ภายในวัดครับ สามารถสื่อสารภาษาไทยพอได้และพูดอังกฤษได้ดีมาก ได้เล่าว่าจึงไม่ใช่เจ้าหน้าที่แต่เป็นครู ที่จะมาช่วยเหลือนักท่องเที่ยวในทุกวันหยุดครับ ได้พาไปไหว้พระประจำวันเกิดและสอนธรรมเนียมของที่นี่ โดยเราจะต้องสรงน้ำพระเป็นจำนวนที่แตกต่างกัน และพาไปสักการะพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ตามลำดับของที่นี่ เมื่อได้คุยกันไปมา ได้ทราบว่า เขาเกิดที่ชายแดนในเขตชาวมอญครับ เขาจึงบอกว่าประทับใจโสร่งที่ผมใส่มากเพราะเป็นโสร่งลายมอญ (ก็ผมซื้อตอนขึ้นพระธาตุอินทร์แขวนที่เป็นเขตมอญ) จึงได้คุยกันถึงเรื่องราวในประวัติศาสตร์ว่าในไทยเองก็มีชาวมอญอยู่มาก จึงประทับใจที่พวกเรามีหลาย ๆ อย่างเหมือนกันและได้มาเจอกันที่นี่
เป็นอีกมิตรภาพนึงที่พบเห็นได้ครับ ผู้คนที่นี่โดยเฉพาะตามวัด ใจดี และพร้อมจะช่วยเหลือเรา ขอบคุณในบารมีแห่งองค์เจดีย์ที่หลอดหลวมให้คนที่นี่มีคุณธรรม มีเมตตา และคอยช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ซึ่งกันและครับ เป็นสิ่งที่ล้ำค่าจากการท่องเที่ยวไม่ใช่ความยิ่งใหญ่อลังการของสถานที่แต่เป็น”ผู้คน”นี่แหละครับ
กว่าจะเสร็จจากชเวดากองก็เป็นเวลาสองทุ่มแล้ว เริ่มคิดหนักว่าจะกินอาหารเย็นยังไงดี เรื่องที่จะมาแบ่งปันคือ ร้านอาหาร ร้านค้าที่นี่ปิดเร็วครับ แม้แต่ในห้าง หลายร้านหนึ่งทุ่มก็เริ่มปิดแล้ว คาดว่าเพราะเรื่องไฟฟ้าและระบบขนส่งครับที่ทำให้คนที่นี่ไม่ค่อยทำกิจกรรมข้างนอกตอนกลางคืนนัก
เลยมาที่ร้านอาหารทะเลแห่งหนึ่งที่ปิดสามทุ่ม โดยไม่ได้คาดหวังอะไรกับมื้อนี้ต้องการภาพภาพเดียวครับ
เผื่อคนไม่เชื่อว่ามาย่างกุ้งครับ ตัวไม่ใหญ่เท่าบ้านเราก็ราคาถูกกว่าบ้านเราหลายเท่าครับ จานนี้เป็นเงินไทยน่าจะไม่ถึง 300 บาทด้วยซ้ำ
และที่ชนะขาดคือมีถุงมือให้เราใส่แกะกุ้งโดยไม่ให้เลอะมือ
ไหน ๆ จะได้ขอเล่าถึงลักษณะร้านอาหารโดยรวมครับ ก่อนที่ได้มาเที่ยวที่นี่ ก็มีคนรอบข้างที่กึ่งเตือนด้วยความเป็นห่วงกึ่งปรามาสว่า มาที่นี่กินอาหารให้ระวังความสะอาดด้วย แต่ความจริงคือ ร้านอาหารทั่วไปของที่นี่มีความสะอาดและถูกสุขอนามัยมากกว่าร้านทั่วไปในบ้านเราอีกครับ
ทั้งตัวอาหารสดใหม่ ภาชนะ โต๊ะ เก้าอี้ เครื่องครัวต่าง ๆ และมีการตกแต่งบรรยากาศได้ดีเกินราคาอาหารไปมากครับ ส่วนนึง อาจเป็นเพราะที่นี่ ไม่ได้มีกำลังซื้อจากกลุ่มต่างชาติมากนัก จึงต้องเป็นราคาที่คนภายในประเทศเข้าถึงได้ และคงมีข้อกฎหมายทางอนามัยหรือการประกอบธุรกิจร้านอาหารที่เข้มงวดกว่า เพราะดูจะมีมาตรฐานในระดับใกล้เคียงกันหมดเลย
ป้ายรับสมัครงานของร้านอาหาร เห็นแล้วเกิดข้อสังเกตที่น่าสนใจ สังเกตว่างานบริการเขาไม่กำหนดอายุ กำหนดเพศ กำหนดวุฒิ (หรืออาจมีแต่ไม่บอก) แถมต่อรองเงินได้ด้วย มองว่าที่นี่ไม่ค่อยมีการใช้เครื่องจักร งานส่วนใหญ่จึงมาจากทรัพยากรมนุษย์
ขณะกำลังรอเรียก Taxi กลับที่พัก ได้คำตอบว่าทำไมร้านอาหารที่นี่ปิดเร็วครับ เป็นไปตามสภาพถนนตอนกลางคืนนี่แหละ แต่ระหว่างทางก็ยังพบเห็นคนที่นี่เดินตามถนนนะครับ คงเป็นความปกติของที่นี่ หลังจากถึงที่พักก็เป็นการปิดท้ายวันที่ 3 และพรุ่งนี้จะได้เวลาเดินทางกลับไทยแล้วครับผม
ขอบคุณทุกท่านที่อ่านมาจนจบครับ
ตอนต่อไป
สนธยาในดินแดนทองคำ [เมียนมาร์ 2026] EP.6 และการตกผลึกความคิด - Pantip