เรื่องเล่าครอบครัวจีน| ตอน: ซิมปู่เกี้ย

  ภาพขวามือ คือ "อาแน" (คุณแม่ใหญ่ของแม่นัน) ที่ได้ชื่อว่า "ซิมปู่เกี้ย"


หลายๆท่านคงได้อ่านเรื่อง “ซิงฉั่วเหลา” กันแล้ว ในเนื้อเรื่อง “อาแน” ภริยาหลวงของอาป๊ะ หรือคุณแม่ใหญ่ของพวกเรา) เป็น “ซิงกิ๋ว” ที่ฉั่ว “เหล่ากิ๋ว” คืออาป๊ะ ให้มาอยู่ด้วยกัน ณ สุสานหงส์ซัว บ้านบึง ชลบุรี ทำให้แม่นันอยากเล่าประวัติของ “อาแน” ให้เพื่อนๆได้ฟังก่อน

แล้ว “อาแน” เกี่ยวอะไรกับ เรื่อง “ซิมปู่เกี้ย” ที่จะเล่าล่ะค่ะ แล้วคำว่าซิมปู่เกี้ยคืออะไร หลายๆท่านอาจตั้งคำถามในใจ

คำว่า “ซิมปู่เกี้ย” คือเด็กผู้หญิงตัวน้อยๆที่ถูกขายหรือถูกซื้อมาเลี้ยงไว้ทำงานบ้าน และเมื่อถึงถึงวัยอันควรก็จะถูกจับคู่กับลูกชาย จึงเป็นที่มาของคำว่า “ซิมปู่เกี้ย” หรือสะใภ้ตัวน้อยนั่นเอง

“อาแน” คือเด็กน้อยที่ถูกซื้อมาเป็น “ซิมปู่เกี้ย” เมื่อประมาณร้อยปีที่แล้วค่ะ

รูปซ้าย คุณแม่คาเกียว แซ่ตั้ง คืออาอึ้ม (คุณแม่) ของแม่นัน
รูปขวา คุณแม่เยียบลั้ง แซ่เจี่ย (อาแน) ซิมปู่เกี้ย

“อาแน” ถูกอากงอาม่า (คุณปู่คุณย่าของแม่นัน) ซื้อมาเลี้ยงไว้ตั้งแต่ยังเป็นเด็กน้อย สมัยก่อนอากงเช่าบ้านอยู่ที่ “ฮวยจุ่งล่ง” ท่าเรือกลไฟริมแม่น้ำเจ้าพระยาในสมัยนั้น เป็นทั้งที่อยู่อาศัยและโกดังเครื่องปั้นดินเผา สมัยแม่นันตัวน้อยๆ อาอึ้มพามาเที่ยวบ่อยๆ แต่ละห้องจะมีบานประตูไม้ใหญ่ประกบกันสองบาน สลักกลอนประตูโบราณ พื้นบ้านมีช่องระหว่างแผ่นไม้หนาๆ ดูอลังการน่ากลัว แต่หนูน้อยกลับชอบก้มดูน้ำกระเพื่อมไปมาผ่านร่องไม้ มันมีเสน่ห์แฝงความลึกลับอย่างบอกไม่ถูก (มโนตั้งแต่เด็กๆค่ะ)

กลับมาที่เรื่องราวของอาแนดีกว่าค่ะ อาแนเป็นเด็กเงียบๆ พูดน้อย ขยัน หนักเอาเบาสู้ แน่นอนต้องเป็นที่โปรดปรานของอาม่า เมื่อถึงวัยอันควรประมาณ 13-14 ปี จึงถูกจับเป็นสะใภ้ (ไม่เคยถามเลยว่าลูกชายตัวเองและสาวน้อยนั้นพึงพอใจกันรึเปล่า) พิธีแต่งไม่มีค่ะ จับเข้าห้องล็อคประตู ชอบไม่ชอบเดี๋ยวอารมณ์หนุ่มสาววัยกระเตาะก็พาไป แม่นันมีพี่ต่างมารดาตั้งห้าคนน่ะค่ะ นี่ขนาดสาวน้อย (อาแน) ไม่เป็นที่พึงพอใจของอาป๊ะนะคะ

มีผู้ใหญ่เคยเล่าให้แม่นันฟังว่า เด็กหนุ่มสาวบางคู่ไม่เคยเห็นหน้าค่าตากันด้วยซ้ำ จู่ๆเด็กสาว (ว่าที่ซิมปู่เกี้ย) ก็ถูกจับให้แต่งกับบุตรชายที่เพิ่งเคยเห็นหน้ากันครั้งแรก ทั้งคู่ถูกบังคับจับเข้าห้องล็อคประตู เด็กหนุ่มที่ไม่ชอบเด็กสาวถึงกับจะปีนหน้าต่างหนีออกไป แต่กลับถูกพ่อแม่ใช้ไม้ปิดตายหน้าต่างแถมล็อคประตูจากด้านนอก ไม่สามารถหนีออกทางใดได้ สุดท้ายหนุ่มสาววัยกำหนัดก็ถูกบรรยากาศพาไป มีลูกมีเต้าเป็นโขยงแต่ไม่ได้รักกันเลย ทะเลาะตบตีกันตลอด

อาแนโชคดีตรงที่อาม่ารักดั่งลูกเพราะเลี้ยงมาตั้งแต่เด็กๆ จึงเป็นสะใภ้อย่างสนิทใจ แต่คนที่น้อยใจเพราะถูกตำหนิ ถูกกระแนะกระแหนจากอาม่าบ่อยๆคือ “อาอึ้ม” (คุณแม่ของแม่นันเอง) อาอึ้ม (สาวสิงคโปร์) เป็นรักแท้ของอาป๊ะ แต่เป็นสะใภ้ที่อาม่าไม่ได้ต้องการ สงสารอาอึ้ม (นึกถึงอาอึ้มในตอนนั้นแล้วแม่นันแอบน้ำตาซึม ไว้จะมาเล่าให้ฟังค่ะ) อาตั่วแจ้เล่าว่าภายหลังผ่านมาหลายปีอาม่าจัดงานแต่งให้อาป๊ะกับอาแนอย่างเงียบๆ ซึ่งก็ไม่ได้เป็นความต้องการของอาป๊ะเลย

อาตั่วแจ้เล่าว่า อาแนชอบทำอาหาร ทำขนม อาแนจะมีหน้าที่ทำอาหารเลี้ยงคนทั้งบ้าน รวมทั้งคนงานด้วย เวลามีเทศกาลทีไร อาตั่วแจ้จะถูกอาแนเกณฑ์มาช่วยงานด้วย โดยเฉพาะเทศกาลไหว้พระจันทร์จะเป็นช่วงเวลาที่โกลาหลและเหนื่อยที่สุด เพราะเด็กๆคนงานจะต้องวิ่งเข้าวิ่งออกคอยนำเจ้าถาดถั่วเขียวหลบแดดตากแดดบริเวณลานกว้างๆหน้าบ้านเป็นเวลาหกเจ็ดวัน นึกภาพตามนะคะ เวลาแดดดีๆทุกคนจะต้องลำเลียงถาดถั่วเขียวหลายสิบถาดไปเรียงบนลานหน้าบ้าน พอแดดหมดก็ต้องลำเลียงเจ้าถาดพวกนี้กลับมาไว้บนแคร่ที่ทำไว้ในบ้าน เกิดวันไหนฝนตกถั่วเริ่มชื้นก็ต้องยืดวันนำออกตากแดดอีก ทำแบบนี้สลับกันจนกว่าถั่วจะแห้งได้ที่ (ใครที่เคยอาศัยอยู่ฮวยจุ่งล่งจะนึกภาพบริเวณลานกว้างๆออกค่ะ บริเวณนั้นตอนกลางวันแดดจะเปรี้ยงมาก) จึงเหมาะแก่การตากถั่วเป็นที่สุด

อาตั่วแจ้เล่าอีกว่า นอกจากการทำอาหารทำขนมแล้ว อาแนยังชอบทำงานบ้านเป็นชีวิตจิตใจ “ทั้งขัดทั้งถูจนขึ้นเงาเหมือนลงแว๊ก” ประโยคนี้แม่นันเชื่อค่ะ แม่นันเคยได้ใกล้ชิดกับอาแนอยู่พักหนึ่ง ตอนนั้นแม่นันอยู่มัธยมแล้ว แม่นันเห็นอาแนกวาดถูทั้งวัน โดยเฉพาะที่นอนตัวเอง ถูแล้วถูอีก ไม่รู้จะถูไปทำไม แต่รสมือการทำ “หมี่กึง” ของอาแน ทำเอาแม่นันติดอกติดใจจนถึงทุกวันนี้

ลองสังเกตชื่อแซ่ของอาแนใต้ภาพสิคะ (นางเยียบลั้ง แซ่เจี่ย) ย้อนไปวันที่อาแนถูกอากงซื้อมาเลี้ยง เด็กน้อยคนนั้นจะได้ใช้นามสกุลเดียวกับสามีตนเอง อากงตั้งชื่อให้ว่า “กิมลั้ง แซ่ลี้” แต่ด้วยความบังเอิญอย่างเหลือเกิน อาตั่วกู๋ตั่วกิ๋ม (สองสามีภรรยา) เดินทางมาจากเมืองจีน ได้มาพบกับอาแน ซึ่งแซ่เดิมคือ “แซ่เจี่ย” เหมือนกับตัวเอง ซักกันไปมาจึงทราบว่า “นางกิมลั้ง” คือนางเยียบลั้ง แซ่เจี่ย น้องสาวแท้ๆของตัวเองที่ถูกขายมาตั้งแต่เด็ก อาแนจึงดีใจและอุ่นใจขึ้นเยอะที่มีญาติมาอยู่เมืองไทยด้วย ตั้งแต่นั้นจึงมีการไปมาหาสู่กันตลอด

อาตั่วแจ้เล่าว่า อาอึ้ม (คุณแม่ของพวกเรา) ตัดพ้อขึ้นมาในวันหนึ่ง..ว่า
“อาแนอู่ฮกขี่ เฮียหม่วยไหล่เสี่ยมล้อเซียหงอ” (อาแนมีวาสนา พี่น้องได้มาเจอกันที่เมืองไทย)
“อาอึ้มไก่แป่ไอ๊ต่อซิงกาปอ (สิงคโปร์) อึ่มไจแกเหยียะกู้ เจี๊ยไหล่เซียหงอ” (พ่อแม่อาอึ้มอยู่สิงคโปร์ เมื่อไหร่จะได้มาพบกันก็ไม่รู้)

...แม่นันฟังแล้วน้ำตารื้นอีกแล้วค่ะ... คิดถึงอาอึ้ม ตั้งแต่จากอ้อมอกพ่อแม่ที่สิงคโปร์มา ก็ไม่เคยได้กลับไปอีกเลย แม่นันก็ไม่เคยได้เห็นหน้าอาหงั่วกงหงั่วม่า (คุณตาคุณยาย) เช่นกันค่ะ... สมัยอาอึ้มมาอยู่เมืองไทยได้พักใหญ่ อาซิงแซคนสนิท พยายามตามหาพ่อแม่ให้อาอึ้ม ปรากฏว่าหาไม่เจอเพราะได้ย้ายที่อยู่ไป และไม่ปรากฏข้อมูลใดๆ ให้ตามหาได้เลย

มีเด็กน้อยมากมายที่ถูกขายมาเป็น “ซิมปู่เกี้ย” ในสมัยนั้น..แต่ไม่ได้โชคดีเหมือนอาแนทุกคน แม่นันเคยฟังจากผู้เฒ่าผู้แก่เล่าให้ฟัง บางคนเล่าไปร้องไห้ไป บางคนบอกเข็ดแล้วกับชีวิตนี้ ในขณะที่บางคนบอกว่าชีวิตถูกกำหนดมาแบบนี้แล้วก็ต้องให้มันเป็นไป.... “ซิมปู่เกี้ย”

เพื่อนๆมีประสบการณ์ในครอบครัวแบบนี้มั้ยคะ มาแบ่งปันเรื่องราวกันค่ะ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่