อาอึ้มคนนี้ล่ะค่ะ…รักแท้ของอาป๊ะ แต่ไม่ใช่สะใภ้ที่อาม่าต้องการ
เพื่อนๆ จำตอนที่แล้วได้มั้ยคะ ที่แม่นันเล่าถึง “อาแน” ซิมปู่เกี้ย…สะใภ้เด็กที่อาม่าเลือกให้อาป๊ะ
ซิมปู่เกี้ยคือคนที่อาม่าเลือก แต่อาอึ้ม…คือคนที่อาป๊ะรัก และ “อาอึ้ม” คนนี้ คือคุณแม่ของแม่นันเอง
อาอึ้ม สาวน้อยสิงคโปร์ที่อาป๊ะ (คุณพ่อ) ตกหลุมรักอย่างจัง อาป๊ะพาคนรักกลับเมืองไทยด้วยความหวังว่าอาม่าจะเข้าใจในรักแท้ของตน
แต่ไม่เป็นดั่งที่หวังเลยค่ะ อาอึ้มไม่เป็นที่ถูกตาต้องใจอาม่าสักนิด อาม่าเหน็บแนมได้ทุกเรื่อง แม้กระทั่งเรื่องบนโต๊ะอาหาร
ตักน้ำแกงใสๆเพียงสี่ช้อนก็ถูกเหน็บว่า
“ทึงซี้คะก๊วยโส่ย ตั่งเซียะอึมต๊อฮ่อ” (ช้อนท่าจะเล็กไป ทัพพีดีกว่ามั้ย) อูย...เจ็บแทนอาอึ้ม
สาวน้อยกลืนน้ำตาแทนข้าว.. แต่ยังมีมืออุ่นๆ ของอาป๊ะคอยบีบให้กำลังใจอยู่ข้างๆ
อาหวั่วม่า (คุณยาย)…จะรู้ไหมนะ
ว่าลูกสาวของท่าน…กำลังอ้างว้างอยู่ตรงนี้
“รักแท้ของอาป๊ะ..แต่ไม่ใช่สะใภ้ที่อาม่าต้องการ” เรื่องแม่ผัวลูกสะใภ้มีมานมนานไม่เลือกชาติเลือกกำเนิด มันคือเรื่องจริงค่ะ
สมัยแม่นันเด็กๆแม่นันเคยถามอาอึ้มว่า “ทำไมให้เรียกแม่ว่าอาอึ้ม”??
อาอึ้มตอบว่า “เพราะตอนอาตั่วแจ้เริ่มหัดพูด ติดที่จะเรียกแม่ว่า อาอึ้ม อาอึ้ม ออกเสียงก็ไม่ค่อยชัด จึงเลยตามเลย ตั้งแต่นั้น
น้องๆที่คลอดตามๆกันมาจึงเรียกแม่ว่า “อาอึ้ม” ตามอาตั่วแจ้ ซึ่งแม่นันก็เชื่อสนิทใจเลยนะคะ เพิ่งมาทราบความจริงจากอาตั่วแจ้
เมื่อไม่นานมานีโถ..โถ..โดนคุณแม่หลอกมา 60 ปี ที่แท้คงไม่อยากเล่าเพราะสะเทือนใจนั่นเอง
อาตั่วแจ้เล่าให้ฟังว่า
คำว่า “อาอึ้ม” เกิดจากการเรียกตามลูกๆของอาเจ็ก (น้องชายอาป๊ะ) ที่เรียกพี่ชายของพ่อว่า “อาแปะ” (ลุง)
และเรียกภรรยาของอาแปะว่า “อาอึ้ม” (ป้าสะใภ้) “แม่” จึงกลายเป็น “อาอึ้ม” ของลูกๆ ตั้งแต่นั้นมา
ความลับในบ้านหลังใหญ่มีมากมายเกินกว่าลูกๆอย่างพวกเราจะเข้าใจ อาป๊ะตัดสินใจพาอาอึ้มและลูกๆ
ออกมาเช่าบ้านหลังเล็กๆอยู่กันตามลำพังที่ “อ๊ะฉู่” ท่าดินแดง อาป๊ะเก่งงานช่าง พวกอาแจ้เล่าว่า
“อาป๊ะจะมีลังไม้คู่ใจ ภายในมีอุปกรณ์ช่างสารพัด เช้าก็ “เหลาะหั่ง” ตามตรอกซอกซอยซ่อมนู่นซ่อมนี่ตามแต่คนจะว่าจ้าง
หาเงินเข้าบ้านเลี้ยงลูกเลี้ยงเมีย
อาตั่วแจ้ในวัยสิบกว่าขวบ แอบออกไปรับจ้าง หวังช่วยแบ่งเบาภาระที่บ้าน แต่กลับถูกอาป๊ะดุไว้ ไม่ให้ออกไปไหน
“จำไว้นะ…อาป๊ะเป็นหัวหน้าครอบครัว มีหน้าที่หาเลี้ยงลูกเมีย ส่วนลูก ๆ แค่ช่วยงานบ้านอาอึ้มก็พอ”
ระหว่างอาศัยอยู่ที่บ้านอ๊ะฉู่ อาตั่วแจ้เล่าว่ามีเรื่องราวเยอะแยะเกิดขึ้น ทั้งสุขทั้งทุกข์ มีน้ำตามีเสียงหัวเราะเคล้าข้าวกินกัน
แต่พวกเราก็มีความสุข อาอึ้มพูดน้อย พูดเพราะ ไม่เคยดุลูก ภาพอาป๊ะนั่งไขว่ห้าง สูบบุหรี่อยู่บนเก้าอี้ตัวโปรด
สายตามองลูก ๆ วิ่งเล่นกันอย่างมีความสุข เป็นภาพที่ชินตาของทุกคน… ตอนนั้นแม่นันอยู่ไหนน่ะเหรอ—ยังเป็นวุ้นอยู่เลย
แม่นันเกิดมากับภาพนี้—ภาพของอาอึ้มในกางเกง “ซี้กี่โข่ว”ในสายตาเด็กตอนนั้น มันคือกางเกงผ้าแพรสีดำ ลื่น ๆ ตัวใหญ่ เอวกว้าง…ยาวมาก
จำได้ว่าขอบเอวสูงขึ้นไปเกือบถึงใต้อก เวลานุ่ง อาอึ้มจะใช้มือจับขอบกางเกงทั้งสองด้าน ทบซ้าย ทบขวาไปมา แล้วคาดด้วยเข็มขัดสีเงิน
ก่อนจะพับขอบกางเกงทับลงบนเข็มขัด แล้วสอดเก็บอีกที
เฮ่อ…แค่เล่าถึงวิธีนุ่งกางเกงของอาอึ้มก็เหนื่อยแล้ว นี่ยังไม่ทันได้เล่าถึง “เสื้อชั้นใน” ของอาอึ้มเลยนะ
ไม่ได้ทะลึ่งนะคะ—ของคนจีนสมัยก่อน ก่อนจะมาเป็นยกทรงแบบทุกวันนี้ มันคลาสสิกมาก…แถมยังมีที่ซ่อนเงินอีกด้วย
แต่ถึงจะซ่อนไว้ดีแค่ไหน ก็ไม่พ้นนิ้วน้อย ๆ อันทรงพลังของอาหมวยตัวเล็กค่อย ๆ งัดออกมาจนได้
แหม…เล่าไปก็อดยิ้มไม่ได้เลย
อาป๊ะ ผู้เป็นที่รักของพวกเรา จากไปด้วยโรคร้ายในวัยเพียงห้าสิบกว่าปี อาอึ้มจึงต้องกลายเป็นทั้งพ่อและแม่ให้กับลูก ๆ ทุกคน
แม่นันจำได้ว่า ตอนเรียนอยู่ชั้นประถม คุณครูให้เขียนเรียงความเรื่อง “แม่”
อาหมวยน้อยนั่งมองหน้าอาอึ้มอยู่นาน…แล้วเรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่ง ที่เป็นได้ทั้งพ่อและแม่ในคนเดียว ก็ค่อย ๆ พรั่งพรูลงบนหน้ากระดาษ
เรียงความในวันนั้น ทำให้อาหมวยน้อย…ได้คะแนนเต็ม
อาอึ้มจากพวกเราไป 27 ปีแล้วค่ะ แต่อาอึ้มได้ฝาก "กั้บบ่วง" (หีบใบน้อย) ที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่ามากมาย ให้แม่นันได้ค้นหา
"อาอึ้ม, โต๋ยไป๊ อู่มิไก๊" (อาอึ้ม ข้างในมีอะไรเหรอ) เป็นคำถามของเด็กตัวน้อยที่เห็นอาอึ้มเปิดๆปิดๆกั้บบ่วงใบนี้ทุกครั้ง
ตอนนั้นหีบยังไม่เก่าหลุดลอกขนาดนี้ แม่นันในขณะนั้นอยากรู้อยากเห็นมาก พออาอึ้มเปิดกั้บบ่วงที แม่นันก็ชะโงกหน้าเข้าไปที
ถ้าเอาตัวมุดเข้าไปในหีบได้คงทำไปแล้วค่ะ
"บ๊อ บ่อมิไก๊, ลงจงไก๊อาป๊ะ ไก่ตัวหยี่" (ไม่มีอะไรหรอกจ้ะ เป็นเอกสารเก่าๆของอาป๊ะทั้งนั้น) อาอึ้มตอบหนูน้อย
แล้วอาอึ้มก็จะเปิดๆปิดๆเจ้ากั้บบ่วงใบนี้อีกบ่อยครั้ง แม่นันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอาอึ้มจะเปิดทำไมบ่อยๆ ในเมื่ออาป๊ะก็จากพวกเราไปตั้งนานแล้ว
แล้วอาอึ้มก็บอกเองว่าในนั้นเป็นเอกสารเก่าๆของอาป๊ะ แล้วทำไมต้องเปิดเข้าเปิดออก เปิดเข้าเปิดออก...
ไม่เข้าใจจริงๆ ยิ่งเพิ่มความอยากรู้อยากเห็นของเด็กน้อยมากขึ้น
หนูน้อยคนนี้ในตอนนั้นก็ถามประโยคเดิมบ่อยๆ เพิ่มเติมคือ "เจียงไล้อั้วตั่วขี่ไหล่ อาอึ้ม ลื่อโหะอัว จีไก่ก้ั้บบ่วง ฮ่อม่อ"
(ถ้าหนูโตขึ้น อาอึ้มยกหีบใบนี้ให้หนูได้มั้ย?) มันเป็นความอยากรู้อยากเห็นของเด็กน้อย ถึงกับอยากครอบครอง ...
อาอึ้มมองหน้าและยิ้มอย่างเอ็นดู ปิดกั้บบ่วง...หมุนรหัสไปมา
เวลาผ่านไปหลายปี...จนแม่นันเรียนจบ ได้งานทำ มีแฟน แม่นันก็ยังคงเห็นอาอึ้มเปิดๆปิดๆกั้บบ่วงใบนี้อยู่ แต่เริ่มจะนานๆครั้ง
ไม่ถี่เหมือนตอนแม่นันยังเล็ก จนวันหนึ่ง ตอนนั้นแม่นันพักอยู่ที่กรุงเทพฯ จะกลับมานอนกอดอาอึ้มเฉพาะเสาร์อาทิตย์
อาอึ้มตอนนั้นก็เจ็ดสิบกว่าแล้วค่ะ
"โน้วอ่า ไล้ ไล้ อาอึ้มอู่มิไก่ไอ๊โหะหลื่อ" (ลูกจ๋า มาหาอาอึ้มมา อาอึ้มมีอะไรจะให้) แล้วอาอึ้มก็ยกกั้บบ่วงออกมาจากตู้
“ไล้ ไล้ ไหล่คุยโท่ย ต๊าโต๋ยไป๊ อู่มิไก๊” (มา…มาเปิดดูพร้อมกันว่าในนี้มีอะไร) อาอึ้มดึงแขนแม่นันให้นั่งใกล้ ๆ
หัวใจตอนนั้นเต้นตุบตับ…ตุบตับ ในใจก็แอบคิด—หรือจะเป็นมรดกหมื่นล้าน!
"ไอ๊คุย จีไก่กั้บบ่วง เตียะยวงคื้อ ไก่คั้งแบ้" (ดูนะ ถ้าจะเปิดหีบใบนี้ต้องหมุนไปที่เลขศูนย์อย่างนี้นะ) แล้วหีบก็เปิดออกอย่างว่าง่าย
สิ่งแรกที่อาอึ้มหยิบออกมาคือห่อกระดาษสีน้ำตาล คลี่ออกมาข้างในมีเอี๊ยมตัวน้อย ผ้าแพรสีแดงผืนเล็กๆ ห่อกระเป๋าสีแดงใบน้อย
แล้วอาอึ้มก็หยิบปิ่นอันเล็กๆที่อยู่ในกระเป๋าออกมา พูดไป ยิ้มไป "อาอึ้ม คึ้งจีเตี่ยวอั่งโป่ว กะจีกีเมะ ปั๊งชะม้อ" (อาอึ้ม เก็บผ้าสีแดงกับปิ่นอันนี้ไว้ปักผม)
ปิ่นอันนี้มีไว้ปักผมเจ้าสาวในวันแต่งงาน แล้วอาอึ้มก็ยื่นมาให้แม่นันเชยชม "เหงียเจ๊าะ" (สวยจัง) แม่นันบอกพร้อมหมุนปิ่นทองอันน้อยไปมา
เขยิบไปซบไหล่อาอึ้ม..
แล้วเรื่องราวของสองหนุ่มสาวสมัยพบรักกันที่สิงคโปร์ก็พรั่งพรูออกมา อาอึ้มเล่าไปยิ้มไป เล่าไปเงียบไป สักพักก็หยอดตอนหวานๆให้ฟัง
แล้วต้องอมยิ้ม
อาอึ้มเล่าว่า “ตอนนั้นเจอกันไม่ได้ แต่อาป๊ะอยากส่งจดหมายขึ้นไปให้อาอึ้มบนระเบียงห้องชั้นสูง เพียงแต่ยังไม่รู้จะส่งอย่างไร
สาวน้อยคนนั้นจึงคิดผูกเชือกกับกระป๋อง ทำเป็นชักรอกเล็ก ๆ หย่อนลงไปรับจดหมายจากหนุ่มต่างแดน วันละฉบับ...วันละฉบับ..”
ในวันที่แม่นัน “คิดถึงอาอึ้ม” หีบเหล็กใบน้อยใบเดิม…ถูกหยิบออกมาอีกครั้ง มันเก่าลงมากแล้ว หูก็หลุด สีลอกเป็นแผ่น
การเปิดแต่ละครั้งช่างยากเย็น แม้แต่การหมุนปลดล็อกไปที่เลขศูนย์ ตัวเลขก็จางจนแทบมองไม่เห็น
สิ่งแรกที่แม่นันตั้งใจหยิบออกมาดู คือผ้าแพรสีแดง…และปิ่นปักผม และสิ่งที่อยากรู้มากกว่านั้น คือ “อักษรจีนสี่ตัว” บนผ้าแพรผืนนั้น
มันมีความหมายว่าอย่างไรนะ ในตอนนั้น แม่นันยังอ่านภาษาจีนไม่ออก จึงถ่ายรูปส่งไปถามอาแปะผู้ทรงคุณวุฒิในกลุ่มคนแต้จิ๋ว
ไม่นานนัก อาแปะก็ตอบกลับมาว่า อักษรสี่ตัวนี้อ่านว่า “แป๊ะ นี้ ไก่ เล่า” แปลว่า “อยู่ด้วยกันจนแก่เฒ่าร้อยปี”
เพียงเท่านั้น น้ำตาของแม่นันก็ร่วงลงมาโดยไม่รู้ตัว และในวินาทีนั้นเอง แม่นันก็เข้าใจ…
ว่าทำไมอาอึ้มถึงคอยเปิด ๆ ปิด ๆ กั้บบ่วงใบนี้อยู่เสมอ
เพราะข้างในนั้นไม่ได้มีแค่เอกสารเก่า
แต่มี “ความคิดถึง” ที่เก็บเอาไว้ทั้งชีวิต
เรื่องราวความรักของอาอึ้ม
ไม่ใช่เพียงคำพูด ไม่ใช่เพียงแววตา
แต่ยังอยู่ใน “รสมือ” ที่ลูก ๆ ถวิลหา
และซ่อนเป็นความคิดถึง อยู่ในจานอาหารทุกจาน
อาอึ้ม…รักแท้ของอาป๊ะ แต่ไม่ใช่สะใภ้ที่อาม่าต้องการ