.
.
.
.
The Battle North of the Desert
between Han and Xiongnu
.
.
ยุทธการม่อเป่ย (漠北之戰)
เป็นการรบทางทหารที่เกิดขึ้นหลัก
ในดินแดนมองโกเลียสมัยใหม่
ในพื้นที่อันหนาวเหน็บ
และแห้งแล้งของทะเลทรายโกบี
การรบครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของ
ยุทธการรุกใหญ่เชิงยุทธศาสตร์
ของ
ราชวงศ์ฮั่น
เปิดฉากขึ้นในฤดูหนาว
ของเดือนมกราคม 119 ปีก่อนคริสตกาล
บุกเข้าไปในใจกลางหัวใจ/ศูนย์กลาง
ดินแดนเร่ร่อนของ
ซงหนู
การรบครั้งนี้ฝ่ายฮั่นประสบความสำเร็จ
โดยกองทัพซึ่งนำโดย
เว่ย ชิง (卫青) และ ฮั่ว ไป๋ปิ้ง (霍去病)
ได้รุกไปทางเหนือไกลจนถึงทะเลสาบไบคาล
.
ระยะเวลา 10 ปีที่ก่อสงคราม
ตั้งแต่ 129 ถึง 119 ปีก่อนคริสตกาล
ค่าใช้จ่ายในการรบตลอดระยะเวลานั้น
กว่าจะประสบชัยชนะเหนือซงหนู
สูงลิบลิ่วจนราชวงศ์ฮั่นเดือดร้อน
กองทัพฮั่นสูญเสียม้าถึงเกือบ 80%
ในการเดินทางไปรบ ทั้งจากการสู้รบ
และความสูญเสียที่ไม่ใช่จากการรบ เช่น
การเดินทางที่โหดร้ายและโรคระบาด
ที่เกิดจากการที่ซงหนูปนเปื้อนแหล่งน้ำ
ด้วยซากวัวที่ทับถมในแหล่งน้ำ
แรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อราชวงศ์ฮั่น
นำไปสู่การนำภาษีใหม่มาใช้
เพิ่มภาระให้กับชาวนาซึ่งเป็นคนทั่วไป
ประชากรที่จดทะเบียนในจักรวรรดิฮั่น
.
.
จีนมีระบบตรวจสอบประชากร
10 ครอบครัว ต้องมีหัวหน้ากลุ่ม
ไว้ลงทะเบียนรายชื่อสมาชิกครอบครัว
ที่ดิน ทรัพย์สิน ฯลฯ เพื่อแจ้งทางการ
จาก 10 กลุ่มขยายไปเป็น 10-100 กลุ่ม
ทำให้ราชการมีฐานข้อมูลประชากร
ใช้ในการเก็บภาษี เกณฑ์แรงงาน/ทหาร
ใครแจ้งทุจริตมีโทษประหาร หรือ เนรเทศ
.
.
แต่ภาษีที่ยิ่งมากยิ่งทำให้จำนวนประชากร
ลดลงอย่างมากเพราะความอดอยาก
และการเก็บภาษีมากเกินไป
เพื่อสนับสนุนการทำสงครามกับซงหนู
คนจีนบางส่วนก็ลี้ภัยไปต่างแดน
เช่น ไต้หวัน ญี่ปุน ชวา เวียตนาม
ฟิลิปปินส์ สยาม มะละกา
คนจีนอพยพตั้งแต่ราชวงศ์โจว ยุครณรัฐ
ไปตามเส้นทางค้าขาย เลียบชายฝั่งทะเล
เส้นสายไหม ยิ่งทำให้มีคนจีนอพยพมากขึ้น
บันทึกเจิ้งเหอ เจอคนจีนที่มะละกา ฟิลิปปินส์
ต่างบอกว่าบรรพบุรุษย้ายมาที่นี่นานแล้ว
บางส่วนยังคงธรรมเนียมประเพณีจีน
บางส่วนกลายรูปเป็นชนท้องถิ่นไปแล้ว
ลัทธิขงจื้อ จึงเข้ามารับใช้ตั้งแต่ยุครณรัฐ
เกลียดพ่อค้าที่ฉลาด ไม่อยู่ประจำถิ่น
ไม่เชื่อใจ ไม่ไว้วางใจใครง่าย ๆ
เนันหลักกตัญญู อาสาเจ้าจนตัวตาย
นายเลว ห้ามทรยศ ต้องอยู่รับใช้
มีก็นาน ๆ ครั้งที่มีการกำจัดนายเลว
(ทั้งนี้เพื่อป้องกันความปั่นป่วนในสังคม)
ลูกหลานต้องดูแลไว้ทุกข์นานสามปี
เฝ้าหลุมศพบิดามารดา/บรรพบุรุษ
จึงจะปลดทุกข์ได้ แต่งงานได้ รับราชการได้
เรื่องแบบนี้จะช่วยระวังแนวเขตที่ดิน
เพราะมักจะฝังศพในที่ดิน/ที่นาของครอบครัว
ยังช่วยเจ้านครรัฐติดตามเกณฑ์ทหารได้ง่าย
เพราะในอดีตคนเกิดง่าย ตายง่าย
หยูกยารักษาโรคไม่ดีพอเหมือนทุกวันนี้
ลัทธิขงจื้อ จึงสะกัดกั้นคนจีนจำนวนมาก
ที่อยากจะไปตายในดาบหน้า
เพื่อแสวงหาความก้าวหน้า/ทางรอดชีวิต
ต้องทนทุกข์ทรมานในแผ่นดินเกิด
นักคิดสายคอมมี่วิพากษ์ลัทธิขงจื้อ
.
.
แต่ซงหนูได้รับผลกระทบที่ร้ายแรงยิ่งกว่า
เพราะความสูญเสียทางกำลังทหาร
ส่งผลสะท้อนโดยตรงต่อเศรษฐกิจ
นอกเหนือจากการสูญเสียกำลังคน
ความเสียหายจากสงครามและโรคภัยแล้ว
ซงหนูผู้เร่ร่อนยังสูญเสียปศุสัตว์หลายล้านตัว
ทรัพยากรอาหารที่สำคัญให้กับกองทัพฮั่น
สงครามทำให้ปศุสัตว์ส่วนใหญ่แท้งลูก
ในช่วงฤดูผสมพันธุ์ของพวกมัน
การสูญเสียการควบคุมทุ่งหญ้า
อันอุดมสมบูรณ์ทางตอนใต้
นั่นหมายความว่า ต่อแต่นี้ไป
ซงหนูต้องตั้งตัวอยู่ในดินแดนที่หนาวเหน็บ
และแห้งแล้งทางตอนเหนือของ
ทะเลทรายโกบี และไซบีเรีย
ซงหนูต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด
ท่ามกลางสภาพอากาศที่เลวร้าย
สภาพแวดล้อมที่โหดร้าย/ลำเค็ญ
ด้วยเหตุนี้ จึงมีการหยุดรบจริง ๆ 3 ปี
ระหว่างราชวงศ์ฮั่นกับชาวซงหนู
ซึ่งสิ้นสุดลงหลังจากการจู่โจมของซงหนู
ในปี 112 ก่อนคริสตกาล ที่อู่หยวน (五原郡)
พักรบจนถึง 115 ก่อนคริสตกาล
แล้วรบกันต่อถึง 119 ก่อนคริสตกาล
ในสงครามครั้งนี้ มีการใช้หน้าไม้กล
ที่ต่อมาพัฒนาก้าวไกลไปกว่าเดิม
.
ซงหนูไม่เคยฟื้นคืนความแข็งแกร่ง
ดังเช่นในยุคทองของพวกตนได้อีก
และแล้วเริ่มแตกแยกออกเป็น
กลุ่มตระกูลเล็ก ๆ ในอีกหลายทศวรรษต่อมา
ในที่สุดอีกหนึ่งศตวรรษต่อมา
ซงหนูก็แยกออกเป็นสาขาทางเหนือและทางใต้
ซงหนูสาขาทางใต้
กลายเป็นเมืองขึ้น/คนของราชวงศ์ฮั่น
ซงหนูสาขาทางเหนือ
ยังถูกโจมตีจาก ซงหนูสาขาทางใต้ ราชวงศ์ฮั่น
และชนเผ่าเร่ร่อนอื่น ๆ เช่น
อู๋หวน (乌桓) และเซียนเปย์ (鲜卑)
เพื่อต้องการเอกราชจากซงหนูสาขาทางเหนือ
ผลการรบบังคับให้ซงหนูสาขาทางเหนือ
ต้องอพยพไปทางตะวันตกจำนวนมาก
ในที่สุด ซงหนูสาขาทางเหนือที่หลบหนีไป
กลายเป็นบรรพบุรุษของชนเผ่าฮันส์
(
Attila the Huns)
ซึ่งได้ทำลายล้างทางอ้อมกับ
จักรวรรดิโรมันตะวันตก
ในศตวรรษต่อ ๆ มา
ในขณะที่ซงหนูกลุ่มอื่น ๆ อพยพไป
ทางใต้ของเอเชียกลาง กลายเป็น
ชาวโซไนท์ คิดาไรต์ เฮฟทาไลท์ และฮันเนซัค
ส่งผลทางอ้อมต่อการล่มสลายของ
จักรวรรดิคุปตะ (อินเดีย)
และกลายเป็นพวกเร่ร่อนต้องขจัดทิ้งของ
จักรวรรดิซาสซาเนียน (เปอร์เซีย/อิหร่าน
ก่อนถูกอาหรับยึดจนกลายเป็นอิสลาม)
.
เรียบเรียง/ที่มา
.
SINOSPHERE 漢字文化圈
DeepSeek Wikipedia อ้างอิงจาก
เอกสารประวัติศาสตร์ฉบับ สือจี้
(บันทึกประวัติศาสตร์) ของ ซือหม่า เชียน
หรือ ฮั่นชู งานวิชาการสมัยใหม่เกี่ยวกับซงหนู
และการอพยพของชนเผ่าในยูเรเชีย
.
.
สงครามครั้งสุดท้ายของซงหนู
.
.
.
The Battle North of the Desert
between Han and Xiongnu
.
ยุทธการม่อเป่ย (漠北之戰)
เป็นการรบทางทหารที่เกิดขึ้นหลัก
ในดินแดนมองโกเลียสมัยใหม่
ในพื้นที่อันหนาวเหน็บ
และแห้งแล้งของทะเลทรายโกบี
การรบครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของ
ยุทธการรุกใหญ่เชิงยุทธศาสตร์
ของ ราชวงศ์ฮั่น
เปิดฉากขึ้นในฤดูหนาว
ของเดือนมกราคม 119 ปีก่อนคริสตกาล
บุกเข้าไปในใจกลางหัวใจ/ศูนย์กลาง
ดินแดนเร่ร่อนของ ซงหนู
การรบครั้งนี้ฝ่ายฮั่นประสบความสำเร็จ
โดยกองทัพซึ่งนำโดย
เว่ย ชิง (卫青) และ ฮั่ว ไป๋ปิ้ง (霍去病)
ได้รุกไปทางเหนือไกลจนถึงทะเลสาบไบคาล
.
.
.
.
.
.
.
.
ระยะเวลา 10 ปีที่ก่อสงคราม
ตั้งแต่ 129 ถึง 119 ปีก่อนคริสตกาล
ค่าใช้จ่ายในการรบตลอดระยะเวลานั้น
กว่าจะประสบชัยชนะเหนือซงหนู
สูงลิบลิ่วจนราชวงศ์ฮั่นเดือดร้อน
กองทัพฮั่นสูญเสียม้าถึงเกือบ 80%
ในการเดินทางไปรบ ทั้งจากการสู้รบ
และความสูญเสียที่ไม่ใช่จากการรบ เช่น
การเดินทางที่โหดร้ายและโรคระบาด
ที่เกิดจากการที่ซงหนูปนเปื้อนแหล่งน้ำ
ด้วยซากวัวที่ทับถมในแหล่งน้ำ
แรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อราชวงศ์ฮั่น
นำไปสู่การนำภาษีใหม่มาใช้
เพิ่มภาระให้กับชาวนาซึ่งเป็นคนทั่วไป
ประชากรที่จดทะเบียนในจักรวรรดิฮั่น
.
.
จีนมีระบบตรวจสอบประชากร
10 ครอบครัว ต้องมีหัวหน้ากลุ่ม
ไว้ลงทะเบียนรายชื่อสมาชิกครอบครัว
ที่ดิน ทรัพย์สิน ฯลฯ เพื่อแจ้งทางการ
จาก 10 กลุ่มขยายไปเป็น 10-100 กลุ่ม
ทำให้ราชการมีฐานข้อมูลประชากร
ใช้ในการเก็บภาษี เกณฑ์แรงงาน/ทหาร
ใครแจ้งทุจริตมีโทษประหาร หรือ เนรเทศ
.
.
แต่ภาษีที่ยิ่งมากยิ่งทำให้จำนวนประชากร
ลดลงอย่างมากเพราะความอดอยาก
และการเก็บภาษีมากเกินไป
เพื่อสนับสนุนการทำสงครามกับซงหนู
คนจีนบางส่วนก็ลี้ภัยไปต่างแดน
เช่น ไต้หวัน ญี่ปุน ชวา เวียตนาม
ฟิลิปปินส์ สยาม มะละกา
คนจีนอพยพตั้งแต่ราชวงศ์โจว ยุครณรัฐ
ไปตามเส้นทางค้าขาย เลียบชายฝั่งทะเล
เส้นสายไหม ยิ่งทำให้มีคนจีนอพยพมากขึ้น
บันทึกเจิ้งเหอ เจอคนจีนที่มะละกา ฟิลิปปินส์
ต่างบอกว่าบรรพบุรุษย้ายมาที่นี่นานแล้ว
บางส่วนยังคงธรรมเนียมประเพณีจีน
บางส่วนกลายรูปเป็นชนท้องถิ่นไปแล้ว
ลัทธิขงจื้อ จึงเข้ามารับใช้ตั้งแต่ยุครณรัฐ
เกลียดพ่อค้าที่ฉลาด ไม่อยู่ประจำถิ่น
ไม่เชื่อใจ ไม่ไว้วางใจใครง่าย ๆ
เนันหลักกตัญญู อาสาเจ้าจนตัวตาย
นายเลว ห้ามทรยศ ต้องอยู่รับใช้
มีก็นาน ๆ ครั้งที่มีการกำจัดนายเลว
(ทั้งนี้เพื่อป้องกันความปั่นป่วนในสังคม)
ลูกหลานต้องดูแลไว้ทุกข์นานสามปี
เฝ้าหลุมศพบิดามารดา/บรรพบุรุษ
จึงจะปลดทุกข์ได้ แต่งงานได้ รับราชการได้
เรื่องแบบนี้จะช่วยระวังแนวเขตที่ดิน
เพราะมักจะฝังศพในที่ดิน/ที่นาของครอบครัว
ยังช่วยเจ้านครรัฐติดตามเกณฑ์ทหารได้ง่าย
เพราะในอดีตคนเกิดง่าย ตายง่าย
หยูกยารักษาโรคไม่ดีพอเหมือนทุกวันนี้
ลัทธิขงจื้อ จึงสะกัดกั้นคนจีนจำนวนมาก
ที่อยากจะไปตายในดาบหน้า
เพื่อแสวงหาความก้าวหน้า/ทางรอดชีวิต
ต้องทนทุกข์ทรมานในแผ่นดินเกิด
นักคิดสายคอมมี่วิพากษ์ลัทธิขงจื้อ
.
.
แต่ซงหนูได้รับผลกระทบที่ร้ายแรงยิ่งกว่า
เพราะความสูญเสียทางกำลังทหาร
ส่งผลสะท้อนโดยตรงต่อเศรษฐกิจ
นอกเหนือจากการสูญเสียกำลังคน
ความเสียหายจากสงครามและโรคภัยแล้ว
ซงหนูผู้เร่ร่อนยังสูญเสียปศุสัตว์หลายล้านตัว
ทรัพยากรอาหารที่สำคัญให้กับกองทัพฮั่น
สงครามทำให้ปศุสัตว์ส่วนใหญ่แท้งลูก
ในช่วงฤดูผสมพันธุ์ของพวกมัน
การสูญเสียการควบคุมทุ่งหญ้า
อันอุดมสมบูรณ์ทางตอนใต้
นั่นหมายความว่า ต่อแต่นี้ไป
ซงหนูต้องตั้งตัวอยู่ในดินแดนที่หนาวเหน็บ
และแห้งแล้งทางตอนเหนือของ
ทะเลทรายโกบี และไซบีเรีย
ซงหนูต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด
ท่ามกลางสภาพอากาศที่เลวร้าย
สภาพแวดล้อมที่โหดร้าย/ลำเค็ญ
ด้วยเหตุนี้ จึงมีการหยุดรบจริง ๆ 3 ปี
ระหว่างราชวงศ์ฮั่นกับชาวซงหนู
ซึ่งสิ้นสุดลงหลังจากการจู่โจมของซงหนู
ในปี 112 ก่อนคริสตกาล ที่อู่หยวน (五原郡)
พักรบจนถึง 115 ก่อนคริสตกาล
แล้วรบกันต่อถึง 119 ก่อนคริสตกาล
ในสงครามครั้งนี้ มีการใช้หน้าไม้กล
ที่ต่อมาพัฒนาก้าวไกลไปกว่าเดิม
.
.
หน้าไม้กลราชวงศ์ฉิน
.
.
ซงหนูไม่เคยฟื้นคืนความแข็งแกร่ง
ดังเช่นในยุคทองของพวกตนได้อีก
และแล้วเริ่มแตกแยกออกเป็น
กลุ่มตระกูลเล็ก ๆ ในอีกหลายทศวรรษต่อมา
ในที่สุดอีกหนึ่งศตวรรษต่อมา
ซงหนูก็แยกออกเป็นสาขาทางเหนือและทางใต้
ซงหนูสาขาทางใต้
กลายเป็นเมืองขึ้น/คนของราชวงศ์ฮั่น
ซงหนูสาขาทางเหนือ
ยังถูกโจมตีจาก ซงหนูสาขาทางใต้ ราชวงศ์ฮั่น
และชนเผ่าเร่ร่อนอื่น ๆ เช่น
อู๋หวน (乌桓) และเซียนเปย์ (鲜卑)
เพื่อต้องการเอกราชจากซงหนูสาขาทางเหนือ
ผลการรบบังคับให้ซงหนูสาขาทางเหนือ
ต้องอพยพไปทางตะวันตกจำนวนมาก
ในที่สุด ซงหนูสาขาทางเหนือที่หลบหนีไป
กลายเป็นบรรพบุรุษของชนเผ่าฮันส์
(Attila the Huns)
ซึ่งได้ทำลายล้างทางอ้อมกับ
จักรวรรดิโรมันตะวันตก
ในศตวรรษต่อ ๆ มา
ในขณะที่ซงหนูกลุ่มอื่น ๆ อพยพไป
ทางใต้ของเอเชียกลาง กลายเป็น
ชาวโซไนท์ คิดาไรต์ เฮฟทาไลท์ และฮันเนซัค
ส่งผลทางอ้อมต่อการล่มสลายของ
จักรวรรดิคุปตะ (อินเดีย)
และกลายเป็นพวกเร่ร่อนต้องขจัดทิ้งของ
จักรวรรดิซาสซาเนียน (เปอร์เซีย/อิหร่าน
ก่อนถูกอาหรับยึดจนกลายเป็นอิสลาม)
.
เรียบเรียง/ที่มา
.
SINOSPHERE 漢字文化圈
DeepSeek Wikipedia อ้างอิงจาก
เอกสารประวัติศาสตร์ฉบับ สือจี้
(บันทึกประวัติศาสตร์) ของ ซือหม่า เชียน
หรือ ฮั่นชู งานวิชาการสมัยใหม่เกี่ยวกับซงหนู
และการอพยพของชนเผ่าในยูเรเชีย
.
.
Attila the Hun บุกกรุงโรมเพราะความอดอยาก/พื้นที่เกษตรแห้งแล้ง
.
.
.
เรื่องเดิม
.
หน้าไม้กลของขงเบ้ง
.
.
.
.
2.
หน้าไม้กล(ขงเบ้ง)
.
.
รุ่นแรกของขงเบ้ง
.
.
รุ่นพัฒนาใช้ในโชซ็อน
.
.
3.
กระดุมผ้าของจีน
.
.
.
4.
คนแบกชาไปธิเบต
.
.
.
5.
หนึ่งรักเงิน หนึ่งรักชาติ หนึ่งรักอำนาจ สามสาวแซ่ซ่ง
.
.
.
.
6.
โพยยุคจอหงวน
.
.
โพยบนถุงเท้า
.
.
เสื้อกั๊ก/ซับใน เมืองจีนมักใส่กัน 2-3 ชั้น
.
.
7.
ปฎิทินจีน (มองโกล)
.
.
8.
แมวบ้านมาถึงจีนผ่านเส้นทางสายไหมเมื่อ 1400 ปีก่อน
.
.
.
9.
สตรีชาวเซี่ยงไฮ้ปลูกป่าพื้นที่ 40,000 หมู่
.
.
.
10
ชนพื้นเมืองอเมริกันอาจมาจากจีนตอนใต้
.
.
.
11.
พบกระดูกคนจีนในยุคโรมันที่อังกฤษ
.
.
.
12.
การผลิตสินค้าในจีน
.
.
.