(2) THE LONG "E"
วันนี้เป็นวันที่ 3 ที่เราเรียน Phonics กันแบบต่อเนื่อง คงไม่ต้องเกริ่นแล้ว “สระตัวที่สอง” ที่เราจะมาทำความรู้จักคือ... “สระอี” หรือที่เรียกว่า “The long E” ครับ
📌 สระอี ตามหลักทั่วไป สะกดได้ทั้งหมด 6 แบบคือ -e, -ee, -ea, -ie, -ei, -ey
👉🏻
“-e” เช่น be, me,
, she, we
อันนี้คือ basic ที่สุด จากตัวอย่างจะเห็นว่าส่วนมากเป็นคำสรรพนาม แต่ทั้งนี้ก็มีคำศัพท์อีกหลายคำเลยที่สะกดด้วย -e และออกเสียง “อี”
เช่น demon (ดี-เมิ่นฺ), legal (ลี-เกิ่ลฺ), genius (จีน-เยิ่สฺ), media (มี-เดีย), equal (อี-เควิ่ลฺ)
ข้อควรระวัง: มีหลายคำอาจสะกดด้วยตัว -e แต่ไม่ใช่สระอี เช่น edit, epic, episode (อ่าน เอ๊ด-ดิท, เอ๊พ-ปิคฺ, เอ๊พ-เพอะ-โซดฺ) โดยอ่านเป็นสระเอะทั้งหมด
_______________
ตัวสะกดอื่น ๆ ที่อ่านเป็นเสียง long E ได้แก่...
👉🏻
“-ee” เช่น agree, meet, sleep, freeze
👉🏻
“-ea” เช่น read, meal, sea, team
👉🏻
“-ie” เช่น field, believe, thief, achieve, piece
👉🏻
“-ei” เช่น receive, conceit, seize, ceiling
👉🏻
“-ey” เช่น key, money, valley
ข้อควรระวัง: มีหลายคำอาจสะกดแบบนี้แต่ไม่ใช่สระอี เช่น deaf, bread (สะกดด้วย -ea แต่เป็นสระเอะ) หรือ great, break (สะกดด้วย -ea แต่เป็นสระเอ) และคำสำคัญหนึ่งคำคือ forfeit (อ่านว่า "ฟอ-ฟิทฺ" สะกดด้วย -ei แต่เป็นสระอิ) *คำสุดท้ายนี้แปลว่า “เสียสิทธิ์”
________________
📌
ตัวสะกดที่น่าสนใจ
อันนี้เป็น section ใหม่ที่เพิ่มขึ้นมาครับ คือตัวสะกดเหล่านี้มันแปลกดี มันไม่ควรจะเป็นสระอีเลย แต่มันก็เป็น
✅ ตัวสะกดที่หนึ่งคือ “-i” โดยส่วนมากมันเป็นสระอิ หรือสระอาย แต่ก็มีบ้างที่เป็นสระอี เช่น ski, machine, police (อ่าน สกี, เหมอะ-ชีนฺ, เพอะ-ลีซ)
ถ้าเอาตัวสะกดแบบโฟเนติกส์ (ให้อ่านง่าย ๆ) ก็คือ SKEE, muh-SHEEN, puh-LEES (เราเรียกการสะกดแบบนี้ว่า “phonetic spelling” เป็นการสะกดที่แอดจะใช่บ่อยขึ้นต่อจากนี้นะครับ เพื่อให้เราสามารถออกเสียงถูกต้อง 100% จากการอ่าน)
. . . . .
✅ ตัวสะกดที่สองคือ “-eo” อันนี้น่าสนใจเพราะว่า... มันมีแค่คำเดียว คือ “people” (อ่าน PEE-puhl) ที่สะกดด้วย -eo และออกเสียงเป็นสระอี (จริง ๆ ก็มีอีก เช่น geometry, theory แต่ในคำเหล่านี้เราจะอ่าน o ด้วย คือเป็นสระออใน geometry (จี-ออม-เหมอะ-ทรี) หรือเป็นสระเออะใน theory (ธี-เออะ-รี))
. . . . .
✅ ตัวสะกดที่สามคือ “-y” อันนี้จริง ๆ ก็ไม่ได้แปลกอะไร แต่หลายครั้งเราจะออกเสียงมันเป็นสระอิ (short i) โดยเฉพาะในสำเนียงอเมริกัน แต่สำหรับสำเนียงอังกฤษ มันจะเป็นเสียง “อี” เสมอ เช่น party (อ่าน PAR-
tee) หรือ easy (อ่าน E-
zee) รวมไปถึง baby (อ่าน BAY-
bee) คือคนอังกฤศจะลากเสียง -y (อี) ตอนท้ายยาวกว่าคนอเมริกันหน่อย
. . . . .
ในวันนี้ถือว่าเราเข้าใจเสียง the long E พอประมาณแล้ว ไว้มาดู “ข้อยกเว้น” ของ The long E แบบเน้น ๆ กันในวันถัดไปครับ
_______________
"รู้ให้มากกว่าเมื่อวาน"
JGC. ✌🏻🇬🇧
[DAY: 03] เรียน Phonics (หลักการออกเสียงภาษาอังกฤษ) ด้วยตัวเอง
วันนี้เป็นวันที่ 3 ที่เราเรียน Phonics กันแบบต่อเนื่อง คงไม่ต้องเกริ่นแล้ว “สระตัวที่สอง” ที่เราจะมาทำความรู้จักคือ... “สระอี” หรือที่เรียกว่า “The long E” ครับ
📌 สระอี ตามหลักทั่วไป สะกดได้ทั้งหมด 6 แบบคือ -e, -ee, -ea, -ie, -ei, -ey
👉🏻 “-e” เช่น be, me,
อันนี้คือ basic ที่สุด จากตัวอย่างจะเห็นว่าส่วนมากเป็นคำสรรพนาม แต่ทั้งนี้ก็มีคำศัพท์อีกหลายคำเลยที่สะกดด้วย -e และออกเสียง “อี”
เช่น demon (ดี-เมิ่นฺ), legal (ลี-เกิ่ลฺ), genius (จีน-เยิ่สฺ), media (มี-เดีย), equal (อี-เควิ่ลฺ)
ข้อควรระวัง: มีหลายคำอาจสะกดด้วยตัว -e แต่ไม่ใช่สระอี เช่น edit, epic, episode (อ่าน เอ๊ด-ดิท, เอ๊พ-ปิคฺ, เอ๊พ-เพอะ-โซดฺ) โดยอ่านเป็นสระเอะทั้งหมด
_______________
ตัวสะกดอื่น ๆ ที่อ่านเป็นเสียง long E ได้แก่...
👉🏻 “-ee” เช่น agree, meet, sleep, freeze
👉🏻 “-ea” เช่น read, meal, sea, team
👉🏻 “-ie” เช่น field, believe, thief, achieve, piece
👉🏻 “-ei” เช่น receive, conceit, seize, ceiling
👉🏻 “-ey” เช่น key, money, valley
ข้อควรระวัง: มีหลายคำอาจสะกดแบบนี้แต่ไม่ใช่สระอี เช่น deaf, bread (สะกดด้วย -ea แต่เป็นสระเอะ) หรือ great, break (สะกดด้วย -ea แต่เป็นสระเอ) และคำสำคัญหนึ่งคำคือ forfeit (อ่านว่า "ฟอ-ฟิทฺ" สะกดด้วย -ei แต่เป็นสระอิ) *คำสุดท้ายนี้แปลว่า “เสียสิทธิ์”
________________
📌 ตัวสะกดที่น่าสนใจ
อันนี้เป็น section ใหม่ที่เพิ่มขึ้นมาครับ คือตัวสะกดเหล่านี้มันแปลกดี มันไม่ควรจะเป็นสระอีเลย แต่มันก็เป็น
✅ ตัวสะกดที่หนึ่งคือ “-i” โดยส่วนมากมันเป็นสระอิ หรือสระอาย แต่ก็มีบ้างที่เป็นสระอี เช่น ski, machine, police (อ่าน สกี, เหมอะ-ชีนฺ, เพอะ-ลีซ)
ถ้าเอาตัวสะกดแบบโฟเนติกส์ (ให้อ่านง่าย ๆ) ก็คือ SKEE, muh-SHEEN, puh-LEES (เราเรียกการสะกดแบบนี้ว่า “phonetic spelling” เป็นการสะกดที่แอดจะใช่บ่อยขึ้นต่อจากนี้นะครับ เพื่อให้เราสามารถออกเสียงถูกต้อง 100% จากการอ่าน)
. . . . .
✅ ตัวสะกดที่สองคือ “-eo” อันนี้น่าสนใจเพราะว่า... มันมีแค่คำเดียว คือ “people” (อ่าน PEE-puhl) ที่สะกดด้วย -eo และออกเสียงเป็นสระอี (จริง ๆ ก็มีอีก เช่น geometry, theory แต่ในคำเหล่านี้เราจะอ่าน o ด้วย คือเป็นสระออใน geometry (จี-ออม-เหมอะ-ทรี) หรือเป็นสระเออะใน theory (ธี-เออะ-รี))
. . . . .
✅ ตัวสะกดที่สามคือ “-y” อันนี้จริง ๆ ก็ไม่ได้แปลกอะไร แต่หลายครั้งเราจะออกเสียงมันเป็นสระอิ (short i) โดยเฉพาะในสำเนียงอเมริกัน แต่สำหรับสำเนียงอังกฤษ มันจะเป็นเสียง “อี” เสมอ เช่น party (อ่าน PAR-tee) หรือ easy (อ่าน E-zee) รวมไปถึง baby (อ่าน BAY-bee) คือคนอังกฤศจะลากเสียง -y (อี) ตอนท้ายยาวกว่าคนอเมริกันหน่อย
. . . . .
ในวันนี้ถือว่าเราเข้าใจเสียง the long E พอประมาณแล้ว ไว้มาดู “ข้อยกเว้น” ของ The long E แบบเน้น ๆ กันในวันถัดไปครับ
_______________
"รู้ให้มากกว่าเมื่อวาน"
JGC. ✌🏻🇬🇧