🌸พาชมซากุระที่ Kyoto และเพลิดเพลินกับเมนูชาเขียวที่เมืองแห่งชาเขียว Uji 🍵(Day 3)

วันที่ 3 ของการเดินทางครับ ทริปของวันนี้เราจะไปชมซากุระที่สถานี Yodo ไปชิมเมนูชาเขียวและเที่ยววัด Byodoin ที่เมือง Uji
จากโรงแรมเราเดินทางไปสถานี Yodo โดยการใช้รถไฟสาย Keihan ครับ (ซึ่งไม่ได้อยู่ใน JR Pass) ให้เราใช้ Icoca เอา
พอมาถึงสถานี Yodo เราจะเห็นป้ายบอกตลอดเส้นทางเลยครับว่าชม Sakura ต้องไปทางไหน ซึ่งสะดวกมากๆครับ
 
พอเราออกมานอกสถานีก็จะเจอต้นซากุระมาต้อนรับเลยครับ ก็ชมกันไปพอหอมปากหอมคอก่อน

เช้านี้เราจะฝากท้องกันที่ 7-11 ครับ จริงๆขนมเซเว่นก็อร่อยหลายอย่างนะครับ เดี๋ยวจะมารีวิวอีกทีว่าอันไหนอร่อยบ้าง
หลังจากอิ่มแล้ว เราเดินกลับไปในเส้นทางหลักเพื่อไปชมซากุระครับ

เส้นทางชมซากุระจะเป็นคูน้ำที่มีการปลูกต้นซากุระตลอดเส้นทางครับ ก็น่าจะเป็นกิโลเมตรได้อยู่ครับ
 

บอกเลยว่ามันสวยมากครับ มันชมพูไปหมดเลย

วันที่ไปมีคนพาน้องหมาดัชชุนมาถ่ายรุปหมู่ด้วย น่ารักมากๆครับ
 
หลังจากเราชมซากุระจนเต็มอิ่มแล้ว ให้เราใช้บัสเพื่อเดินทางไปยังที่สถานี JR Uji และเดินต่อไปที่สะพานข้ามแม่น้ำ Uji
ซึ่งแม่น้ำ Uji เป็นแม่น้ำที่ใหญ่มากครับ โดยในหน้าซากุระ จะมีจุดชมซากุระริมแม่น้ำด้วยครับ
หลังจากนั้นเราแวะไปดูอนุสรณ์ความรักแห่งเมือง Uji และเดินกลับไปยังสถานี JR Uji เพื่อไปกินมื้อกลางวันที่ร้าน "Itoh Kyuemon"

ร้าน Itoh Kyuemon เป็นร้านชาเขียวที่เปิดมาเป็น 100 ปีแล้ว มีสาขาบริเวณ Uji ทั้งหมด 3 สาขา โดยสาขาที่ขายอาหารจะมี 2 สาขา คือที่ JR Uji กับ สาขาอีกฝั่งแม่น้ำ Uji (ฝั่งสถานี Uji ของรถไฟสาย Keihan) เราใช้เวลารอคิวเกือบชั่วโมงกว่าจะได้ทาน เลยจัดไปทั้งหมดสามเมนูจากชาเขียว คือโซบะร้อน อุด้งแกงกะหรี่ และเซ็ตขนมหวานจากชาเขียว
(เซ็ตอุด้งแกงกะหรี่)
(เซ็ตโซบะร้อน)

สรุปแล้วผมไม่อร่อย555 โซบะมีกลิ่นชาเขียวอยู่นะ แต่พอเป็นโซบะร้อนแล้วรสกลิ่นมันจางไป บวกกับซุปที่ไม่อร่อยด้วย ก็เลยเสียใจนิดหน่อย คิดว่าโซบะเย็นน่าจะดีกว่า ถัดมาที่อุด้ง บอกตรงๆว่าผมไม่รู้สึกถึงชาเขียวเลย ส่วนน้ำแกงกะหรี่นั้นกินแล้วคิดถึงร้าน Matsuya วันก่อนขึ้นมาเลยทีเดียว
(เซ็ตขนมหวานชาเขียว)

มาที่ของหวานกันบ้าง เซ็ตขนมหวานอันนี้ผมว่าดีเลย ได้ชิมหลายๆอย่างแล้วรสชาติดีด้วย โดยเฉพาะตัวที่เป็นช๊อคโกแลตแท่งเล็กรสชาเขียวตัวนี้
แนะนำให้ไปลองชิมร้านอื่นกันดูครับอาจจะอร่อยกว่าที่นี่
นอกจากอาหารที่นี่ยังมีพวกผลิตภัณฑ์จากชาเขียวขายด้วย หลายอย่างเลยครับทั้งคุกกี้ เซมเบ้ ชาเขียวผง ก้อนแกงกะหรี่ชาเขียว เป็นต้น
 
อิ่มแล้วเราไปเที่ยววัด Byodoin กันต่อครับ จากร้าน Itoh Kyuemon ให้เดินต่อไปที่วัด ใช้เวลาประมาณ 15 นาที
ค่าเข้าชม คนละ 500 เยน ครับ ไฮไลน์ของที่นี่คืออาคารกลางวัดหรือโถงฟินิกส์ ซึ่งเป็นอาคารที่เราสามารถเห็นได้จากเหรียญ 1 เยนของญี่ปุ่น
เป็นอาคารหลังใหญ่สีแดง บนหลังคาจะมีนกฟีนิกส์สองตัวเกาะอยู่ หากจะเข้าชมอาคารโถงฟินิกส์ มีค่าเข้าอีกคนละ 300 เยน มาแล้วแนะนำให้เข้าครับ
โดยจะให้เข้าชมเป็นรอบๆ ห่างกันรอบละ 30 นาที มีคู่มือภาษาไทยให้ ด้านในตัวอาคารจะมีพระพุทธรูปที่สร้างจากไม้องค์ใหญ่และมีภาพเขียนเล่าเรื่องประวัติของพระพุทธเจ้ารอบห้องเลย ซึ่งอายุหลายร้อยปีแล้ว นอกจากอาคารโถงฟีนิกส์ ที่นี่ยังมี Workshop ให้ทำชาเขียวด้วย
 
หลังจากนั้นเราเดินกลับไปที่นี่สถานี Jr Uji ครับ เพื่อจะนั่งรถไฟกลับไปยัง Osaka
เส้นทางระหว่างวัดไปยังสถานีรถไฟจะมีร้านค้าที่ขายผลิตภัณฑ์จากชาเขียวตลอดเส้นทางเลยเราก็แวะช็อปปิ้ง แวะคาเฟ่ไปเรื่อย
 
ร้านชาเขียวผมแนะนำร้านนี้ครับ “Nakamura Tokichi” เป็นร้านชาเขียวรูปเครื่องหมายบวก
ที่นี่ดีตรงมีชาให้เราชิมแต่ละตัว แนะนำเป็น Kabusecha กลิ่นชัด รสอ่อนๆ
 
ส่วนคาเฟ่แนะนำร้านนี้ครับ “GOCHIO CAFE” มีเมนูอร่อยๆอย่างครัวซองช็อคโกแลตชาเขียว
โดยร้านจะนำตัวครัวซองไปอบและผ่าตรงกลางและใส่ช็อคโกแลตชาเขียวเป็นไส้มา
พอความร้อนจากตัวครัวซองโดนแผ่นช็อคโกแลตก็จะละลาย บอกเลยว่ารสชาติเข้ากันแบบสุดๆ
 
ส่วนไอศครีมชาเขียวเลือกร้านไหนก็ได้ครับ มีให้เลือกชิมระหว่างทางหลายร้านเลย ราคาอยู่ที่ประมาณ 500 เยน
 
จาก Uji เรานั่งรถไฟกลับมาที่ Osaka และมาทานมื้อเย็นที่ห้าง Hanshin Umeda ครับ
ที่ชั้นใต้ดิน B2 ของห้างแห่งนี้ มีร้านราเมงอร่อยอยู่ครับ ร้านนี้เลย “Naniwa Menjiro ZEN” ร้านนี้ได้รางวัลบิบ กูร์มองด์ ด้วยนะ

ร้านนี้ต้องต่อแถวนะครับ รอประมาณ 30 นาทีก็ถึงคิวครับ ร้านไม่มีเมนูภาษาอังกฤษ แต่พนักงานสามารถอธิบายได้
ผมสั่งเป็น ราเมงซุปไก่ ส่วนแฟนเป็น โชยุราเมง ครับ หลังจากสั่งอาหารเสร็จ รอประมาณ 10 นาที อาหารก็มาเสิร์ฟครับ
 
(ราเมงซุปไก่)

แค่เห็นหน้าตาราเมงก็รู้แล้วว่าอร่อย (เว่อไปไหม) น่าตาดูดีทีเดียวครับ
(โชยุราเมง)
(เกี๊ยวซ่า)

หลังจากชิมน้ำซุปไปแล้วบอกเลยว่าว้าวมากครับ ถ้าใครเคยกิน Mensho Tokyo ที่สีลมก็ฟิลประมาณนั้นเลย
ความเข้มข้นของตัวซุปเหมือนเอาไก่ทั้งตัวลงไปปั่น  แต่น้ำที่นี่จะมีความไลท์กว่าและหมูชาชูคือชิ้นใหญ่มาก  แล่มาได้ความบางพอดิบพอดี
ส่วนตัวเป็นร้านที่ชอบที่สุดในทริปนี้เลยสำหรับราเมง เป็นการยืนต่อแถวที่คุ้มค่ามาก ดูจากภาพด้านบนก็รู้ว่าอร่อยแค่ไหน
 
หลังจากนั้นเรากลับไปนั่งพักที่โรงแรมครับ และออกมากินมื้อดึกกันต่อที่ร้าน Okonomiyaki ใกล้ๆโรงแรม
พิซซ่าญี่ปุ่น หรือ Okonomiyaki เป็นเมนูชื่อดังของ Osaka ครับ ถ้ามาที่นี่ต้องหาชิม Okonomiyaki นะครับ มีหลายร้านเลย โดยเฉพาะบริเวณย่าน Umeda
 
 ร้าน “Umeda Okonomiyaki Izakaya Fuwatoro” อยู่ที่ชั้น 2 ของตึกใกล้โรงแรม คิวเยอะพอสมควร เป็นฟิลล์ Izakaya ด้วย
ซึ่งทั้งร้านมีพนักงานคนเดียวคือเจ้าของร้าน ร้านนี้เป็น Self-service ครับ (เพราะเจ้าของต้องทำอาหาร)

เราสามารถศึกษาวิธีการสั่งอาหาร สั่งเครื่องดื่มต่างๆ ได้จากทาง IG ของร้าน ผมสั่งลองไปทั้งหมด 3 เมนูครับ
ถั่วแระญี่ปุ่นเซอไพรส์ท็อปปิ้ง อันนี้ มาพร้อมตัวอะไรไม่รู้บนถั่วแระ
ผมถามเจ้าของร้านใช่จิ้งหรีดไหม เขาบอกไม่ใช่และหัวเราะใส่บอกลองชิมดู
ถัดมาเป็น Okonomiyaki แบบ Gluten free คือไม่มีแป้งเลยเป็นแค่ไข่กับกะหล่ำปลีและหมู
อันนี้อร่อยเลยครับ ได้ความหวานจากไข่และกะหล่ำปลี
จานสุดท้ายเป็น Takoyaki ซุป ตัวแป้งทาโกะโดนน้ำจนนิ่ม อร่อยไปอีกแบบ
ตัวซุปกลมกล่อม เจ้าของร้านแนะนำให้เติมพริกไป เพื่อความอร่อยมากขึ้น
 
ถึงร้านจะเล็กไปหน่อย รอคิวนาน แต่เป็นประสบการณ์แปลกใหม่ที่ดี ที่ทั้งร้านมีแค่เจ้าของร้านแล้วขายได้ทุกอย่าง ที่สำคัญอร่อยด้วย
จบไปสำหรับทริปวันที่ 3 ครับ ขอบคุณทุกท่านที่ติดตาม

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่