ชะตารักเหนือกาล : A Timeless Love. #27#

เมื่อกองทัพขนาดใหญ่กำลังเคลื่อนพลมุ่งเข้าประชิดทั้งทางบกและทางทะเล เหล่าภูตพรายแห่งลาบีรินธ์ที่เคยใช้ชีวิตเรียบง่ายสงบสุขมาเนิ่นนาน พลันตื่นตัวพร้อมคืนร่างเดิม เตรียมเข้าสู่สงครามที่มนุษย์เป็นฝ่ายเริ่มขึ้นจากความดำมืดของจิตใจ

ภูตสายลมที่แม้พลังจะยังฟื้นคืนมาได้ไม่สมบูรณ์ แต่ก็พร้อมรบเป็นแนวหน้าร่วมกับพวกพ้องอย่างไม่หวั่นเกรง

คาสเตอร์และเดมิเทรียสนำทัพฝ่าเข้ามาทางหุบเขาปิศาจ โดยใช้สัตว์ภูตที่มีความสามารถพิเศษในการนำทาง และให้เหล่าภูตรับใช้ทั้งของตนเองและจอมเวทย์คนอื่นต่อสู้กับภูตพรายในเขาวงกตกันอย่างดุเดือด..บรรยากาศภายในหุบเขานั้นเย็นเยือก มืดสลัวคละคลุ้งด้วยกลิ่นอับชื้นและซากศพ เสียงกรีดร้องจากดวงวิญญาณอาฆาตแผดลั่นกึกก้อง สร้างความหวาดกลัวให้เหล่าทหารที่ไม่เคยตกอยู่ท่ามกลางวงล้อมของปิศาจ เดมิเทรียสเห็นดังนั้นจึงตวาดเสียงลั่น เป็นการเรียกขวัญ และเร่งฝีเท้าในการเดินทัพจนสามารถผ่านหุบเขาเข้าสู่ดินแดนของจอมปิศาจ 

“อ่า..นี่หรือคือปราสาทลาบีรินธ์ ช่างลึกลับสมคำร่ำลือจริงๆ”

เดมิเทรียสกวาดสายตามองตัวปราสาทหินขนาดใหญ่ที่สร้างกลมกลืนกับภูเขาหิน และพื้นที่โดยรอบมีความสวยงามตามธรรมชาติ ร่มรื่นด้วยพรรณไม้หลากหลาย สลับทุ่งโล่งและพื้นที่เกษตรกรรม ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย  ต่างจากพระราชวังคนอสซอสลิบลับ ที่แม้จะโอ่อ่าวิจิตรตระการตา แต่กลับเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย เขาจึงชอบอยู่ในค่ายทหาร มากกว่าคฤหาสน์ในเมือง

“น่าสนใจใช่ไหมล่ะ”
คาสเตอร์เอ่ยด้วยรอยยิ้มกระหยิ่มใจ เพราะหากสามารถจำกัดอันทาเออัสได้ตามแผน ผู้เป็นอาจารย์สัญญาจะยกปราสาทลาบีรินธ์ ให้เป็นรางวัลสำหรับเขา รวมถึงทรัพยากรทางทะเล ซึ่งอุดมไปด้วยไข่มุกคุณภาพสูงสามารถสร้างรายได้อย่างมหาศาล

“ใช่ มันน่าสนใจมาก..แต่เหตุใดถึงได้เงียบผิดปกติเช่นนี้..แม้แต่แมลงสักตัวก็ไม่ได้ยิน”
แม่ทัพผู้เจนศึกเอ่ยอย่างระแวง

“ท่านว่าเงียบเรอะ..แต่ข้าว่าไม่ใช่หรอก” จอมเวทย์หนุ่มบอกพร้อมเสกนกน้อยตัวหนึ่งให้บินตรงไปยังตัวปราสาท ทว่า นกน้อยบินได้ไม่ทันลับสายตา ร่างกลับไหม้เกรียมสลายในพริบตาเมื่อสัมผัสเกราะอาคม

และในทันใด กองกำลังภูตพราย พลันปรากฏกาย จดจ้องด้วยสีหน้าถทึง และเบื้องหลัง กองกำลังทหารตั้งแนวขบวนพร้อมรบ

เฟย์ก้าวออกมาตรงหน้า พูดเสียงกร้าว
"จงกลับไป ก่อนที่จะทิ้งวิญญาณไว้ที่นี่”

คาสเตอร์จับจ้องภูตสายลมที่ตนหมายตา
“เจ้าอย่าโอหังให้มากนัก คิดเรอะ ว่าเกราะอาคมของนายเจ้า จะต้านทานปัญญาของข้าได้”

“เช่นนั้นก็จงแสดงให้ข้าดูสิ”

เมื่อถูกท้าทาย คาสเตอร์จึงหยิบขวดแก้วใบจิ๋วออกมา ภายในบรรจุเลือดของอันทาเออัส ที่เฮซิโอดอสเก็บเอาไว้ เมื่อครั้งที่ชายหนุ่มบุกอาละวาดคนอสซอส จนถูกสายฟ้าของมหาเทพซุสลงทัณฑ์ ได้รับบาดเจ็บสาหัส ซึ่งเฮซิโอดอสสามารถสกัดเลือดออกมาจากพื้นได้เพียงสองหยดเท่านั้น และแบ่งไว้หยดละหนึ่งขวด แม้จะรู้สึกเสียดายที่ได้มาเพียงเท่านี้ แต่ก็เพียงพอต่อแผนการของวันนี้แล้ว

หยดเลือดถูกเทลงบนปลายมีดเล็ก ก่อนจะถูกขว้างออกไป คาสเตอร์ร่ายอาคมกำกับให้คมมีดกดลงบนเกราะอาคมอยู่ไม่กี่อึดใจ ก็บังเกิดรอยร้าวจากจุดเล็กๆที่ปลายมีด แผ่กระจายเป็นวงกว้างและแตกสลายในที่สุด ท่ามกลางความตกตะลึงของเฟย์และเหล่าภูตพรายอย่างไม่อยากเชื่อสายตา ว่าเกราะอาคมอันแข็งแกร่งของผู้เป็นนาย กลับแตกสลายโดยง่าย ด้วยมีดเล็กๆเปื้อนเลือดเพียงเล่มเดียว

คาสเตอร์ยิ้มเยาะ
“เป็นไงล่ะ คราวนี้ เจ้าควรให้ความเคารพต่อเจ้านายคนใหม่ของเจ้าได้แล้วนะ”

ภูตสายลมแค่นเสียงลอดไรฟัน
“ชีวิตนี้ ข้ามีเจ้านายเพียงคนเดียวก็เกินพอแล้ว เจ้าอย่าได้หวังเลย”

“งั้นต้องลองดู”

สิ้นคำ จอมเวทย์หนุ่มสั่งกองกำลังเข้าโรมรัน

เมื่อรับรู้ถึงการแตกสลายของเกราะอาคม อันทาเออัสปรากฏร่างท่ามกลางสมรภูมิรบด้วยใบหน้าถทึง สองเขาแกร่งแดงเข้มบนศีรษะ  พลางกวัดแกร่งดาบฟาดฟันศัตรูที่ดาหน้าเข้ามาจนล้มกระจัดกระจายตายเกลื่อน เลือดแดงฉานอาบชุ่มผืนดิน

กองทหารของลาบีรินธ์ แม้ว่าจะมีจำนวนน้อยกว่า แต่ฝีมือการต่อสู้นั้นว่องไวหนักหน่วง และร่างกายแข็งแกร่งเกินกว่ามนุษย์ทั่วไป ด้วยมนตราของกี ทำให้เดมิเทรียสเริ่มตระหนักถึงลางร้ายกำลังมาเยือน และเมื่อเห็นอันทาเออัสกำลังไล่สังหารทหารของตนตายไปร่วมร้อยนายในไม่กี่อึดใจเท่านั้น เขาจึงหันไปทวงถามกับคาสเตอร์

“เจ้าบอกว่ามีแผนการกำจัดอันทาเออัสไว้แล้ว..แล้วไหนล่ะแผนการของเจ้า ข้ายังไม่เห็นเลย”

“อย่าเพิ่งร้อนใจไป ท่านจะได้เห็นเดี๋ยวนี้ล่ะ” 
บอกพลางร่ายอาคมพร้อมกรีดเลือดลงกลางฝ่ามือ ก่อนจะยอบตัวทาบฝ่ามือนั้นลงกับพื้นดิน รอเพียงครู่เดียว กลุ่มควันสีดำผุดขึ้นมาจากใต้ดินกระจายไปทั่วบริเวณและกลายเป็นภูตแห่งความตาย ซึ่งมีสภาพไม่ต่างจากซากศพไล่ฉีกกินเหล่าทหารของลาบีรินธ์ จนเสียขบวน

หลังจากนั้น จอมเวทย์หนุ่มก็หันมาร่ายอาคมเสริมพละกำลังให้แม่ทัพใหญ่ จนเดมิเทรียสสัมผัสได้ถึงการขยายตัวของกล้ามเนื้อ ที่มาพร้อมพลังพลุ่งพล่านไหลเวียนไปทั่วร่างกาย

“คราวนี้ ท่านก็ไม่ต้องกลัวอันทาเออัสอีกต่อไปแล้ว”

“ดี..เช่นนั้นข้าจะไปตัดหัวเจ้าปิศาจนั่นด้วยตัวของข้าเอง”
เดมิเทรียสพูดอย่างหึกเหิม พลางวาดสายตากลับไปจ้องศัตรู

อันทาเออัสโกรธจนตัวสั่น เมื่อเห็นภูตรับใช้ของเทพฮาเดสร่วมมือกับอีกฝ่ายมาสังหารทหารของตน มือแกร่งกำดาบคู่ใจแน่น เส้นเลือดปูดโปน ดวงตาเปลี่ยนเป็นแดงก่ำ จดจ้องเหล่าภูตแห่งความตายอย่างอาฆาต ทว่า ยังไม่ทันได้ลงมือทำอะไร ต้องรีบยกดาบขึ้นรับการโจมตีของเดมิเทรียสที่พุ่งมารวดเร็ว

ชายหนุ่มเลิกคิ้วกังขา กับพละกำลังและความเคลื่อนไหวปราดเปรียวของอีกฝ่าย ซึ่งเพิ่มขึ้นจนเกือบทัดเทียมกับเขา

หึ ! แต่มันก็แค่เกือบเท่านั้น’

“เดมิเทรียสเอ๋ย เจ้าช่างน่าสมเพชนัก คิดเรอะว่ามนต์มายาของคาสเตอร์จะทำให้เจ้าสามารถชนะข้าได้”

เมื่อถูกถางถาง แม่ทัพใหญ่ตอบกลับด้วยความโกรธ
“เจ้าอย่าทะนงตนไปนัก วันนี้ หัวของเจ้าจะต้องถูกตัดด้วยคมดาบของข้า”

อันทาเออัสแสยะยิ้มเหี้ยม
“ในเมื่อเจ้ารนหาที่ตายนัก..เช่นนั้นแล้วก็อย่าเสียเวลาพล่ามอีกเลย”

ทั้งสองพุ่งเข้าปะทะรุนแรง และรวดเร็วด้วยชั้นเชิงการต่อสู้ที่ต่างฝ่ายต่างก็สั่งสมมานาน

เดิมทีคาสเตอร์เองก็ไม่อยากเสียพลังมากมายเพื่อช่วยเดมิเทรียสนัก เพียงแต่แผนการขั้นต่อไปนั้น จำต้องหาวิถีทางเหนี่ยวรั้งให้อันทาเออัสอยู่ตรงนี้ จนกว่าแผนการขั้นต่อไปจะดำเนินเสร็จสิ้น จึงจำเป็นต้องใช้เดมิเทรียสมาเป็นตัวถ่วงเวลา และตัวเขาเองก็ไม่อาจละไปไหน เพราะหากเดมิเทรียสพลาดท่าก่อนแผนการจะสำเร็จ เขาก็จำต้องเข้าต่อกรกับอันทาเออัสเช่นกัน..และหวังว่า แผนจะสำเร็จ โดยที่เขาไม่ต้องเผชิญหน้ากับจอมปิศาจ
 

ไซนอนและแพนดารัสอาศัยช่วงชุลมุน แอบปลีกตัวออกมาหลบซ่อน พลางสังเกตสถานการณ์
“ข้าว่า เรารีบหนีกันเถอะ” ไซนอนเสนอความคิด เพราะเขานั้นไม่เคยคิดอยากจะมาที่นี่ตั้งแต่แรก

แพนดารัสลังเล เพราะเริ่มคุ้นเคยกับความสงบสุขและความโอบอ้อมอารีย์ของชาวบ้าน
“พวกเรามีแมลงปิศาจอยู่ในตัว..เจ้าคิดว่า เราจะไปไหนได้ล่ะ”

ความจริงที่เพื่อนพูดออกมา ทำลายความหวังของไซนอนจนหมดสิ้น พลางพึมพำอย่างทดท้อ
“นั่นสินะ”

จู่ๆ ภายในช่องท้องของเขารู้สึกเหมือนมีตัวอะไรสักอย่างกำลังกัดกินจากภายใน..ชายหนุ่มทรุดกายลงนอนดิ้นเกลือกกลั้วกับพื้น ร้องลั่นอย่างเจ็บปวดทรมาน เมื่อแมลงปิศาจกำลังฉีกท้องของเขาออกมา

“แพนดารัส..ช่วยข้าด้วย !” 

แพนดารัสทำอะไรไม่ถูกไม่รู้จะช่วยอย่างไร จึงยอบตัวลงหมายจะประคองเพื่อนที่ดิ้นทุรนทุราย พลัน ! สติสัมปชัญญะดับวูบ ในขณะดวงตายังเบิกโพลง ร่างกายแข็งค้าง เป็นจังหวะเดียวกับที่ไซนอนแผดเสียงร้องเป็นครั้งสุดท้ายก่อนสิ้นลมหายใจ พร้อมกับแมลงปิศาจคลานออกมาจากช่องท้องที่ฉีกขาดเหวอะหวะ..เลือดแดงฉานไหลนองพื้น ค่อยๆไหลรวมกันลอยสูงเป็นรูปร่างคล้ายคน

“แพนดารัส จงฟังข้า !”

เสียงของคาสเตอร์ดังมาจากมนุษย์เลือด พลางยื่นขวดบรรจุเลือดของอันทาเออัสขวดสุดท้ายส่งให้อีกฝ่าย ที่ยื่นมือออกมารับอย่างเลื่อนลอย และรับรู้แผนการทุกขั้นตอนผ่านเวทย์สื่อสารของผู้เป็นนาย เมื่อเข้าใจแล้ว ก็ก้มลงคว้าแมลงปิศาจที่เพิ่งคลานออกจากท้องของเพื่อนกลับเข้าปราสาท ตรงไปยังห้องนอนของอันทาเออัส ปฏิบัติตามคำสั่งที่ดังก้องอยู่ในหัว

‘จงสังหารหญิงต่างแดนผู้นั้น เดี๋ยวนี้ !’

 
หลังแผนการช่วงชิงอำนาจจากพี่ชายร่วมสายเลือดสำเร็จลุล่วง เอเดรียนรีบกลับเข้าพระราชวังคนอสซอสเพื่อชื่นชมสมบัติที่คิดว่าเป็นของตน
โดยเฉพาะบัลลังก์ทองคำที่เขาเพียรมองอยู่หลายครั้งหลายครา และคราวนี้ ก็ได้นั่งมันสมใจเสียที..รอยยิ้มแห่งความปลื้มปริ่มกระจายทั่วใบหน้า พลางลูบไล้บัลลังก์ที่ตนกำลังนั่งอย่างหลงใหล

บรรดาข้าราชการที่พลิกพลิ้วเปลี่ยนสีต่างเข้ามาประจบสอพลอกันอย่างชื่นมื่น
“ยินดีกับพระราชาองค์ใหม่ด้วยพระเจ้าข้า”

เอเดรียนหัวเราะชอบใจ..เฮซิโอดอสที่ยืนอยู่ใกล้เอ่ยถาม
“ตอนนี้พวกที่ต่อต้านถูกขังไว้ในคุกใต้ดินหมดแล้ว รอคำสั่งว่าพระองค์จะตัดสินโทษอย่างไร”

ฝ่ามือที่กำลังลูบไล้บัลลังก์ชะงัก รอยยิ้มเย็นเหี้ยมเกรียมยามถ่ายทอดคำสั่ง
“หลังเสร็จพิธีสถาปนาข้า จงตัดหัวพวกมันเสียบประจานไว้หน้าประตูเมือง ให้พรรคพวกที่เหลือของพวกมันเห็น จะได้ไม่กล้ามาเหิมเกริมกับข้าอีก”

“พ่ะย่ะค่ะ..เมื่อเรื่องทางนี้เสร็จสิ้นแล้ว กระหม่อมขอตัวไปสมทบกับศึกทางลาบีลินธ์ เพื่อป้องกันความผิดพลาด”

เอเดรียนพยักหน้ารับ
“เจ้ารีบไปเถอะ..และจงนำหัวของอันทาเออัสกลับมาประกาศชัยชนะ ให้ประชาชนเห็นถึงบารมีอันยิ่งใหญ่ของข้าที่มีเหนือจอมปิศาจนั่น”

เฮซิโอดอสน้อบรับ และเดินออกจากท้องพระโรงพร้อมผู้ใช้เวทย์ติดตามอีกจำนวนหนึ่ง 
 

(ต่อค่ะ)
แสดงความคิดเห็น
Preview
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่