ทาร์แกเรียนฉบับเมากาว : เมื่อ Aegon V The Unlikely มีมังกร ตอนที่ 8 Egg ชมผลงานของตนในแดนตะวันตก

หนึ่งปีผ่านไปหลังจากเสียงกรีดร้องสุดท้ายในคาสตาเมียร์เงียบลง เจ็ดราชอาณาจักรเปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างสิ้นเชิงภายใต้เงาปีกสีทองแดงที่พาดผ่านท้องฟ้าเป็นระยะ

ประกาศสีเลือดและเสียงสะท้อนจากจัตุรัส

ตามกำแพงหินของคิงส์แลนดิงและทุกหัวเมืองใหญ่ ปรากฏแผ่นหนังประกาศตราประทับมังกรสามหัวที่ผู้คนต่างรุมล้อมอ่านด้วยความรู้สึกที่ปะปนกัน เนื้อความในนั้นแจกแจงความผิดของตระกูลเรนอย่างละเอียด ทั้งการฉ้อฉลภาษีหลวงและการกดขี่ราษฎร ก่อนจะปิดท้ายด้วยประโยคที่ทำให้ลอร์ดทั่วแผ่นดินต้องหนาวสั่น:

“ห้ามมิให้ผู้ใดกักตุนทองคำเกินจำเป็น หรือบังอาจฉ้อฉลภาษีแห่งราชสำนัก หากแม้นมังกรทองได้กลิ่นแห่งความละโมบพัดผ่านปราสาทใด กษัตริย์จักไม่ทรงรับผิดชอบต่อเพลิงพิโรธที่จะตามมา... จงส่งส่วนเกินของท่านมาเพื่อความปลอดภัยของตระกูลท่านเอง“

ในโรงเตี๊ยมใกล้จัตุรัสกลางเมือง เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังเซ็งแซ่ ชาวบ้านคนหนึ่งทุบโต๊ะอย่างสะใจ "สมน้ำหน้าพวกลอร์ดหน้าเลือด! เมื่อก่อนมันรีดไถเราจนแทบไม่มีข้าวกิน ตอนนี้ให้มันลองโดนมังกรรีดไถคืนบ้างเถอะ!"

แต่ชายชราที่มุมห้องกลับส่ายหัวพลางกระซิบ "ข้าเคยได้ยินเรื่องเล่าจากบรรพบุรุษ... สมัย 'ระบำมังกร' เมืองทั้งเมืองเคยกลายเป็นเตาหลอม การเอาปีศาจมาคุมโจร มันอาจจะจบลงที่ปีศาจกินพวกเราทุกคนในตอนท้าย"

ส่วยทองคำและการพิพากษาด้วยไฟ

ส่วยทองคำหลั่งไหลเข้ามายังนครหลวงไม่ขาดสาย รถบรรทุกทองคำจากตระกูลร่ำรวย ไม่ว่าจะเป็น ไทเรลล์ ไฮทาวเวอร์ เรดไวน์ และอาร์ริน ต่างต่อแถวกันเข้าสู่ประตูเมือง เอ็กก์ แบ่งทองส่วนหนึ่งไปดำเนินการตามนโยบายช่วยชาวบ้านของตน บางส่วนส่งไปเป็น “ของฝากสม็อก” แต่อีกด้านหนึ่ง เขาก็เริ่มนำ "ระบบการประหาร" แบบใหม่มาใช้ นักโทษคดีกบฏ ข่มขืน หรือฆาตกรรมฉกรรจ์ล้วนถูกคุมตัวส่งไปยังคาสตาเมียร์ เพื่อ "สังเวย" ต่อสม็อก ซึ่งนอกจากเป็นการลดภาระคุกหลวงแล้ว ยังเป็นการเตือนใจเหล่าขุนนางถึงความตายที่รออยู่

การมาเยือนคาสเตอร์ลีร็อก: ราชสีห์ในกรงทอง และการกอบกู้เกียรติยศของราชสีห์น้อย

ขบวนเสด็จของเอ็กก์ เคลื่อนเข้าสู่คาสเตอร์ลีร็อกอย่างเรียบง่าย ทว่าบรรยากาศกลับหนักอึ้งราวกับพายุที่กำลังก่อตัว ภายในโถงทองคำอันโอ่อ่า ลอร์ดไททอส แลนนิสเตอร์ นั่งตัวลีบอยู่บนบัลลังก์ศิลา ใบหน้าซีดเซียวและมือที่สั่นเทาพยายามเกาะกุมพนักพิงไว้ไม่ให้ล้มพับ

"ท่านดูผอมลงนะลอร์ดไททอส" เอ็กก์กล่าวพลางมองออกไปนอกหน้าต่างที่เห็นซากคาสตาเมียร์อยู่รำไร

"ความขี้ขลาดมันกัดกินเนื้อหนังได้ดีกว่าความอดอยากเสียอีก ท่านปล่อยให้พวกลูกน้องข้ามหัวจนมังกร ’ของข้า‘ ต้องลงมาช่วยจัดการแทน... “

ไททอส คอตกค่อยๆ ตามองจดจ้องอยู่ที่พื้น ”กะ..กระหม่อมละอายใจต่อพระองค์…ยิ่งนักพะยะค่ะ“

“ข้ามีข้อเสนอ ข้าจะให้ท่านรับผิดชอบการบูรณะและบริหารเหมืองของตระกูลเรนที่เพิ่งว่างลง”

ไททอสได้ฟังถึงกับตะลึงพึงเพริด เงยหน้าขึ้นปาดเหงื่อ "ตะ...แต่ฝ่าพระบาท มังกรตัวนั้นยังอยู่ที่นั่น!"

"นั่นแหละคือประเด็น" เอ็กก์หันมาจ้องตา "ท่านมีหน้าที่ส่งคนงานเข้าไปขุดทองมาถวายมันให้ครบตามจำนวน ถ้าทองขาด... สม็อกคงจะแวะมาทวงที่คาสเตอร์ลีร็อกเป็นที่แรก ท่านคงไม่อยากเห็นปราสาทนี้กลายเป็นหยดเทียนเหมือนคาสตาเมียร์ใช่ไหม?"

”อย่าห่วงไปเลยท่านลอร์ดของข้า มันไม่ใช่เหมืองของท่านตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ท่านแค่ “อำนวยความสะดวก” ให้ข้า แล้วข้าจะถือว่านั่นเป็น “ส่วนหนึ่ง” ที่ช่วยให้ภาระของ “ส่วย” ที่ท่านต้องแบกรับมันลดลงกว่าบรรดาลอร์ดอื่นๆ ข้าว่าท่านควรถือว่านี่คือ “ความเอื้อเฟื้อ” ที่ข้ามอบให้ท่านเป็นพิเศษนะ“ เอ้กก์กล่าวพลางตบไหล่เบาๆ ลงบนลอร์ดผู้ตัวสั่นเทา

ไททอสตัวสั่นระริก เขารีบคว้าหัตถ์ของกษัตริย์ขึ้นมาจุมพิตด้วยความลนลาน "นะ...นะ...นับเป็นพระกรุณายิ่ง...พะยะค่ะ"

ทันใดนั้น เด็กชายผมทองผู้มีดวงตาสีเขียวมรกตแฝงประกายทองได้ก้าวออกมาจากเงามืด ณ มุมหนึ่งของโถง เขาเดินมาหยุดข้างบิดา ท่าทางนิ่งสงบผิดกับลอร์ดแห่งตะวันตกผู้ร่วงโรย

"ท่านพ่อ... ท่านควรสำรวมกว่านี้ต่อเบื้องพระพักตร์"

เสียงทุ้มต่ำและนิ่งสนิทดังขึ้น เด็กชายผมสีทองอร่ามที่ยืนหลังตรงสง่าสงามนามว่า ไทวิน แลนนิสเตอร์ ในวัยเยาว์ได้ก้าวออกมาข้างหน้า แววตาของเขาไม่ได้มีความหวาดกลัวมังกรหรือความประหม่าต่อกษัตริย์เลยแม้แต่น้อย เขามองบิดาของตนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสมเพชครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมาโค้งคำนับเอ็กก์ด้วยท่วงท่าที่สมบูรณ์แบบ

"ฝ่าพระบาท..." ไทวินกล่าว "ข้อเสนอของพระองค์นับเป็นพระกรุณายิ่ง กระหม่อมจะขอรับหน้าที่ดูแลการขุดเหมืองที่คาสตาเมียร์เอง แม้บิดาของกระหม่อมกังวลเรื่องความปลอดภัยของคนงาน แต่อย่างที่พระองค์ได้ทรงทอดพระเนตรเห็นแล้วว่าเวลานี้บิดาของข้า กำลังเศร้าเสียใจอย่างมากกับการสูญเสียบริวาร ที่อยู่บ้านใกล้เรือนเคียงของท่าน แม้ว่าที่ผ่านมาลอร์ดเรนจะมองข้ามความจริงใจของบิดาข้ามาตลอดก็ตาม ข้าจึงเกรงว่าบิดาของข้าในเวลานี้จะดูแลมังกรของท่านได้ไม่เต็มที่นัก”

เอ็กก์เลิกคิ้ว มองเด็กชายที่อายุยังไม่พ้นวัยรุ่นแต่กลับมีน้ำเสียงหนักแน่น "เจ้ายังเด็กนักไทวิน เจ้าจะเอาตัวรอดจากกลิ่นกำมะถันและเปลวเพลิงของสัตว์ร้ายที่แม้แต่ข้ายังต้องยำเกรงได้อย่างไร?"

ไทวิน โค้งคำนับอย่างสง่างาม"ข้าอาจยังไม่เคยเผชิญหน้ากับพญามังกร แต่ข้าศึกษาตำนานของพวกมันมาบ้างพะยะค่ะ... ข้ามองว่านี่ไม่ใช่บทลงโทษ แต่เป็น 'เกียรติยศ' ที่ตระกูลแลนนิสเตอร์จะได้ทำหน้าที่รับใช้บัลลังก์เหล็กอย่างใกล้ชิดที่สุดดังเช่นในอดีต หากท่านต้องการให้ทองคำไหลสู่คลังหลวงอย่างไม่ขาดสาย ท่านต้องการคนที่ 'กล้า' พอจะเดินเข้าออกในเหมืองนั้นเพื่อจัดระเบียบคนงาน ข้าจะทำให้เหมืองที่เคยเป็นรังของกบฏ กลายเป็นขุมพลังที่คอยค้ำจุนราชบัลลังก์ของท่าน... และเป็นที่พำนักที่สงบที่สุดสำหรับมังกรของท่านด้วย"

เอ็กก์จ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของเด็กชาย เขาเห็นความทะเยอทะยานที่ถูกห่อหุ้มด้วยคำว่าหน้าที่ "เจ้าพูดจาชาญฉลาดนัก... เจ้ากำลังบอกว่าเจ้าจะไปเป็น 'คนใช้' ให้มังกรของข้างั้นรึ?"

ไทวิน: "ข้าจะเป็น 'ผู้พิทักษ์ขุมทรัพย์' ให้ท่านพะยะค่ะ เพื่อให้ท่านมั่นใจว่าทองทุกแท่งจะถูกจัดสรรอย่างถูกต้อง และมังกรจะได้รับบรรณาการที่คู่ควรโดยที่ท่านไม่ต้องเหนื่อยพระทัยลงมาจัดการเอง"

เอ็กก์ยิ้มบางๆ อย่างพอใจในคำตอบที่ดูเสียสละนี้ "ดูสิ ท่านลอร์ดว่าเด็กน้อยที่คอยรินไวน์ให้ข้าในวันนั้น เติบโตขึ้นขนาดไหน ! ดีมากไทวิน... ข้าจะรอดูว่าเกล็ดมังกรกับเล็บของสิงโตน้อย ใครจะแข็งแกร่งกว่ากัน"

เอ็กก์เดินทางออกมาพร้อมความมั่นใจว่าเขาได้คุมคาสเตอร์ลีร็อกไว้ใต้ฝ่าเท้า แต่ดังก์ที่สังเกตเห็นแววตาของไทวิน กลับรู้สึกถึงลางสังหรณ์บางอย่าง

ดังก์: "เจ้าเห็นสายตาของเด็กชายคนนั้นไหมเอ็กก์? ลูกชายของไททอส..."

เอ้กก์: "ไทวินน่ะรึ? เด็กคนนั้นมีไหวพริบและความเข้มแข็งที่บิดาของเขาไม่มี พยายามที่จะกู้หน้ารักษาเกียรติที่เหลืออันน้อยนิดของบิดาผู้สั่นเทาอย่างสุดความสามารถ เขาพยายามจะแก้ตัวกับข้าว่าบิดาของเขาสั่นเทาไปด้วย ’ความเศร้า‘ ไม่ใช่ ‘ด้วยความขลาดเขลา’ เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของตระกูล ข้าว่าเขาจะกลายเป็นลอร์ดที่ยอดเยี่ยมในอนาคต“

ดังก์: "ข้ากลับเห็นบางอย่างที่ต่างออกไป... ข้าเห็นเงาที่มืดดำกว่าสม็อกอยู่ในดวงตาของเด็กคนนั้น เจ้าคิดว่าเจ้ากำลังคุมเกมอยู่ แต่เจ้าอาจสร้างปีศาจสองตัวขึ้นมาพร้อมกัน ตัวหนึ่งพ่นไฟได้บนท้องฟ้า และอีกตัวหนึ่งกำลังถือสมุดบัญชีทองอยู่ในคาสเตอร์ลีร็อก"

เอ้กก์ หัวเราะเบาๆ "เจ้าคิดมากไปน่ะดังก์ ไทวินยังเด็กนัก... และตราบใดที่สม็อกยังนอนอยู่บนทองของพวกเขา พวกเขาจะไม่มีวันกล้าหันคมดาบมาทางข้า ความจริงคือเราได้ทั้งทอง ได้ทั้งความสงบ และได้มังกรมาเฝ้าบ้านให้... นี่คือชัยชนะที่งดงามที่สุดเท่าที่ทาร์แกเรียนเคยมีมา"

ดังก์ไม่ได้ตอบอะไร เขาเพียงแต่กระชับสายห่อผ้าที่ไหล่... ห่อผ้าที่บรรจุ "แตรมังกร" ไว้ภายใน และหวังว่าเอ้กก์จะคิดถูกจริงๆ

ไทวินยืนมองขบวนเสด็จที่ลับตาไป ก่อนจะหันมาหาไททอสที่ยังหอบหายใจแรง นั่งทรุดตัวลงกับพื้นห้องโถงอย่างหมดสภาพ เหงื่อกาฬไหลท่วมใบหน้าที่ซีดเผือด แต่ทว่าท่ามกลางความขี้ขลาดของบิดา เด็กชายคนหนึ่งกลับยืนเด่นเป็นสง่าอยู่หน้าบัลลังก์ศิลา เขาเอามือน้อยๆ แตะไหล่ของไททอสทั้ง 2 ข้าง และเขย่ามันอย่างรุนแรง

"ท่านพ่อ... หยุดทำท่าทางน่าสมเพชแบบนี้เสียที ! " ไทวินดุ

"เจ้าไปรับงานนรกนั่นทำไม !” ไททอสร้อง “เจ้าจะพาคนของเราไปตายในปากมังกร! และเจ้า…เจ้าเป็นบุตรชายคนโตของข้า ทายาทแห่งศิลาคาสเตอลี่ แต่เจ้ากำลังบังคับให้ข้านั่งดูเจ้าไปตาย ! โถ่เอ๋ย ลูกพ่อ !!"

"ข้าไม่ได้จะไปตาย...” ไทวินน้อย ตอบด้วยเสียงเย็นเยือก “แต่ข้าไปเพื่อ 'สังเกตการณ์' ข้าต้องรู้ก่อนว่ามังกรของกษัตริย์ ที่เขาว่ากันว่าฉลาดหลักแหลม และพูดภาษามนุษย์ได้นั้น มันเป็นมังกรแบบไหนกันแน่ แล้วเราจะได้คิดอ่านหาทางหนีทีไล่ออกไปจากหายนะในครั้งนี้ !!"

"...ข้าจะเป็นคนนำคนงานชุดแรกเข้าไปเอง" ไทวินกล่าวด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงเกินวัย

แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่