ก่อนอื่นต้องขอเกรินนำกับผู้อ่านก่อนนะครับว่า
ผมเป็นเพียงนักศึกษาด้านปรัชญาคนหนึ่งที่มีความสนใจใคร่รู้ในปรัชญาของเต๋า
ไม่ได้เป็นผู้รู้ที่เข้าใจเรื่องนี้แจ่มแจ้งอะไรหรอกครับ
ที่เขียนบทความนี้ก็เพื่ออยากเล่าประสบการณ์ของตนเองเกี่ยวกับการพิจรณาเนื้อความของปรัชญาเล่มนี้เพียงเท่านั้น
และหวังว่าอาจจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านที่กำลังสนใจและเริ่มต้นศึกษาปรัชญาเล่มนี้อยู่เหมือนกัน
ซึ่งหากมีการพิจรณาจุดใหนไม่ตรงกันก็สามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ครับ

เต๋าเต็กเก็ง บทที่๒ สิ่งต่างๆอุบัติขึ้นด้วยการเปรียบเทียบ
เมื่อคนในโลกรู้จักความสวยว่าสวย ความน่าเกลียดก็อุบัติขึ้น
เมื่อคนในโลกรู้จักความดีว่าดี ความชั่วก็อุบัติขึ้น
มีกับไม่มี เกิดขึ้นด้วยการรับรู้
ยากกับง่าย เกิดขึ้นด้วยการรับรู้
ยาวกับสั้น เกิดขึ้นด้วยการเปรียบเทียบ
สูงกับต่ำ เกิดขึ้นด้วยการเทียบเคียง
เสียงดนตรีกับเสียงสามัญ เกิดขึ้นด้วยการรับฟัง
หน้ากับหลัง เกิดขึ้นด้วยการนึกคิด
ดังนั้นปราชญ์ย่อมกระทำด้วยการไม่กระทำ เทศนาด้วยการไม่เอ่ยวาจา
การงานทั้งหลายก็สำเร็จลุล่วงลง
ท่านให้ชีวิตแก่สรรพสิ่ง แต่มิได้ถือตัวเป็นเจ้าของ
ประกอบกิจอันยิ่งใหญ่ แต่มิได้ประกาศให้โลกรู้
เหตุที่ท่านไม่ปราถนาเกียรติคุณ เกียรติคุณของท่านจึงดำรงอยู่ไม่เสื่อมสูญ ฯ
"เมื่อคนในโลกรู้จักความสวยว่าสวย ความน่าเกลียดก็อุบัติขึ้น"
ตามชื่อของเต๋าบทนี้ที่นิยามว่าสิ่งต่างๆเกิดขึ้นเพราะการเปรียบเทียบ
ดังนั้นแล้วความสวยและความน่าเกียดก็เกิดมาจากการเปรียบเทียบด้วยเช่นเดียวกัน
มันทำให้เราเกิดมโนคติต่อสิงต่างๆ ตามมา
ถัดจากนั้นเราก็จะใส่ค่านิยมและความต้องการลงไปว่าสิ่งนั้นควรเป็นอย่างไร
เหมือนกันกับความยินดีในรูปทรงและสีสรรค์ที่เรามีในสิ่งต่างๆ
"เมื่อคนในโลกรู้จักความดีว่าดี ความชั่วก็อุบัติขึ้น"
อนึ่งท่านเล่าจื้อใช้คำว่า"คนในโลก" ก็เพื่อสื่อความหมายว่ากำลังพูดถึงปกติของปุถุชนอยู่
คนที่ยังเป็นปุถุชนย่อมมองไม่เห็นลักษณะของสมมติบัญญัติของรูปธรรมนามธรรม
กล่าวคือเมื่อรูปธรรมคือวัตถุมีการนิยามว่าสวยซึ่งเป็นนามธรรม การสมมติบัญญัติก็เกิดขึ้น
คือการเกิดขึ้นของรูปธรรมนามธรรมนั่นเอง
ซึ่งเป็นลักษณะของการรับรู้รับทราบตามสมมติของคนเรา
ในความเป็นจริงแล้วลักษณะที่เรียกว่าดีและเลวนี้ก็ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องพฤติกรรมของคนเรา
แต่สิ่งต่างๆในโลกนี้ย่อมมีลักษณะดีหรือเลวตามการบัญญัติเปรียบเทียบและการสร้างความเชื่อหรือค่านิยม
ลักษณะดีหรือชั่วนี้ จึงคล้ายว่าไม่ได้เป็นสิ่งที่มีอยู่แต่เดิมตามธรรมชาติ
แต่กลับเป็นผลจากกระบวนการที่เราเรียกว่าความคิดปรุงแต่งได้สร้างสรรค์ขึ้นมา
ทั้งนี้ในการเปรียบเทียบนั้นเราสามารถเปรียบเที่ยบกับสิ่งเดียวกัน
กับสิ่งอื่นๆ หรือนำมาเปรียบเทียบกับมาตรฐานที่เราตั้งเอาไว้ก็ได้
ข้อนี้แหละที่อาจอธิบายให้เราเข้าใจในเบื้องต้นว่าสิ่งต่างๆที่เราเห็นอยู่นั้น
แท้จริงเป็นของปรุ่งแต่งอย่างไร
"มีกับไม่มีเกิดขึ้นด้วยการรับรู้ ยากกับง่ายเกิดขึ้นด้วยการรับรู้ "
"มีหรือไม่มี"นี้ก็เช่นเดียวกันกับความสวยและความน่าเกลียด
ตรงที่คนเราต้องใช้อายตนะทั้งหกวิถีเพื่อจำแนกสิ่งต่างๆ เหล่านี้
การแยกแยะสิ่งต่างๆ ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรมว่าปรากฏอยู่หรือไม่
ก็ย่อมต้องพินิจผ่านทางอายตนะเหล่านั้น
และมีหรือไม่มีนี้ย่อมเกี่ยวข้องกับการบัญญัติซึ่งลักษณะของสิ่งต่างๆด้วย
ซึ่งทำให้เราสามารถแบ่งแยกตัวตนของสิ่งต่างๆให้ละเอียดมากขึ้นไปอีกได้
"ยากกับง่าย"อาจทำให้เราเห็นตัวอย่างของการปรุงแต่งที่ซับซ้อนเพิ่มมากขึ้นนี้ได้
คนเราเมื่อกระทำกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งอยู่ก็อาจนำกิจกรรมนั้นไปเปรียบเทียบกับกำลังของตนหรือการงานอย่างอื่นก็ได้
จนทำให้รู้สึกและสามารถบอกออกมาได้ว่ากิจกรรมที่ตนกำลังอยู่หรือทำเสร็จแล้วนั้นว่ายากหรือง่าย
ซึ่งยากกับง่ายนี้ในกิจกรรมเดียวกันแต่ละคนอาจตอบออกมาไม่เหมือนกันก็ได้
มันจึงดูราวกับว่าเป็นเรื่องจำเพาะตัวของแต่ละคนๆไป
ทำให้เรารู้ว่าการรับรู้และความเข้าใจต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งในแง่ของรูปธรรมนามธรรมของคนเรานั้นอาจมีความแตกต่างกันก็ได้
เช่นนั้นแล้วมันอาจแปลได้ว่าการเห็นสิ่งต่างๆตามที่'เป็น' อาจมีได้แตกต่างกันไป
ข้อนี้ทำให้เรารู้ได้ว่าการปรุงแต่งที่แตกต่างกันไปอาจเป็นไปตามความรู้ความเข้าใจของแต่ละคน
ทำให้คนเรามองเห็นในสิ่งเดียวกันแตกต่างกันออกไป
การพิจรณาอย่างนี้อาจช่วยทำให้เรามองเห็นความเป็นสมมติบัญญัติ
และความไม่แน่นอนของรูปธรรมนามธรรมได้ชัดเจนขึ้น
"ยาวกับสั้นเกิดขึ้นด้วยการเปรียบเทียบ สูงกับต่ำเกิดขึ้นด้วยการเทียบเคียง"
ความจริงแล้วการเปรียบเทียบขนาดและปริมาณต่างก็เป็นความสามารถหนึ่งของสมองมนุษย์
เพราะมันช่วยให้มนุษย์ใช้ตรรกะที่มีอยู่ประเมินสิ่งต่างๆได้
และในบางครั้งเราก็ใช้การเปรียบเทียบเพื่อประเมินว่าสิ่งใหนมีค่ามากกว่าและสิ่งใหนด้อยกว่า
เพราะสิ่งต่างๆ ตั้งอยู่เดิม แต่เมื่อมีการเปรียบเทียบจึงมียาวมีสั้น
และเมื่อมีการเทียบเคียงจึงมีสูงมีต่ำ
การเปรียบเทียบจึงเป็นการปรุงแต่งความเข้าใจต่อสิ่งต่างๆ เพิ่มเติมลงไป
ผมว่าในบางครั้งคำว่าดีกว่า เลิศกว่า ก็มีความหมายในเชิงการสร้างปัญหานะ
ก็เพราะคนเรามักต้องการสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อตัวเองอยู่เสมอ
และการเปรียบเทียบที่สร้างปัญหาที่สุดก็คือการนำตนเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นนั่นแหละ
"เสียงดนตรีและเสียงสามัญเกิดขึ้นด้วยการรับฟัง หน้ากับหลังเกิดขึ้นด้วยการนึกคิด"
เช่นเดียวกันกับการเปรียบเทียบ การรู้จักแยกแยะในความแตกต่างได้นั้นคือธรรมชาติในการรับรู้ที่พิเศษ
คนเรามีความสามารถโดยธรรมชาติในการวิเคราะห์น้ำเสียงต่างๆได้
หากมีการกำหนดว่านี่คือเสียงดนตรีใยที่เราจะไม่รู้จักมันเล่า
แต่เสียงดนตรีสามารถทำให้สมองของเราตอบสนองต่อมันโดยไม่ต้องมีสัญญาก็ได้
ทั้งเสียงที่ทำให้เราเคลิบเคลิ้มฟังและเสียงที่ทำให้เราคะนองใจฟัง
แต่หากมีเสียงหนึ่งที่เราชอบและเสียงหนึ่งที่เราไม่ชอบแล้วล่ะก็
เสียงก็นับว่าเป็นสิ่งปรุงแต่งความเข้าใจและความรู้สึกด้วย
"หน้ากับหลังเกิดข้นด้วยการนึกคิด"ข้อนี้ช่วยแสดงการทำงานของสมองที่ซับซ้อนขึ้น
กล่าวคือความสามารถในการคิดวิเคราะห์นั่นเอง
ซึ่งท่านเล่าจื้อคงต้องการยกมาให้เราพิจรณามันในแง่ของความ"มี"ความ"เป็น"อันเกิดจากการเปรียบเทียบมากกว่า
"ดังนั้นปราขญ์ย่อมกระทำด้วยการไม่กระทำ เทศนาด้วยการไม่เอ่ยวาจา
การงานทั้งหลายก็สำเร็จลุล่วงลง"
ดังที่พิจรณามาก่อนหน้านี้เราอาจเกิดความรู้ใหม่ว่า
โดยเนื้อแท้แล้ว การรับรู้ต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้นไม่ได้เป็นสิ่งที่แน่นอนเสมอไป
ก็เพราะสมมติบัญญัติและค่านิยมอันเกิดจากการเปรียบเทียบเป็นการปรุงแต่งต่อลักษณะของสรรพสิ่ง
ตามความสามารถในการรับรู้ที่มีอยู่นั้น
บ่งชี้ว่าคนเราอาจมีการรับรู้ต่อสิ่งต่างๆ แตกต่างกันไปก็ได้
เพราะมันขึ้นอยู่กับความหมายรู้ความเข้าใจตามที่ตนเองสมมติบัญญัติหรือปรุงแต่งเอาไว้นั่นแหละ
ดังนั้น"การกระทำโดยไม่กระทำ"จึงเป็นแนวทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหาของตน
การวางเฉยในท่าทีนี้เป็นการดับปัญหาที่ต้นเหตุก็คือจิตใจตน
ด้วยการเห็นโลกตามความเป็นจริงว่ารูปธรรมและนามธรรมทั้งหลาย
แท้จริงแล้วเกิดที่จิตใจหรือก็คือกระบวนการในการ"รู้ "ทางสมองของคนเราเอง
การ"ไม่กระทำ"จึงช่วยดับความทุกข์จากกิเลสและความร้อนรนของตัณหาได้
"เทศนาด้วยการไม่เอ่ยวาจา"ก็เช่นเดียวกัน
เพราะการจำแนกแจกแจงที่มากอย่าง ย่อมทำให้เกิดความเข้าใจที่มากอย่างขึ้นอีก
ฉนั้น จะทำอย่างไรให้เขารู้และเข้าใจการปรุงแต่งของสมมติบัญญัติ
เทศนาด้วยการไม่เอ่ยวาจาจึงถูกนำมาใช้ เพื่อให้เขาสามารถมองเห็นจิตใจตัวเองได้
เขาจะมองโลกโดยความไม่ยึดถือ มองเห็นความว่างในสรรพสิ่งได้
ไร้นามไร้สภาวะอันเป็นหนทางแห่งเต๋าจึงสำเร็จลุล่วงแก่เขาด้วยเหตุนี้
"ท่านให้ชีวิตแก่สรรพสิ่ง แต่มิได้ถือตัวเป็นเจ้าของ
ประกอบกิจอันยิ่งใหญ่ แต่มิได้ประกาศให้โลกรู้"
การรับรู้ได้ถึงการมีหรือไม่มี การบัญญัติซึ่งลักษณะดีและเลว
การสมมติขึ้นมาซึ่งรูปธรรมนามธรรม
มันทำให้เราเขาใจว่าสิ่งต่างๆ มีตัวตนอย่างนั้น
และถ้าหากใจยึดถือแล้วแล้วล่ะก็มีหรือไม่มีนี้ก็อาจก่อปัญหาด้วยความปราถนาในการเติมเต็มสิ่งนั้นๆด้วย
เพราะคนเราล้วนต้องการสิ่งที่ดีกว่าเมื่อเกิดการเปรียบเทียบเสมอ
เมื่อเปรียบเทียบกับคนอื่นก็อาจเกิดการเเก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันก็ได้(ทั้งตนและคนอื่นก็เป็นสมมติ)
นี่ใยจักไม่ใช่ปัญหาอันเกิดจากการปรุงแต่งในสรรพสิ่ง
ดังนั้นผู้มีปัญญาจึงไม่ถือตัวเป็นเจ้าของแม้จะเป็นของที่อยู่ในกรรมสิทธิ์ก็ตาม
การไม่ยืดถือเป็นการรู้จักปกครองตนให้ได้รับความสงบสุขโดยแท้
นี่ยังไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นการกระทำกิจอันยิ่งใหญ่แห่งตนให้ลุล่วงหรอกหรือ
แต่หากท่านสำคัญว่าตัวเองดีเด่นความต่ำทรามก็จะมีตามมา
ด้วยน้ำใจของท่าน
ท่านจึงไม่ได้"ประกาศให้โลกรู้ " เพื่อหวังยกย่องความดีของตนเองและการเคารพจากใครๆ เลย
"เหตุที่ท่านไม่ปราถนาเกียรติคุณ เกียรติคุรของท่านจึงดำรงอยู่ไม่เสื่อมสูญ"
ธรรมดาของผูมีธรรมะ ย่อมเป็นผู้ให้แก่คนทั่วไป
แต่ท่านเหล่านั้นย่อมให้โดยปราสจากการมุ่งหวังในผลตอบแทน
ยกตัวอย่างเช่นท่านเล่าจื้อที่เป็นผู้ให้ความรู้แก่คนทั่วไป
แต่ท่านก็ไม่ได้หวังคำยกย่องสรรเสริญและลาภสักการะแต่ประการใด
และตัวท่านยังเป็นที่ยกย่องของคนกลุ่มหนึ่งจวบจนทุกวันนี้
อนึ่งผมได้ตั้งข้อสังเกตุว่าการให้บางอย่างก็ไม่ได้ส่งผลให้ผู้คนระลึกถึงเสมอไป
แต่การให้ที่ส่งผลตอสังคมยาวนานนั้นมักจะเป็นการให้วิชาความรู้ที่ถูกต้องและมีคุณค่าต่อสังคมมนุษย์
เช่นนั้นแหละความรู้และผู้ถ่ายทอดมันจึงได้รับการยกย่องไปอีกนาน
จบการวิพากษ์ปรัชญาของท่านเล่าจื้อในบทที่๒แล้วนะครับ
หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อท่านผู้อ่านไม่มากก็น้อย
และหากมีข้อตำหนิหรือข้อผิดพลาดประการใดผมก็ขออภัยจากท่านผู้อ่านด้วยนะครับ
และเนื่องจากความรู้ของผมยังน้อยดังนั้นหากท่านสามารถแนะนำอะไรเพิ่มเติม
ก็เขียนคอมเม้นต์ไว้ด่านล่างได้เลย ผมยินดีรับฟังครับ
หรือหากมีใครอยากถามอะไรก็เขียนเอาไว้ด่านล่างได้เช่นกัน
และที่บางท่านเคยแนะนำเอาไว้เมื่อครั้งนำบทที่๑มาเผยแพร่ในพันทิป
ผมก็นำไปปรับปรุงแก้ไขบทความดังกล่าวแล้วนะครับหวังว่าจะอ่านเข้าใจได้ง่ายขึ้นนะ
บทความทั้งหมด>>>
https://amehart.blogspot.com
เสวนาเกี่ยวกับปรัชญาเต๋าเต๋อจิงบทที่๒ สิ่งต่างๆอุบัติขึ้นด้วยการเปรียบเทียบ
ผมเป็นเพียงนักศึกษาด้านปรัชญาคนหนึ่งที่มีความสนใจใคร่รู้ในปรัชญาของเต๋า
ไม่ได้เป็นผู้รู้ที่เข้าใจเรื่องนี้แจ่มแจ้งอะไรหรอกครับ
ที่เขียนบทความนี้ก็เพื่ออยากเล่าประสบการณ์ของตนเองเกี่ยวกับการพิจรณาเนื้อความของปรัชญาเล่มนี้เพียงเท่านั้น
และหวังว่าอาจจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านที่กำลังสนใจและเริ่มต้นศึกษาปรัชญาเล่มนี้อยู่เหมือนกัน
ซึ่งหากมีการพิจรณาจุดใหนไม่ตรงกันก็สามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ครับ
เต๋าเต็กเก็ง บทที่๒ สิ่งต่างๆอุบัติขึ้นด้วยการเปรียบเทียบ
เมื่อคนในโลกรู้จักความสวยว่าสวย ความน่าเกลียดก็อุบัติขึ้น
เมื่อคนในโลกรู้จักความดีว่าดี ความชั่วก็อุบัติขึ้น
มีกับไม่มี เกิดขึ้นด้วยการรับรู้
ยากกับง่าย เกิดขึ้นด้วยการรับรู้
ยาวกับสั้น เกิดขึ้นด้วยการเปรียบเทียบ
สูงกับต่ำ เกิดขึ้นด้วยการเทียบเคียง
เสียงดนตรีกับเสียงสามัญ เกิดขึ้นด้วยการรับฟัง
หน้ากับหลัง เกิดขึ้นด้วยการนึกคิด
ดังนั้นปราชญ์ย่อมกระทำด้วยการไม่กระทำ เทศนาด้วยการไม่เอ่ยวาจา
การงานทั้งหลายก็สำเร็จลุล่วงลง
ท่านให้ชีวิตแก่สรรพสิ่ง แต่มิได้ถือตัวเป็นเจ้าของ
ประกอบกิจอันยิ่งใหญ่ แต่มิได้ประกาศให้โลกรู้
เหตุที่ท่านไม่ปราถนาเกียรติคุณ เกียรติคุณของท่านจึงดำรงอยู่ไม่เสื่อมสูญ ฯ
"เมื่อคนในโลกรู้จักความสวยว่าสวย ความน่าเกลียดก็อุบัติขึ้น"
ตามชื่อของเต๋าบทนี้ที่นิยามว่าสิ่งต่างๆเกิดขึ้นเพราะการเปรียบเทียบ
ดังนั้นแล้วความสวยและความน่าเกียดก็เกิดมาจากการเปรียบเทียบด้วยเช่นเดียวกัน
มันทำให้เราเกิดมโนคติต่อสิงต่างๆ ตามมา
ถัดจากนั้นเราก็จะใส่ค่านิยมและความต้องการลงไปว่าสิ่งนั้นควรเป็นอย่างไร
เหมือนกันกับความยินดีในรูปทรงและสีสรรค์ที่เรามีในสิ่งต่างๆ
"เมื่อคนในโลกรู้จักความดีว่าดี ความชั่วก็อุบัติขึ้น"
อนึ่งท่านเล่าจื้อใช้คำว่า"คนในโลก" ก็เพื่อสื่อความหมายว่ากำลังพูดถึงปกติของปุถุชนอยู่
คนที่ยังเป็นปุถุชนย่อมมองไม่เห็นลักษณะของสมมติบัญญัติของรูปธรรมนามธรรม
กล่าวคือเมื่อรูปธรรมคือวัตถุมีการนิยามว่าสวยซึ่งเป็นนามธรรม การสมมติบัญญัติก็เกิดขึ้น
คือการเกิดขึ้นของรูปธรรมนามธรรมนั่นเอง
ซึ่งเป็นลักษณะของการรับรู้รับทราบตามสมมติของคนเรา
ในความเป็นจริงแล้วลักษณะที่เรียกว่าดีและเลวนี้ก็ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องพฤติกรรมของคนเรา
แต่สิ่งต่างๆในโลกนี้ย่อมมีลักษณะดีหรือเลวตามการบัญญัติเปรียบเทียบและการสร้างความเชื่อหรือค่านิยม
ลักษณะดีหรือชั่วนี้ จึงคล้ายว่าไม่ได้เป็นสิ่งที่มีอยู่แต่เดิมตามธรรมชาติ
แต่กลับเป็นผลจากกระบวนการที่เราเรียกว่าความคิดปรุงแต่งได้สร้างสรรค์ขึ้นมา
ทั้งนี้ในการเปรียบเทียบนั้นเราสามารถเปรียบเที่ยบกับสิ่งเดียวกัน
กับสิ่งอื่นๆ หรือนำมาเปรียบเทียบกับมาตรฐานที่เราตั้งเอาไว้ก็ได้
ข้อนี้แหละที่อาจอธิบายให้เราเข้าใจในเบื้องต้นว่าสิ่งต่างๆที่เราเห็นอยู่นั้น
แท้จริงเป็นของปรุ่งแต่งอย่างไร
"มีกับไม่มีเกิดขึ้นด้วยการรับรู้ ยากกับง่ายเกิดขึ้นด้วยการรับรู้ "
"มีหรือไม่มี"นี้ก็เช่นเดียวกันกับความสวยและความน่าเกลียด
ตรงที่คนเราต้องใช้อายตนะทั้งหกวิถีเพื่อจำแนกสิ่งต่างๆ เหล่านี้
การแยกแยะสิ่งต่างๆ ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรมว่าปรากฏอยู่หรือไม่
ก็ย่อมต้องพินิจผ่านทางอายตนะเหล่านั้น
และมีหรือไม่มีนี้ย่อมเกี่ยวข้องกับการบัญญัติซึ่งลักษณะของสิ่งต่างๆด้วย
ซึ่งทำให้เราสามารถแบ่งแยกตัวตนของสิ่งต่างๆให้ละเอียดมากขึ้นไปอีกได้
"ยากกับง่าย"อาจทำให้เราเห็นตัวอย่างของการปรุงแต่งที่ซับซ้อนเพิ่มมากขึ้นนี้ได้
คนเราเมื่อกระทำกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งอยู่ก็อาจนำกิจกรรมนั้นไปเปรียบเทียบกับกำลังของตนหรือการงานอย่างอื่นก็ได้
จนทำให้รู้สึกและสามารถบอกออกมาได้ว่ากิจกรรมที่ตนกำลังอยู่หรือทำเสร็จแล้วนั้นว่ายากหรือง่าย
ซึ่งยากกับง่ายนี้ในกิจกรรมเดียวกันแต่ละคนอาจตอบออกมาไม่เหมือนกันก็ได้
มันจึงดูราวกับว่าเป็นเรื่องจำเพาะตัวของแต่ละคนๆไป
ทำให้เรารู้ว่าการรับรู้และความเข้าใจต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งในแง่ของรูปธรรมนามธรรมของคนเรานั้นอาจมีความแตกต่างกันก็ได้
เช่นนั้นแล้วมันอาจแปลได้ว่าการเห็นสิ่งต่างๆตามที่'เป็น' อาจมีได้แตกต่างกันไป
ข้อนี้ทำให้เรารู้ได้ว่าการปรุงแต่งที่แตกต่างกันไปอาจเป็นไปตามความรู้ความเข้าใจของแต่ละคน
ทำให้คนเรามองเห็นในสิ่งเดียวกันแตกต่างกันออกไป
การพิจรณาอย่างนี้อาจช่วยทำให้เรามองเห็นความเป็นสมมติบัญญัติ
และความไม่แน่นอนของรูปธรรมนามธรรมได้ชัดเจนขึ้น
"ยาวกับสั้นเกิดขึ้นด้วยการเปรียบเทียบ สูงกับต่ำเกิดขึ้นด้วยการเทียบเคียง"
ความจริงแล้วการเปรียบเทียบขนาดและปริมาณต่างก็เป็นความสามารถหนึ่งของสมองมนุษย์
เพราะมันช่วยให้มนุษย์ใช้ตรรกะที่มีอยู่ประเมินสิ่งต่างๆได้
และในบางครั้งเราก็ใช้การเปรียบเทียบเพื่อประเมินว่าสิ่งใหนมีค่ามากกว่าและสิ่งใหนด้อยกว่า
เพราะสิ่งต่างๆ ตั้งอยู่เดิม แต่เมื่อมีการเปรียบเทียบจึงมียาวมีสั้น
และเมื่อมีการเทียบเคียงจึงมีสูงมีต่ำ
การเปรียบเทียบจึงเป็นการปรุงแต่งความเข้าใจต่อสิ่งต่างๆ เพิ่มเติมลงไป
ผมว่าในบางครั้งคำว่าดีกว่า เลิศกว่า ก็มีความหมายในเชิงการสร้างปัญหานะ
ก็เพราะคนเรามักต้องการสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อตัวเองอยู่เสมอ
และการเปรียบเทียบที่สร้างปัญหาที่สุดก็คือการนำตนเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นนั่นแหละ
"เสียงดนตรีและเสียงสามัญเกิดขึ้นด้วยการรับฟัง หน้ากับหลังเกิดขึ้นด้วยการนึกคิด"
เช่นเดียวกันกับการเปรียบเทียบ การรู้จักแยกแยะในความแตกต่างได้นั้นคือธรรมชาติในการรับรู้ที่พิเศษ
คนเรามีความสามารถโดยธรรมชาติในการวิเคราะห์น้ำเสียงต่างๆได้
หากมีการกำหนดว่านี่คือเสียงดนตรีใยที่เราจะไม่รู้จักมันเล่า
แต่เสียงดนตรีสามารถทำให้สมองของเราตอบสนองต่อมันโดยไม่ต้องมีสัญญาก็ได้
ทั้งเสียงที่ทำให้เราเคลิบเคลิ้มฟังและเสียงที่ทำให้เราคะนองใจฟัง
แต่หากมีเสียงหนึ่งที่เราชอบและเสียงหนึ่งที่เราไม่ชอบแล้วล่ะก็
เสียงก็นับว่าเป็นสิ่งปรุงแต่งความเข้าใจและความรู้สึกด้วย
"หน้ากับหลังเกิดข้นด้วยการนึกคิด"ข้อนี้ช่วยแสดงการทำงานของสมองที่ซับซ้อนขึ้น
กล่าวคือความสามารถในการคิดวิเคราะห์นั่นเอง
ซึ่งท่านเล่าจื้อคงต้องการยกมาให้เราพิจรณามันในแง่ของความ"มี"ความ"เป็น"อันเกิดจากการเปรียบเทียบมากกว่า
"ดังนั้นปราขญ์ย่อมกระทำด้วยการไม่กระทำ เทศนาด้วยการไม่เอ่ยวาจา
การงานทั้งหลายก็สำเร็จลุล่วงลง"
ดังที่พิจรณามาก่อนหน้านี้เราอาจเกิดความรู้ใหม่ว่า
โดยเนื้อแท้แล้ว การรับรู้ต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้นไม่ได้เป็นสิ่งที่แน่นอนเสมอไป
ก็เพราะสมมติบัญญัติและค่านิยมอันเกิดจากการเปรียบเทียบเป็นการปรุงแต่งต่อลักษณะของสรรพสิ่ง
ตามความสามารถในการรับรู้ที่มีอยู่นั้น
บ่งชี้ว่าคนเราอาจมีการรับรู้ต่อสิ่งต่างๆ แตกต่างกันไปก็ได้
เพราะมันขึ้นอยู่กับความหมายรู้ความเข้าใจตามที่ตนเองสมมติบัญญัติหรือปรุงแต่งเอาไว้นั่นแหละ
ดังนั้น"การกระทำโดยไม่กระทำ"จึงเป็นแนวทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหาของตน
การวางเฉยในท่าทีนี้เป็นการดับปัญหาที่ต้นเหตุก็คือจิตใจตน
ด้วยการเห็นโลกตามความเป็นจริงว่ารูปธรรมและนามธรรมทั้งหลาย
แท้จริงแล้วเกิดที่จิตใจหรือก็คือกระบวนการในการ"รู้ "ทางสมองของคนเราเอง
การ"ไม่กระทำ"จึงช่วยดับความทุกข์จากกิเลสและความร้อนรนของตัณหาได้
"เทศนาด้วยการไม่เอ่ยวาจา"ก็เช่นเดียวกัน
เพราะการจำแนกแจกแจงที่มากอย่าง ย่อมทำให้เกิดความเข้าใจที่มากอย่างขึ้นอีก
ฉนั้น จะทำอย่างไรให้เขารู้และเข้าใจการปรุงแต่งของสมมติบัญญัติ
เทศนาด้วยการไม่เอ่ยวาจาจึงถูกนำมาใช้ เพื่อให้เขาสามารถมองเห็นจิตใจตัวเองได้
เขาจะมองโลกโดยความไม่ยึดถือ มองเห็นความว่างในสรรพสิ่งได้
ไร้นามไร้สภาวะอันเป็นหนทางแห่งเต๋าจึงสำเร็จลุล่วงแก่เขาด้วยเหตุนี้
"ท่านให้ชีวิตแก่สรรพสิ่ง แต่มิได้ถือตัวเป็นเจ้าของ
ประกอบกิจอันยิ่งใหญ่ แต่มิได้ประกาศให้โลกรู้"
การรับรู้ได้ถึงการมีหรือไม่มี การบัญญัติซึ่งลักษณะดีและเลว
การสมมติขึ้นมาซึ่งรูปธรรมนามธรรม
มันทำให้เราเขาใจว่าสิ่งต่างๆ มีตัวตนอย่างนั้น
และถ้าหากใจยึดถือแล้วแล้วล่ะก็มีหรือไม่มีนี้ก็อาจก่อปัญหาด้วยความปราถนาในการเติมเต็มสิ่งนั้นๆด้วย
เพราะคนเราล้วนต้องการสิ่งที่ดีกว่าเมื่อเกิดการเปรียบเทียบเสมอ
เมื่อเปรียบเทียบกับคนอื่นก็อาจเกิดการเเก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันก็ได้(ทั้งตนและคนอื่นก็เป็นสมมติ)
นี่ใยจักไม่ใช่ปัญหาอันเกิดจากการปรุงแต่งในสรรพสิ่ง
ดังนั้นผู้มีปัญญาจึงไม่ถือตัวเป็นเจ้าของแม้จะเป็นของที่อยู่ในกรรมสิทธิ์ก็ตาม
การไม่ยืดถือเป็นการรู้จักปกครองตนให้ได้รับความสงบสุขโดยแท้
นี่ยังไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นการกระทำกิจอันยิ่งใหญ่แห่งตนให้ลุล่วงหรอกหรือ
แต่หากท่านสำคัญว่าตัวเองดีเด่นความต่ำทรามก็จะมีตามมา
ด้วยน้ำใจของท่าน
ท่านจึงไม่ได้"ประกาศให้โลกรู้ " เพื่อหวังยกย่องความดีของตนเองและการเคารพจากใครๆ เลย
"เหตุที่ท่านไม่ปราถนาเกียรติคุณ เกียรติคุรของท่านจึงดำรงอยู่ไม่เสื่อมสูญ"
ธรรมดาของผูมีธรรมะ ย่อมเป็นผู้ให้แก่คนทั่วไป
แต่ท่านเหล่านั้นย่อมให้โดยปราสจากการมุ่งหวังในผลตอบแทน
ยกตัวอย่างเช่นท่านเล่าจื้อที่เป็นผู้ให้ความรู้แก่คนทั่วไป
แต่ท่านก็ไม่ได้หวังคำยกย่องสรรเสริญและลาภสักการะแต่ประการใด
และตัวท่านยังเป็นที่ยกย่องของคนกลุ่มหนึ่งจวบจนทุกวันนี้
อนึ่งผมได้ตั้งข้อสังเกตุว่าการให้บางอย่างก็ไม่ได้ส่งผลให้ผู้คนระลึกถึงเสมอไป
แต่การให้ที่ส่งผลตอสังคมยาวนานนั้นมักจะเป็นการให้วิชาความรู้ที่ถูกต้องและมีคุณค่าต่อสังคมมนุษย์
เช่นนั้นแหละความรู้และผู้ถ่ายทอดมันจึงได้รับการยกย่องไปอีกนาน
จบการวิพากษ์ปรัชญาของท่านเล่าจื้อในบทที่๒แล้วนะครับ
หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อท่านผู้อ่านไม่มากก็น้อย
และหากมีข้อตำหนิหรือข้อผิดพลาดประการใดผมก็ขออภัยจากท่านผู้อ่านด้วยนะครับ
และเนื่องจากความรู้ของผมยังน้อยดังนั้นหากท่านสามารถแนะนำอะไรเพิ่มเติม
ก็เขียนคอมเม้นต์ไว้ด่านล่างได้เลย ผมยินดีรับฟังครับ
หรือหากมีใครอยากถามอะไรก็เขียนเอาไว้ด่านล่างได้เช่นกัน
และที่บางท่านเคยแนะนำเอาไว้เมื่อครั้งนำบทที่๑มาเผยแพร่ในพันทิป
ผมก็นำไปปรับปรุงแก้ไขบทความดังกล่าวแล้วนะครับหวังว่าจะอ่านเข้าใจได้ง่ายขึ้นนะ
บทความทั้งหมด>>> https://amehart.blogspot.com