ปัจจัย 24 ( ต่อ )
17. ฌานปัจจัย
ปัจจัยอันเพ่งจดจ่อ
กฎแห่งการรวมพลัง
ปัจจัยแห่งการเพ่งจดจ่อ บีบอัดพลังงานที่กระจัดกระจายให้พุ่งสู่จุดเดียว เพื่อเพิ่มกำลังในการเจาะทะลุหรือสร้างสภาวะพิเศษ
ในทางธรรม ฌาน แปลว่า “การเพ่ง” หรือ “การจดจ่อ” แต่ถ้าเรามองในเชิงวัตถุ ฌานปัจจัยคืออำนาจที่ทำให้องค์ประกอบต่างๆ “เลิกกระจัดกระจาย” แล้วหันมาเรียงตัวมุ่งหน้าไปสู่จุดเดียว หลอดไฟทั่วไปจะปล่อยแสงแบบกระจัดกระจายไปทุกทิศทาง พลังงานจึงเจือจาง ใช้ส่องสว่างได้แต่ตัดอะไรไม่ได้
กระบวนการที่เรียกว่า Stimulated Emission บังคับให้คลื่นแสงทุกคลื่นเรียงตัวตรงกันเป๊ะ (Coherent) และมุ่งไปที่จุดเดียว ผลลัพธ์ เมื่อแสงถูก “เพ่ง” (ฌาน) พลังงานที่เคยเจือจางจะทวีคูณจนสามารถตัดเหล็กหรือใช้ในการผ่าตัดได้ นี่คืออำนาจของฌานปัจจัยที่เปลี่ยนพลังงานธรรมดาให้กลายเป็นพลังงานทำลายล้างหรือสร้างสรรค์ขั้นสูง
ในสเกลของจักรวาล ฌานปัจจัยปรากฏชัดในรูปของความหนาแน่นมหาศาล เช่น หลุมดำ คือสภาวะที่มวลสารจำนวนมหาศาลถูกบีบอัดลงไปในจุดเล็กๆ จุดเดียว (Singularity) จนเกิดแรงดึงดูดที่แม้แต่แสงก็หนีไม่ได้ นี่คือการ “เพ่ง” ของมวลสารจนเกิดสภาวะพิเศษทางฟิสิกส์ และ พายุทอร์นาโด อากาศที่เคยพัดผ่านไปมาแบบไร้ทิศทาง เมื่อถูกแรงกดดันบีบให้หมุนวนรอบศูนย์กลาง (Eye of the storm) พลังงานจะรวมตัวกันจนมีอำนาจยกบ้านทั้งหลังได้
ฌานปัจจัยประดุจแสงแดดที่ผ่านแว่นขยาย เมื่อแสงที่กระจัดกระจายถูกบีบให้รวมตัวกันที่จุดเดียว มันย่อมมีพลังความร้อนมหาศาลจนสามารถเผาไหม้เชื้อเพลิงได้ ฌานจึงมิใช่เพียงความสงบ แต่คือการ บีบอัดพลังงาน เพื่อให้จิตหรือพลังงานเข้าไปแนบสนิทกับอารมณ์นั้นๆ จนเกิดสภาวะที่ทรงพลังฌานเกิดจากกระบวนการกำจัดสัญญาณรบกวน การเลือกสรรข้อมูล ระบบจะทำการตัดสัญญาณรบกวน (นิวรณ์) หรือข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องออกไปทั้งหมด จนเหลือเพียง “กระแสหลัก” เพียงหนึ่งเดียว
ฌานปัจจัยคือ กฎแห่งความเข้มข้น หากระบบทำงานแบบสะเปะสะปะ พลังงานจะสูญเสียไปกับความร้อนรุ่มและฟุ้งซ่าน ปัจจัยนี้บอกเราว่า ความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่ปริมาณพลังงาน แต่อยู่ที่ความแม่นยำของการจดจ่อ การไม่สูญเสียพลังงานอย่างเปล่าประโยชน์ การทำน้อยแต่ได้มาก เกิดขึ้นได้ด้วยพลังของฌานนี้เอง
ซึ่งแนวคิดพุทธศาสนาเชื่อว่า ถ้ารวมพลังจิตเป็นจุดเดียวจะทำให้พลังจิตที่เกิดคุณสมบัติพิเศษขึ้นมา ที่เรียกว่า “ฤทธิ”
18. มัคคปัจจัย
ปัจจัยอันเป็นเครื่องนำทางไปสู่ผล
กฎแห่งลำดับขั้นตอน
ปัจจัยที่เป็นเครื่องนำทาง เปลี่ยนความไร้ระเบียบให้กลายเป็นขั้นตอนที่เดินหน้าสู่จุดหมาย
หากจะมองมรรคปัจจัย ในแง่ของการสร้างลำดับขั้นตอน ต้องมองมรรคในฐานะโครงสร้างพื้นฐาน ที่เปลี่ยนความอลหม่าน ให้กลายเป็นระบบที่เดินหน้าไปสู่จุดหมาย มรรคปัจจัยเปรียบเสมือน สิ่งที่ทำให้สรรพสิ่งทำงานเป็นขั้นตอน แต่ถ้าไม่มี “มรรค” (ลำดับคำสั่ง) กระบวนการทำงานของรูปนาม จะวิ่งสะเปะสะปะ
มรรคปัจจัย ทำหน้าที่เป็นตัวกำหนดว่า อะไรต้องเกิดก่อน-หลัง เหมือนสิ่งที่ระบุทิศทางการไหลของพลังงาน มรรคทำให้มวลสารไม่ขยับแบบสุ่มไปมา แต่ขยับแบบมีทิศทางชัดเจน
ชีวิตดำรงอยู่ได้เพราะมีลำดับขั้นตอนที่ “มรรคปัจจัย” วางไว้ในรหัสพันธุกรรม
ในระดับเซลล์คือการที่เอนไซม์อ่านรหัสได้ถูกตำแหน่ง หากไม่มีมรรคปัจจัยนี้ เซลล์จะผลิตโปรตีนมั่วซั่ว จนเกิดการดับหรือมะเร็ง
มรรคทำหน้าที่คัดแยกปัจจัย ให้มาทำงานร่วมกันอย่างมีลำดับ เหมือนการก่อสร้าง ลงเสาเข็ม ขึ้นคาน ก่อผนัง หากไม่มีมรรคปัจจัย ทุกอย่างจะพยายามเกิดขึ้นพร้อมกันจนขัดขาซ้อนทับกันเอง มรรคจึงเป็นผู้จัดระเบียบ “กาลเวลา” ให้สิ่งต่างๆ มาถึงในเวลาที่เหมาะสม
มรรคปัจจัยคือสิ่งที่ทำให้จักรวาลนี้มี “ระเบียบ” แทนที่จะเป็น “ความสับสน” คือผู้ออกแบบลำดับการขยับ เพื่อพาเราเคลื่อนที่ไปสู่จุดหมาย
มรรคปัจจัยประดุจ “ทาง” หรือ “แผนที่เดินทาง” ที่ระบุพิกัดไว้อย่างชัดเจนว่าหากเดินตามเส้นทางนี้ จะไปถึงจุดหมายปลายทางนั้นอย่างแน่นอน อีกอุปมาหนึ่งคือ “บันได” ที่นำพาผู้ขึ้นไปสู่ชั้นบนของอาคาร มรรคคือชุดของปัจจัย ที่มาทำงานร่วมกันเพื่อเปลี่ยนสภาวะปัจจุบันให้เคลื่อนที่ไปสู่เป้าหมาย (ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายที่ดีหรือร้ายก็ตาม) มรรคเกิดจากการจัดเรียงชุดคำสั่งที่มีทิศทาง เมื่อระบบต้องการผลลัพธ์บางอย่าง มันจะคัดเลือกองค์ประกอบที่ส่งเสริมเป้าหมายนั้น สาเหตุที่เกิดมรรค เพราะธรรมชาติได้สร้างแนวทางขึ้นมา จากการมีระเบียบของสรรพสิ่ง ในการบรรลุเป้าหมาย จึงต้องศึกษาและปฏิบัติให้ถูกต้องตามเป้าหมายที่ต้องการ ถูกต้องตามมรรค มรรคทำหน้าที่เป็นเข็มทิศ ที่บีบทิศทางของปัจจัยอื่นไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง องค์ประกอบของมรรค จะทำงานส่งต่อหน้าที่กันอย่างเป็นระบบ
มรรคปัจจัยคือ “กฎแห่งวิธีการ” หากมีเพียงความตั้งใจ แต่ขาดมรรค (วิธีการ/เส้นทาง) ระบบจะสิ้นเปลืองพลังงานไปโดยเปล่าประโยชน์ ปัจจัยนี้บอกเราว่า ผลลัพธ์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความพยายามอย่างเดียว แต่อยู่ที่การวางลำดับขั้นตอนการทำงาน ให้ตรงตามเป้าหมายที่ต้องการ”
ข้อสังเกตในวัฒนธรรมโบราณ มักเรียกกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ การปฏิบัติตนให้เหมาะสมกับกฎเกณฑ์ ด้วยคำศัพท์ว่า ทาง (มรรค) เช่น ประเทศจีน เรียกว่า เต๋า ที่มีความหมายครอบคลุมทั้ง กฎเกณฑ์ธรรมชาติ การปฏิบัติคล้อยตามกฎเกณฑ์นั่น ว่าเต๋า ที่แปลว่าทางเหมือนกัน
19. สัมปยุตตปัจจัย
ปัจจัยอันผสมผสาน
กฎแห่งการหลอมรวม
สัมปยุตคือสภาวะที่องค์ประกอบต่าง ๆ หลอมรวมกันจนไม่สามารถแยกออกจากกันได้ในขณะนั้น จนเกิดเป็นอัตลักษณ์ใหม่ ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ในขณะที่แสดงคุณสมบัติใหม่ มีจุดเกิด จุดดับ และเป้าหมายเดียวกัน อุปมาแห่ง “นมในกาแฟ” เมื่อคุณผสมนมลงในกาแฟ คุณไม่สามารถชี้ได้ว่าโมเลกุลไหนคือนม โมเลกุลไหนคือกาแฟ เพราะมันกลายเป็นเนื้อเดียวกัน และเคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกัน
สัมปยุตตปัจจัยประดุจ “น้ำกับน้ำนม” หรือ “เนยใสกับน้ำผึ้ง” ที่เมื่อเทรวมกันแล้วจะละลายเข้ากันจนไม่สามารถแยกออกมาได้ว่าหยดไหนคือน้ำ หยดไหนคือนม อีกอุปมาหนึ่งคือ “รสของแกง” ที่เกิดจากการปรุง เครื่องเทศทุกอย่างละลายรวมกันจนเกิดเป็นรสชาติใหม่เพียงรสเดียว
สัมปยุตตะคือระดับสูงสุดของความใกล้ชิด มากกว่าแค่เกิดพร้อมกัน (สหชาตะ) แต่คือการ “ละลายพฤติกรรม” เข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์
สัมปยุตตะเกิดจากกฎแห่งความกลืนกลาย ซึ่งมีเงื่อนไข ๔ ประการ (ในระดับจิต) เอกุปปาทะ (เกิดพร้อมกัน) จุดเริ่มต้นต้องอุบัติในเสี้ยววินาทีเดียวกันเอกนิโรธะ (ดับพร้อมกัน) เมื่อสิ้นสุดพลังงาน ต้องสลายตัวไปพร้อมกัน เอกาลัมพณะ (มีอารมณ์เดียวกัน) ทุกส่วนต้องเกาะเกี่ยวข้อมูลชุดเดียวกัน เอกวัตถุกะ (มีที่ตั้งเดียวกัน) ต้องใช้ฐานประมวลผล ตัวเดียวกัน
สาเหตุแห่งการรวม เกิดจากความต้องการของระบบในการสร้างสภาวะที่เป็นเอกภาพ เพื่อป้องกันความขัดแย้งของข้อมูล สัมปยุตตปัจจัยคือสารประกอบและการรวมกลุ่ม เช่น เมื่อไฮโดรเจนและออกซิเจนรวมตัวกันด้วยพันธะเคมีจนกลายเป็นน้ำ (H2O) คุณสมบัติเดิมของแก๊สหายไป กลายเป็นของเหลว นี่คือสัมปยุตตะ – มันไม่ใช่แค่การผสม แต่คือการสร้างอัตลักษณ์ใหม่ คือ กระบวนการที่ทุกขั้นตอนต้องสำเร็จพร้อมกัน หรือล้มเหลวพร้อมกัน เพื่อรักษาความถูกต้องของข้อมูล สัมปยุตตปัจจัยคือกฎแห่งความเป็นหนึ่งเดียว หากระบบมีส่วนประกอบที่ทำงานแยกกัน ระบบจะไม่มีประสิทธิภาพ แต่เมื่อใดที่ปัจจัยต่าง ๆ “สัมปยุต” กัน ระบบจะมีประสิทธิภาพเพราะไม่มีการต้านทานภายใน
สัมปยุตตปัจจัย พลังแห่งการหลอมรวมจนเกิดรูปทรง ในขณะที่สหชาตปัจจัยบอกว่าสิ่งต่างๆ แค่เกิดพร้อมกัน แต่สัมปยุตตปัจจัยเน้นไปที่การ เข้าเนื้อกัน จนเกิดคุณสมบัติใหม่ที่แข็งแกร่งกว่าเดิม
การเกาะกุมของธาตุดินและน้ำ ในการสร้างตึก”คอนกรีต” คือตัวอย่างของสัมปยุตตปัจจัยที่ชัดเจนที่สุด องค์ประกอบ ปูน (ธาตุดิน), น้ำ (ธาตุน้ำ), หิน และทราย สัมปยุตตกัน เมื่อผสมกันในสัดส่วนที่พอเหมาะ มันเกิดปฏิกิริยาเคมีที่เรียกว่า Hydration จนสารทั้งหมด “หลอมรวม” กลายเป็นก้อนหินเทียมที่มีความแข็งแรงมหาศาล หากปูนกับน้ำไม่สัมปยุตกัน (แยกชั้นกันอยู่) ตึกจะไม่มีทางเป็นรูปทรงที่รับน้ำหนักได้เลย
ไฮโดรเจนเป็นก๊าซติดไฟ ออกซิเจนช่วยให้ไฟติด แต่เมื่อ “สัมปยุต” กันแล้ว กลายเป็นน้ำที่ใช้ดับไฟได้! นี่คือความหมายของปัจจัยนี้ คือการรวมกันแล้วเกิดสภาวะใหม่ที่สมบูรณ์ในตัวเอง
(น้ำยึดดิน) พรรณพืชหรือร่างกายมนุษย์ตั้งทรงอยู่ได้เพราะมีน้ำเป็นตัวประสาน (สัมปยุต) ให้เซลล์แต่ละเซลล์เกาะกันเป็นเนื้อเยื่อ ไม่หลุดลุ่ยเป็นผงธุลี
สัมปยุตตปัจจัย คือกระบวนการที่เปลี่ยนส่วนประกอบ ให้กลายเป็นองค์รวม ถ้าไม่มีปัจจัยนี้ จักรวาลจะมีเพียงอนุภาคมูลฐานที่ลอยละล่อง (เหมือนทรายที่ไม่มีน้ำผสม) แต่เพราะมีสัมปยุตตปัจจัย สรรพสิ่งจึงจับตัวเป็นก้อน เกิดเป็นดวงดาว เป็นตึกรามบ้านช่อง และเป็นร่างกายเราที่มีอวัยวะครบถ้วน
20. วิปปยุตตปัจจัย
ปัจจัยอันแยกส่วน
กฎแห่งความต่างขั้วที่อิงอาศัย
การทำงานร่วมกันของสิ่งที่ต่างมิติสสาร (เช่น กายกับใจ) ที่เชื่อมต่อกันได้โดยไม่สูญเสียอัตลักษณ์เดิม ประดุจน้ำบนใบบัวที่พิงอาศัยกันแต่ไม่ละลายรวมกัน
วิปปยุตตปัจจัยประดุจ “ความเย็นของน้ำในคนโทดิน” แม้น้ำจะอยู่ในคนโท และคนโทก็ให้ความเย็นแก่น้ำ แต่เนื้อดินกับเนื้อน้ำนั้นไม่เคยละลายรวมกัน เช่น น้ำกับน้ำมัน ที่ส่งคุณค่าให้กันโดยที่สถานะทางกายภาพยังแยกขาดจากกันอย่างชัดเจน วิปปยุตตะคือความสัมพันธ์ของสิ่งที่ “ต่างขั้ว” (เช่น นามธรรมกับรูปธรรม) ที่ทำงานร่วมกันได้โดยไม่ต้องเสียอัตลักษณ์เดิมของตนเองไป
วิปปยุตตะเกิดจากกฎแห่งความต่างของมิติสสารเมื่อระบบต้องทำงานร่วมกัน เช่น ระหว่างสิ่งที่ละเอียด (จิต) และสิ่งที่หยาบ (กาย) ธรรมชาติจะสร้างจุดเชื่อมต่อที่ทำให้ทั้งคู่สื่อสารกันได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนเนื้อสารของตนเอง
สาเหตุที่ต้องแยกกัน เพราะหากนามและรูปละลายรวมกันเหมือนน้ำกับน้ำนม (สัมปยุตตะ) ระบบจะเสียความยืดหยุ่น การคงความต่างไว้ทำให้ระบบสามารถผลัดเปลี่ยนองค์ประกอบย่อยได้โดยไม่กระทบโครงสร้างหลัก
รูปธรรมช่วยเป็นฐานให้นามธรรม (กายช่วยให้ใจทำงาน) และนามธรรมช่วยบงการรูปธรรม ทั้งคู่ต่างทำหน้าที่ส่งอิทธิพลต่อกันแบบข้ามขั้ว
วิปปยุตตปัจจัยคือความสัมพันธ์แบบหลวมและทวิภาวะ ในทางฟิสิกส์ สนามแม่เหล็ก ส่งแรงกระทำต่อมวลสาร สนามกับมวลสารเป็นคนละสภาวะกัน แต่แรงนั้นส่งผ่านไปมาเพื่อสร้างงานได้
วิปปยุตตปัจจัยคือกฎแห่งความร่วมมือบนความต่าง หากต้องการสร้างระบบที่ซับซ้อน ไม่จำเป็นต้องทำให้ทุกส่วนเหมือนกันหมด ความงามและความทรงพลังของจักรวาลเกิดจากการที่สิ่งต่างขั้ว (กาย-ใจ, พลังงาน-สสาร) สามารถ “พิงอาศัย” กันได้โดยไม่สูญเสียตัวตน ปัจจัยนี้บอกว่าสามารถอยู่ร่วมกับสิ่งที่แตกต่างได้ หากเราหา “จุดเชื่อมต่อ”ที่ถูกต้องพบ
”สัมปยุตต” และ “วิปปยุตต” คือกุญแจสำคัญที่บอกว่าจักรวาลนี้มีทั้ง “การรวมตัว” และ “การแยกส่วน” ซึ่งทำงานคู่ขนานกัน
มหาปัฏฐาน 24 ปัจจัย ( ภาค 8 )