มารู้จัก สามัญญลักษณะของจิต

สามัญญลักษณะของจิต

จิตนี้มีสภาพเป็นสังขตธรรม คือ ธรรมที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งและปัจจัยที่เข้ามาปรุงแต่งจิตให้เกิดขึ้นและเป็นไปได้นั้น ย่อมมีสภาพเป็นสังขตธรรมด้วยเหมือนกัน ซึ่งล้วนแต่เป็นธรรมที่เป็นไปตามกฎเกณฑ์ของไตรลักษณ์ทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้ จิตมีจึงลักษณะเป็นไปตามกฎเกณฑ์แห่งสามัญญลักษณะ ที่เรียกว่า ไตรลักษณ์ นั่นเอง คือ

๑. จิตนี้เป็น อนิจจัง คือ ไม่เที่ยง ไม่มั่นคง ไม่ตั้งอยู่นาน มีการเกิดดับอย่างรวดเร็วอยู่ตลอดเวลา จิตดวงหนึ่งเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไป ก็เป็นปัจจัยให้จิตอีกดวงหนึ่งเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป เป็นอยู่เช่นนี้เรื่อยไป จนกว่าจะปรินิพพาน จิตดวงใหม่จึงจะไม่เกิดขึ้นอีกเป็นการสิ้นสุดแห่งสังสารวัฏฏ

๒. จิตนี้เป็น ทุกขัง คือ ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้นาน มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปเป็นธรรมดา ไม่ตั้งอยู่นาน มีการเกิดดับติดต่อกันอย่างรวดเร็ว แค่ระยะเวลาเพียงช้างกระดิกหู หรืองูแลบลิ้น เท่านั้น จิตก็เกิดดับติดต่อกันถึงแสนโกฏิขณะ ไม่มีการหยุดพักแม้แต่ในเวลาที่สัตว์หลับสนิท ภวังคจิตย่อมเกิดดับติดต่อกันไป จนกว่าจะตื่นรับอารมณ์ใหม่อีก เป็นเช่นนี้เรื่อยไป ทั้งนี้ เป็นเพราะสภาพของจิตนั้นไม่สามารถทนนิ่งอยู่ในสภาพเดิมได้ อันเป็นสภาพของทุกข์นั่นเอง

๓. จิตนี้เป็น อนัตตา คือ เป็นสภาพที่ใคร ๆ ไม่สามารถบังคับบัญชาให้อยู่ในอํานาจ ไม่ให้เกิด ไม่ให้ดับ ก็ไม่ได้ หรือบังคับบัญชาให้เป็นสภาพมั่นคงเช่นนั้นตลอดไปก็ไม่ได้ ย่อมเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยของมันเอง เมื่อมีเหตุปัจจัยของจิตดวงนั้นพร้อมแล้วจิตดวงนั้นก็เกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป เมื่อมีเหตุปัจจัยของจิตอีกดวงหนึ่ง จิตดวงนั้นก็เกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไป เป็นอยู่เช่นนี้เรื่อยไป ไม่มีใครสามารถบังคับบัญชาให้เป็นไปตามที่ต้องการได้ว่า “ขอจิตดวงนั้นอย่าได้เกิดขึ้นเลย ขอให้จิตดวงนี้จงเกิดขึ้นอย่างเดียว” ดังนี้เป็นต้นนั้นไม่ได้เลย อนึ่ง จิตนี้เป็นนามธรรม ไม่มีรูปร่างสัณฐาน ไม่มีสีสันวรรณะแต่อย่างใด ไม่สามารถกระทบสัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง ๕ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย แต่รู้ได้เฉพาะทางใจเท่านั้น จึงชื่อว่า อนัตตา คือ ความไม่มีตัวตน อีกความหมายหนึ่งด้วย

วิเสสลักษณะของจิต

จิตนี้ถึงแม้จะมีสภาพความเป็นไปโดยสามัญญลักษณะ คือ ลักษณะที่เสมอกันของสังขตธรรมทั้งปวงก็ตาม แต่จิตนี้ย่อมมีคุณสมบัติพิเศษอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตนที่ไม่เหมือนกันกับปรมัตถธรรมอย่างอื่น เรียกว่า วิเสสลักษณะของจิต ซึ่งมี ๔ ประการ มีลักษณะเป็นต้น จึงเรียกว่า ลักขณาทิจตุกกะ กล่าวคือ

๑. อารัมมะณะวิชานะนะลักขะณัง มีการรู้อารมณ์เป็นลักษณะ หมายความว่า จิตนี้มีการได้รับรู้อารมณ์อยู่ตลอดเวลา ทางทวารทั้ง ๖ คือ เห็นรูปทางตา ได้ยินเสียงทางหู ได้กลิ่นทางจมูก รู้รสทางลิ้น รู้กระทบสัมผัสทางกาย รู้สึกนึกคิดทางใจ ไม่มีจิตดวงใดที่เกิดขึ้นมาแล้วไม่มีการรับรู้อารมณ์ จึงเรียกว่า ธรรมชาติที่รู้อารมณ์

๒. ปุพพังคะมะนะระสัง มีการเป็นประธานในธรรมทั้งปวง เป็นกิจ หมาย ความว่าธรรมทั้งหลาย ล้วนมีใจเป็นใหญ่ มีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นผู้ริเริ่มก่อน และสําเร็จได้ด้วยใจทั้งสิ้น ถ้าบุคคลใดมีใจดีแล้ว จะพูด จะทํา จะคิด ย่อมดีตามไปด้วย แต่ถ้าบุคคลใด มีใจชั่วแล้ว จะพูด จะทํา จะคิด ย่อมชั่วตามไปด้วยเช่นกัน และสภาพธรรมทั้งหลายที่เกิดพร้อมกับจิต ย่อมเป็นไปตามอํานาจของจิตด้วยนั่นเอง

๓. สันธานะปัจจุปปัฏฐานัง มีการเกิดขึ้นต่อเนื่องกันไม่ขาดสาย เป็นอาการปรากฏ หมายความว่า สภาพของจิตนั้น ไม่มีการหยุดพัก แม้ในเวลาที่สัตว์ทั้งหลายหลับอยู่ จิตก็ยังเกิดดับติดต่อกันไปโดยไม่ขาดสาย และเมื่อจุติ คือ ตายจากภพชาติเก่าแล้ว ปฏิสนธิจิต ก็เกิดขึ้นในภพชาติใหม่ทันที ไม่มีการท่องเที่ยวแสวงหาที่เกิด ที่เรียกว่า สัมภเวสี ดังที่เข้าใจ กันแต่อย่างใด [ คําว่า สัมภเวสี หมายถึง สัตว์ที่ยังต้องเกิดในภพภูมิใหม่อีกต่อไป จึงเรียกว่า ผู้แสวงหาภพน้อยภพใหม่ ซึ่งได้แก่ สัตว์ หรือ บุคคลทุกจําพวก ยกเว้นพระอรหันต์ที่ท่านไม่ต้องเกิดใหม่อีกแล้ว จึงพ้นจากสภาพความเป็น สัมภเวสี ส่วนนอกนั้น จัดเป็นสัมภเวสีทั้งหมด ] และเมื่อเกิดขึ้นในภพใหม่แล้ว ย่อมมีการเกิดดับรับอารมณ์ต่าง ๆ ต่อไป เช่นเดียวกัน เป็นอยู่เช่นนี้เรื่อยไปในสังสารวัฏฏ จนกว่าจะเข้าสู่ปรินิพพาน จึงจะดับสนิท เป็นครั้งสุดท้าย

๔. นามะรูปะปะทัฏฐานัง มีนามรูป เป็นเหตุใกล้ให้เกิด หมายความว่า การที่จิตจะเกิดสืบต่อกันไปในภพภูมิใหม่ได้นั้น ต้องมีปฏิสนธินามรูป คือ ปฏิสนธิจิต เจตสิกที่ประกอบและกัมมชรูปที่เกิดพร้อมด้วยปฏิสนธิจิตนั้น [ หมายเอาเฉพาะในปัญจโวการภูมิ ๒๖ ส่วนในอรูปภูมิ ๔ ที่เรียกว่า จตุโวการภูมิ นั้นไม่มีรูปเกิด มีแต่ปฏิสนธินามขันธ์ ๔ คือ มีแต่ปฏิสนธิจิตกับเจตสิกที่ประกอบเท่านั้น ] เกิดขึ้นมาก่อน แล้วจิตดวงอื่น ๆ จึงจะเกิดสืบต่อกันไปในภพภูมินั้นต่อไปได้อีก

ประเภทของจิต

จิตนี้เมื่อจําแนกโดยประเภทแห่งภูมิ คือ ระดับชั้นของจิตแล้ว มี ๔ ประเภท ด้วยกัน ดังพระบาลีที่ท่านพระอนุรุทธาจารย์ได้แสดงไว้ว่า “ตัตถะ จิตตัง ตาวะ จะตุพพิธีง โหติ กามาวะจะรัง รูปาวะจะรัง อะรูปาวะจะรัง โลกุตตะรัญเจติ” แปลความว่า ในปรมัตถธรรมทั้ง ๔ นั้น จิตปรมัตถ์ที่แสดงไว้เป็นอันดับแรกในอารัมภบทนั้นมี ๔ ประเภท คือ กามาวจรจิต รูปาวจรจิต อรูปาวจรจิต และโลกุตตรจิต ดังมีความหมายและรายละเอียด ต่อไปนี้

๑. กามาวจรจิต หมายถึง จิตที่ท่องเที่ยวเกิดอยู่ในภูมิอันเป็นที่เกิดของวัตถุกามและกิเลสกามโดยมาก หมายความว่า เป็นจิตที่เกิดกับกามบุคคล รับกามอารมณ์โดยมาก หรือจิตที่เป็นไปตามอํานาจแห่งกามตัณหา ได้แก่ ความยินดีติดใจในกามคุณอารมณ์ คือ รูป สีต่าง ๆ] เสียง กลิ่น รส สัมผัส และธัมมารมณ์ อันน่าใคร่น่าปรารถนาน่าชอบใจ โดยมาก แบ่งเป็น ๓ จําพวกคือ อกุศลจิต ๑๒ อเหตุกจิต ๑๘ กามาวจรโสภณจิต ๒๔

๒. รูปาวจรจิต หมายถึง จิตที่ท่องเที่ยวเกิดอยู่ในภูมิอันเป็นที่เกิดของรูปวัตถุและรูปกิเลสโดยมาก หรือ เป็นจิตที่เป็นไปตามอํานาจแห่งรูปตัณหา คือ ความยินดี ติดใจในรูปภพ หรือ รูปฌาน โดยมาก หมายความว่า จิตเหล่านี้ทั้งหมดล้วนแต่รับอารมณ์ของรูปฌาน ได้แก่ บัญญัติอารมณ์ต่าง ๆ มี กสิณ เป็นต้น มีจํานวน ๑๕ ดวง คือ รูปาวจรกุศลจิต ๕ รูปาวจรวิบากจิต ๕ รูปาวจรกิริยาจิต ๕ อนึ่ง จิตเหล่านี้พร้อมด้วยเจตสิก ๓๕ ดวงที่ประกอบร่วมด้วยนั้น ย่อมเป็นอารมณ์ของกิเลสได้ จึงเรียกว่า รูปวัตถุ และกิเลสที่ยึดเอารูปฌาน หรือรูปภพ ของตนหรือของบุคคลอื่นมาเป็นอารมณ์ เรียกว่า รูปกิเลส อีกนัยหนึ่ง เหล่าปุถุชนทั้งหลาย ที่เกิดความยินดีพอใจในรูปภพ ปรารถนาการเกิดในรูปภูมิ จึงได้เจริญรูปฌานให้เกิดขึ้น แล้วได้ไปเกิดในรูปภูมินั้นสมความปรารถนา เมื่อเกิดแล้วย่อมเกิดความยินดีพอใจในความเป็นรูปพรหมนั้น ฉะนั้น จึงเรียกว่า รูปตัณหา

๓. อรูปาวจรจิต หมายถึง จิตที่ท่องเที่ยวเกิดอยู่ในภูมิอันเป็นที่เกิดแห่งอรูปวัตถุ หรืออรูปกิเลสโดยมาก หรือ เป็นจิตที่เป็นไปตามอํานาจแห่งอรูปตัณหา คือ ความยินดีติดใจในอรูปภพ หรือ อรูปฌาน โดยมาก หมายความว่า จิตเหล่านี้ล้วนแต่รับอารมณ์ของอรูปฌาน โดยเฉพาะแต่ละอย่าง] มีกสินคฆาฏิมากาสบัญญัติ เป็นต้น มีจํานวน ๑๒ ดวง คือ อรูปาวจรกุศลจิต ๔ อรูปาวจรวิบากจิต ๔ อรูปาวจรกิริยาจิต ๔ อนึ่ง จิตเหล่านี้พร้อมด้วยเจตสิก ๓๐ ดวงที่ประกอบร่วมด้วยนั้น ย่อมเป็นอารมณ์ของกิเลส จึงเรียกว่า อรูปวัตถุ และกิเลสที่ยึดเอาอรูปฌาน หรืออรูปภพ ของตนหรือของบุคคลอื่นมาเป็นอารมณ์ เรียกว่า กิเลสอรูป อีกนัยหนึ่ง เหล่าปุถุชนทั้งหลายที่เกิดความยินดีพอใจในอรูปภพ ปรารถนาการเกิดในอรูปภูมิ จึงได้เจริญอรูปฌานให้เกิดขึ้น แล้วได้ไปเกิดในอรูปภูมินั้นสมความปรารถนา เมื่อเกิดแล้วย่อมเกิดความยินดีพอใจในความเป็นอรูปพรหมนั้น ฉะนั้น จึงเรียกว่า อรูปตัณหา

๔. โลกุตตรจิต หมายถึง จิตที่มีสภาพพ้นไปจากความยินดีติดใจภพทั้ง ๓ หรือเป็นจิตที่ไม่ได้เป็นไปตามอํานาจแห่งตัณหาทั้ง ๓ หมายความว่า เป็นจิตที่ไม่ได้รับอารมณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับภพภูมิทั้ง ๓ คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ และไม่ได้เป็นไปตามอํานาจแห่งกามตัณหา รูปตัณหา และ อรูปตัณหา อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เป็นจิตที่รับอารมณ์ที่พ้นไปจากสภาพแห่งโลกทั้ง ๓ และพ้นจากขอบเขตแห่งตัณหาทั้ง ๓ คือ พระนิพพาน อย่างเดียว จึงชื่อว่า โลกุตตรจิต
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่