ในระยะหลังๆนี้ผมเขียนบทความเกี่ยวกับพุทธศาสนามากทีเดียว ทำให้มีผู้สงสัยว่าทำไมมุสลิมจึงมายุ่งเกี่ยวกับหลักการทางพุทธศาสนา ในฐานะที่เป็นผู้สนใจ ในการศึกษาพระพุทธศาสนาภาคทฤษฏีมานาน หลังจากได้ศึกษาหลักการของศาสนาอิสลามจนเกิดความศรัทธาในอำนาจของผู้สร้างและมีความศรัทธาในศาสนาอิสลามด้วยเหตุผล และได้เห็นว่าระบบอิสลามเป็นระบบที่รวมเอาภาคศีลธรรม การปกครองและการดำเนินชีวิตตามแนวทางที่พระเจ้าผู้สร้างซึ่งเป็นเอกเทวนิยม "อัลลอฮ์" ผู้มีพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่เหนือธรรมชาติ จึงยอมรับระบบอิสลามเป็นหลักศรัทธา ถ้าท่านเเห็นว่าการเขียนเรื่อง
"อวิชชา" นี้ไม่ถูกต้องตามหลักการของพุทธศาสนา ก็จงอธิบายสิ่งที่ถูกต้องเพื่อความเข้าใจที่ดี จะขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้พระผู้มิพระภาคตร์สว่า อานนท์ การแสดงธรรมแก่ผู้อื่นมิใช่ทำได้ง่าย ภิกษุเมื่อจะแสดงธรรมแก่ผู้อื่น พึงตั้งธรรม ประการไว้ในตนแล้วจึงแสดงธรรมแก่ผู้อื่น
ธรรม ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ
ภิกษุพึงตั้งใจว่า
เราจักแสดงธรรมไปตามลำดับฯ-
เราจักแสดงอ้างเหตุ
เราจักแสดงธรรมอาศัยความเอ็นดู”
เราจักเป็นผู้ไม่เพ่งอามิส"- แสดงธรรม
เราจักไม่แสดงธรรมกระทบตนและผู้อื่น
ศาสนาอิสลามไม่มีข้อห้ามในการศึกษาเพื่อความรู้ มุสลิมสามารถมองพระพุทธเจ้าในฐานะครูสอนศีลธรรมได้ แต่ทัศนคตินั้นแตกต่างกันไป นักวิชาการมุสลิมบางคนยอมรับพระพุทธเจ้าในฐานะศาสดาหรือครูสอนศีลธรรมที่มีคำสอนสอดคล้องกับค่านิยมของอิสลาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องความเมตตาและความประพฤติทางจริยธรรม ตัวอย่างเช่น
อัล-บิรูนี นักวิชาการชาวเปอร์เซียในศตวรรษที่ 11 กล่าวถึงพระพุทธเจ้าว่าเป็นศาสดา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการยอมรับคำสอนทางศีลธรรมของพระองค์ (
https://en.wikipedia.org/wiki/Al-Biruni) คำสอนทางด้านศีลธรรม มีความคล้ายคลึงกันระหว่างคำสอนของพุทธศาสนาและอิสลาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการเน้นความเมตตาและความกรุณา นักวิชาการมุสลิมหลายคนได้สังเกตเห็นความคล้ายคลึงกันเหล่านี้ โดยชี้ให้เห็นว่าคำสอนของพระพุทธเจ้าสามารถได้รับการเคารพภายในกรอบของอิสลาม
ในปัจจุบันนักวิชาการผู้อธิบายคัมภีร์อัลกุรอาน มักจะมองคำสอนของ พุทธศาสนาในลักษณะที่เน้นมิติทางจริยธรรม โดยชี้ให้เห็นว่าแม้คำสอนดั้งเดิมอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา แต่หลักการทางศีลธรรมหลักๆยังคงมีความเกี่ยวข้องกันอยู่ ศาสนาอิสลามส่งเสริมการเคารพศาสนาอื่นและผู้นำของศาสนาเหล่านั้น ซึ่งรวมถึงบุคคลสำคัญอย่างพระพุทธเจ้าด้วย ความเคารพนี้สามารถนำไปสู่การยอมรับบทบาทของท่านในฐานะครูสอนศีลธรรม แม้ว่าจะมีความแตกต่างทางหลักคำสอนอยู่ก็ตาม
หลักคำสอนของพุทธศาสนา พุทธศาสนาเริ่มต้นคำสอนเฉพาะช่วงชีวิตมนุษย์ที่อาศัยอยู่บนโลกใบนี้ โดยไม่กล่าวถึงผู้สร้าง คือว่า สรรพสิ่งที่มีชีวิต (สัตว์) เกิดขึ้นมาอย่างไรไม่รู้แจ้ง (อวิชชา) แต่อาศัยปัจจัยเป็นสาเหตุ "เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี" ขบวนการนี้เรียกว่า
"ปฏิจจสมุปบาท"
โดยที่จะกล่าวถึง ขบวนการ
"ปฏิจจสมุปบาท" จาก อดีต ปัจจุบัน และอนาคต, ขบวนการนี้เริ่มต้นด้วบ
"อวิชชา"
คำสอนของพระพุทธเจ้าทรงเน้นย้ำว่า "
อวิชชา" เป็นสาเหตุพื้นฐานของความทุกข์ พระองค์ทรงอธิบายว่า "
อวิชชา"เป็นเหมือนความมืดที่บดบังความเข้าใจและนำไปสู่การกระทำที่ไม่ฉลาด พระพุทธเจ้าทรงสอนว่าการบรรลุธรรมนั้นเกี่ยวข้องกับการเอาชนะ "
อวิชชา" ด้วยปัญญาและวิจารณญาณ ในคำสอนของพระองค์ พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเทียบ "
อวิชชา" เหมือนคุก โดยทรงชี้ให้เห็นว่ามันกักขังบุคคลไว้ในวัฏสงสารแห่งความทุกข์ พระองค์ทรงเชื่อว่าการตระหนักรู้และแก้ไข
"อวิชชา" เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการบรรลุการหลุดพ้นและการตรัสรู้
พระพุทธเจ้าทรงสนับสนุนการฝึกฝนปัญญาเป็นวิธีการขจัด"
อวิชชา" การฝึกฝนนี้เกี่ยวข้องกับการเข้าใจอริยสัจ 4 และการปฏิบัติมรรค 8 ซึ่งนำพาบุคคลไปสู่ความตระหนักรู้และความเมตตาที่มากขึ้น ในความทรงจำในอดีตชาติ พระพุทธเจ้าทรงเล่าถึงช่วงเวลาแห่ง "
อวิชชา" ก่อนการตรัสรู้ของพระองค์ แสดงให้เห็นว่าแม้แต่พระองค์เองก็ต้องเผชิญหน้าและเอาชนะอุปสรรคแห่งปัญญานี้ พระพุทธเจ้าทรงอธิบายว่า
"อวิชชา" เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการบรรลุธรรม ในคำสอนของพระองค์
"อวิชชา" ไม่ได้เป็นเพียงการขาดความรู้ แต่เป็นการเข้าใจผิดอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับความเป็นจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับอริยสัจ 4 และมรรค 8 บุคคลผู้เปี่ยมด้วย
"อวิชชา" มักไม่ตระหนักถึงความทุกข์ของตนเองและสาเหตุของความทุกข์นั้น นำไปสู่วัฏสงสารของการกระทำที่ไม่ดีและความทุกข์ที่ดำเนินต่อไป
ลักษณะของ "อวิชชา" ผู้เปี่ยมด้วย "อวิชชา" ไม่รู้จักความจริงของความทุกข์ ต้นกำเนิดของความทุกข์ หรือหนทางสู่การดับทุกข์ พวกเขามักหลงผิดด้วยทัศนะที่ผิดและความเข้าใจผิดเกี่ยวกับตนเองและโลก "อวิชชา"นำไปสู่การปฏิเสธปัญญาและความเข้าใจ ขัดขวางการเติบโตส่วนบุคคลและการบรรลุธรรม พระพุทธ เจ้าทรงเรียกบุคคลที่ไม่รู้ว่า "สรรพสัตว์ผู้ไม่รู้" แทนที่จะเรียกว่า "คนชั่ว" โดยเน้นความเมตตาและความเข้าใจต่อสภาพของพวกเขา
" ในกาลก่อนก็ตาม ในบัดนี้ก็ตาม เราตถาคต บัญญัติขึ้นสอนแต่เรื่องทุกข์ และการดับทุกข์เท่านั้น "
อลคัททูปมสูตร (๒๘๖)
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๔
มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์
๒. อลคัททูปมสูตร
ว่าด้วยข้ออุปมาด้วยอสรพิษ
[๒๘๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวดาทั้งหลาย พร้อมด้วยพระอินทร์ พร้อมด้วยพรหม
พร้อมด้วยปชาบดี แสวงหาภิกษุผู้มีจิตอันหลุดพ้นแล้วอย่างนี้แล ย่อมไม่ประสบว่า วิญญาณ
ของตถาคตอาศัยแล้วซึ่งที่นี้ ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวตถาคต
[บุคคลเช่นนั้น] ว่าใครๆ ไม่จำต้องกล่าวในทิฏฐิธรรม. สมณพราหมณ์พวกหนึ่งกล่าวตู่เราผู้
กล่าวอย่างนี้แล ผู้บอกอย่างนี้ ด้วยมุสาวาทเปล่าๆ อันไม่มีจริง อันไม่เป็นจริงว่า
พระสมณโคดม เป็นผู้ให้สัตว์พินาศ ย่อมบัญญัติความขาดสูญ ความพินาศ ความเลิกเกิดแห่ง
สัตว์ผู้มีอยู่. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจะกล่าวอย่างใด และไม่กล่าวอย่างใดก็หาไม่ ท่านสมณ-
*พราหมณ์เหล่านั้น ก็ยังกล่าวตู่เราด้วยมุสาวาทเปล่าๆ อันไม่มีจริง อันไม่เป็นจริงว่า พระสมณโคดม
เป็นผู้ให้สัตว์พินาศ ย่อมบัญญัติความขาดสูญ ความพินาศ ความเลิกเกิดแห่งสัตว์ผู้มีอยู่.
"ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมบัญญัติทุกข์ และความดับทุกข์ ทั้งในกาลก่อนและในกาลบัดนี้"
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าว่าบุคคลเหล่าอื่นย่อมด่า ย่อมบริภาษ ย่อมโกรธ ย่อมเบียดเบียน
ย่อมกระทบกระเทียบตถาคต ในการประกาศสัจจะ ๔ ประการนั้น ตถาคตก็ไม่มีความอาฆาต ไม่มี
ความโทมนัส ไม่มีจิตยินร้าย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าว่าชนเหล่าอื่น ย่อมสักการะ ย่อมเคารพ
ย่อมนับถือ ย่อมบูชาตถาคต ในการประกาศสัจจะ ๔ ประการนั้น ตถาคตก็ไม่มีความยินดี
ไม่มีความโสมนัส ไม่มีใจเย่อหยิ่งในปัจจัยทั้งหลาย มีสักการะเป็นต้นนั้น. ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ถ้าว่าชนเหล่าอื่น ย่อมสักการะ ย่อมเคารพ ย่อมนับถือ ย่อมบูชาตถาคต ในการประกาศ
สัจจะ ๔ ประการนั้น ตถาคตมีความดำริอย่างนี้ ในปัจจัยทั้งหลายมีสักการะเป็นต้นนั้นว่า
สักการะเห็นปานนี้ บุคคลกระทำแก่เราในขันธปัญจกที่เรากำหนดรู้แล้วในกาลก่อ
"อวิชชา" เป็นต้นกำเนิดของชีวิตและความทุกข์ทั้งปวง ตามหลักการของพระพุทธศาสนา
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
ศาสนาอิสลามไม่มีข้อห้ามในการศึกษาเพื่อความรู้ มุสลิมสามารถมองพระพุทธเจ้าในฐานะครูสอนศีลธรรมได้ แต่ทัศนคตินั้นแตกต่างกันไป นักวิชาการมุสลิมบางคนยอมรับพระพุทธเจ้าในฐานะศาสดาหรือครูสอนศีลธรรมที่มีคำสอนสอดคล้องกับค่านิยมของอิสลาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องความเมตตาและความประพฤติทางจริยธรรม ตัวอย่างเช่น อัล-บิรูนี นักวิชาการชาวเปอร์เซียในศตวรรษที่ 11 กล่าวถึงพระพุทธเจ้าว่าเป็นศาสดา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการยอมรับคำสอนทางศีลธรรมของพระองค์ (https://en.wikipedia.org/wiki/Al-Biruni) คำสอนทางด้านศีลธรรม มีความคล้ายคลึงกันระหว่างคำสอนของพุทธศาสนาและอิสลาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการเน้นความเมตตาและความกรุณา นักวิชาการมุสลิมหลายคนได้สังเกตเห็นความคล้ายคลึงกันเหล่านี้ โดยชี้ให้เห็นว่าคำสอนของพระพุทธเจ้าสามารถได้รับการเคารพภายในกรอบของอิสลาม
ในปัจจุบันนักวิชาการผู้อธิบายคัมภีร์อัลกุรอาน มักจะมองคำสอนของ พุทธศาสนาในลักษณะที่เน้นมิติทางจริยธรรม โดยชี้ให้เห็นว่าแม้คำสอนดั้งเดิมอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา แต่หลักการทางศีลธรรมหลักๆยังคงมีความเกี่ยวข้องกันอยู่ ศาสนาอิสลามส่งเสริมการเคารพศาสนาอื่นและผู้นำของศาสนาเหล่านั้น ซึ่งรวมถึงบุคคลสำคัญอย่างพระพุทธเจ้าด้วย ความเคารพนี้สามารถนำไปสู่การยอมรับบทบาทของท่านในฐานะครูสอนศีลธรรม แม้ว่าจะมีความแตกต่างทางหลักคำสอนอยู่ก็ตาม
หลักคำสอนของพุทธศาสนา พุทธศาสนาเริ่มต้นคำสอนเฉพาะช่วงชีวิตมนุษย์ที่อาศัยอยู่บนโลกใบนี้ โดยไม่กล่าวถึงผู้สร้าง คือว่า สรรพสิ่งที่มีชีวิต (สัตว์) เกิดขึ้นมาอย่างไรไม่รู้แจ้ง (อวิชชา) แต่อาศัยปัจจัยเป็นสาเหตุ "เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี" ขบวนการนี้เรียกว่า "ปฏิจจสมุปบาท"
โดยที่จะกล่าวถึง ขบวนการ "ปฏิจจสมุปบาท" จาก อดีต ปัจจุบัน และอนาคต, ขบวนการนี้เริ่มต้นด้วบ "อวิชชา"
คำสอนของพระพุทธเจ้าทรงเน้นย้ำว่า "อวิชชา" เป็นสาเหตุพื้นฐานของความทุกข์ พระองค์ทรงอธิบายว่า "อวิชชา"เป็นเหมือนความมืดที่บดบังความเข้าใจและนำไปสู่การกระทำที่ไม่ฉลาด พระพุทธเจ้าทรงสอนว่าการบรรลุธรรมนั้นเกี่ยวข้องกับการเอาชนะ "อวิชชา" ด้วยปัญญาและวิจารณญาณ ในคำสอนของพระองค์ พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเทียบ "อวิชชา" เหมือนคุก โดยทรงชี้ให้เห็นว่ามันกักขังบุคคลไว้ในวัฏสงสารแห่งความทุกข์ พระองค์ทรงเชื่อว่าการตระหนักรู้และแก้ไข "อวิชชา" เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการบรรลุการหลุดพ้นและการตรัสรู้
พระพุทธเจ้าทรงสนับสนุนการฝึกฝนปัญญาเป็นวิธีการขจัด"อวิชชา" การฝึกฝนนี้เกี่ยวข้องกับการเข้าใจอริยสัจ 4 และการปฏิบัติมรรค 8 ซึ่งนำพาบุคคลไปสู่ความตระหนักรู้และความเมตตาที่มากขึ้น ในความทรงจำในอดีตชาติ พระพุทธเจ้าทรงเล่าถึงช่วงเวลาแห่ง "อวิชชา" ก่อนการตรัสรู้ของพระองค์ แสดงให้เห็นว่าแม้แต่พระองค์เองก็ต้องเผชิญหน้าและเอาชนะอุปสรรคแห่งปัญญานี้ พระพุทธเจ้าทรงอธิบายว่า "อวิชชา" เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการบรรลุธรรม ในคำสอนของพระองค์ "อวิชชา" ไม่ได้เป็นเพียงการขาดความรู้ แต่เป็นการเข้าใจผิดอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับความเป็นจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับอริยสัจ 4 และมรรค 8 บุคคลผู้เปี่ยมด้วย "อวิชชา" มักไม่ตระหนักถึงความทุกข์ของตนเองและสาเหตุของความทุกข์นั้น นำไปสู่วัฏสงสารของการกระทำที่ไม่ดีและความทุกข์ที่ดำเนินต่อไป
อลคัททูปมสูตร (๒๘๖)
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้