“เข้าใจตัวเอง เพื่อเข้าใจสกลจักรวาล”


บทความนี้เป็นเพียงความเข้าใจส่วนหนึ่งที่เกิดจากการมองโลกผ่านกรอบของปรัชญาและคำสอนต่าง ๆ ที่ใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต และคลี่คลายความขับข้องภายในใจของผู้เขียนเอง มิได้ต้องการให้มุ่งยึดต่อในศาสนาใด หากแต่เพียงหยิมยืมหลักคำสอน และยึดต่อหลักเหตุและผล ความซื่อตรงของตัวผู้เขียนเอง หากถ้อยคำใดในบทความนี้เป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งที่ช่วยให้ใครบางคนเข้าใจตนเองมากขึ้น นั่นก็ย่อมเพียงพอแล้ว
.
ก่อนจะไปกันต่อผมอยากชวนให้ใคร่ครวญคำคำหนึ่ง
“ความจริง” “สัจจะ” หรือ “แก่นแท้”
คำเรียกเหล่านี้ อาจแตกต่างกันไปตามแต่ละบริบท
.
แล้วสิ่งที่เราพยายามเรียกขานนั้น แท้จริงแล้วคือสิ่งใดกันแน่ ?
.
ตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา มนุษย์พยายามตีความสิ่งนี้ผ่านกรอบการรับรู้พื้นฐานของตน ซึ่งจำกัดอยู่เพียงผัสสะทั้งหก ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ทว่า การรับรู้ทั้งปวง ล้วนดำรงอยู่ภายใต้กรอบนิยามที่มนุษย์สร้างขึ้นเอง และเมื่อการรับรู้นั้นเดินทางไปจนสุดขอบของปัญญา สิ่งที่ไม่อาจอธิบายได้ จึงถูกเรียกขานในนามของ “พระเจ้า” ผู้อยู่ ณ จุดสูงสุดทั้งปวง
.
มนุษย์เราเลือกที่จะนิยามความจริง ผ่านประสบการณ์และความเข้าใจของตน ซึ่งก่อรูปขึ้นภายใต้จิตของเราเอง จนบางครั้งก็หลงเชื่อว่าสิ่งที่เรารับรู้นั้น คือความจริงอันสูงสุด แม้กระทั่งการที่ตัวผมเองพยายามไตร่ตรองและค้นหาความหมายของความจริงนี้ ก็หาใช่ว่ามุมมองของผมจะถูกต้องโดยสมบูรณ์
.
เพราะการรับรู้ที่แตกต่างกัน จึงย่อมไม่อาจตีความได้ตรงกันทั้งหมด
.
เปรียบเสมือน เด็กที่เติบโตในสังคมที่แตกต่างกัน
ย่อมให้คุณค่า และความสำคัญแก่บางสิ่งที่ต่างกัน
.
ดังค้างคาวที่มิได้มองเห็นโลกผ่านแสง แต่รับรู้ผ่านเสียง
สิ่งที่มันรับรู้ก็เป็นโลกในแบบที่ไม่ใช่ความเข้าใจของมนุษย์
.
กระทั่งมนุษย์ด้วยกันเอง ผู้ที่มีสติฟั่นเฟือน ย่อมไม่อาจเข้าใจ
ถึงกรอบของ “ความปกติ” ได้เช่นเดียวกับคนทั่วไป
.
ทุกชีวิตล้วนมีมุมมอง การรับรู้ และความเข้าใจต่อสิ่งหนึ่งที่แตกต่างกัน
ไม่ว่าจะเป็นทางกายหรือทางอารมณ์ แต่กระนั้น ความจริงนั้นมิได้สูญหายไปไหน
เพียงแต่เราแค่เลือกที่จะตีความมันไปในคนละทิศทาง
.
เอาล่ะ เมื่อเดินทางมาถึงจุดนี้
ผมเชื่อว่าผู้อ่านคงเริ่มตระหนักได้แล้วว่า
การที่เราจะให้คำจำกัดความ
ต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งว่า “ถูก” หรือ “ผิด”
นั้น ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้โดยง่ายเลย
.
มนุษย์เราไม่อาจหยั่งได้ถึงความเข้าใจ
ในตัวของผู้อื่นได้อย่างแท้จริง
และ เมื่อย้อนกลับมามองตัวเราเอง
สิ่งที่เรียกว่า “ตัวตน” นั้น
แท้จริงแล้ว เรารู้จักมันดีเพียงใดกัน
.
แม้อาจฟังดูย้อนแย้ง
แต่ก็เป็นความจริงอย่างหนึ่งของมนุษย์
ว่าเราไม่อาจรับรู้สิ่งใด
นอกเหนือไปจากกรอบของตนเองได้เลย
.
สิ่งที่เราเรียกว่า “การรู้จักตัวเอง”
แท้จริงแล้ว ก็เป็นเพียง
ความเข้าใจที่อยู่ภายใต้กรอบเหล่านั้น
.
อย่างวลีที่กล่าวว่า
“มนุษย์เรานั้นเข้าถึงแค่หัวใจของตัวเอง
และ ไม่ได้มีที่ไหนที่ตัวเราอยู่อย่างแท้จริง”
— Togashi (100 meters)
.
แม้เราจะเชื่อมั่นในความจริง
ของตัวตนที่เราได้ยึดถือ
แต่ในวันหนึ่งความเข้าใจนั้นก็ถูกแปรเปลี่ยนได้
.
ทั้งความคิด ทั้งอารมณ์ ทั้งความรู้สึก
หรือแม้กระทั่งร่างกายนี้
.
ย่อมเปลี่ยนแปลง สลาย และก่อรูปขึ้นใหม่
ไม่มีสิ่งใดดำรงอยู่ในสภาพเดิมไปตลอด
.
ประโยคนี้เองก็ได้แตะไปถึง
แนวคิดหนึ่งในหลักของ พุทธศาสนา
ซึ่งกล่าวถึงใน “ความไม่เที่ยง”
.
ว่าด้วยสรรพสิ่งทั้งปวง
ไม่ว่าจะเป็นรูปธรรม นามธรรม วัตถุ หรือจิตใจ
ล้วนไม่คงที่ เกิดขึ้น และดับไป
.
รถที่มิอาจเป็นรถ
หากมันได้แปรสภาพเป็นอื่น หรือสลายไป
ความเป็นรถเองนั้น ก็ย่อมเลือนหายไปเช่นกัน
.
ชีวิตเองก็เช่นกัน
เมื่อสังขารดับลง ความเป็นชีวิตก็ย่อมสิ้นสุด
.
ไม่มีสิ่งใดดำรงอยู่ในความเป็นตัวตนได้อย่างแท้จริง
เพราะมิอาจบังคับให้เป็นไปตามความต้องการได้
เมื่อไม่อาจควบคุมได้
ย่อมไม่อาจคงอยู่ในสภาพเดิมตลอดไป
ความเปลี่ยนแปลง จึงเป็นสิ่งที่มิอาจหลีกเลี่ยง
.
นี่คือสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเห็นแจ้ง
ต่อกฎธรรมชาติของสรรพสิ่งตามที่มันเป็น
.
เมื่อเรามองเห็นถึงแก่นแท้ของความเป็นจริงนี้
เราจึงตระหนักได้โดยว่า
.
การไม่ยึดติดในสิ่งใดด้วย “การยอมรับ”
ในกฎของธรรมชาติเหล่านั้นคือหนทาง
ของการอยู่ร่วมกันได้ด้วย “ความเข้าใจ”
.
อันตัวฉัน จึงขอทิ้งเสียงของตนไว้ ณ ที่แห่งนี้
.
แม้จะมีคุณสมบัติอันยุ่งยาก
และจุดแข็งอันแสนน่ารำคาญ
ที่ยังคงใคร่ครวญต่อความเป็นจริง
ณ บนตัวตนที่ยึดมั่นนี้
.
ทุกสิ่งทุกอย่างที่ประกอบขึ้นมาเป็นฉัน
ฉันก็ยังคงภูมิใจกับมัน และรักมันในทุกส่วน
.
ทั้งเสียงหัวเราะ ทั้งน้ำตา ทั้งความหวาดหวั่น
ทั้งความหวัง ทั้งความภาคภูมิ และความปิติยินดี
.
อารมณ์ที่ไม่เคยราบเรียบของมนุษย์ในตัวฉันนี้
ต่างถูกเชื่อมโยงและหล่อหลอมมันเข้าด้วยกัน
.
ตัวฉันที่แบกรับเจตจำนงเหล่านั้นไว้บนบ่า
คือการมีชีวิตอยู่
และเติมเต็มคุณค่าในอารมณ์เหล่านั้น
ด้วยการทุ่มเท ด้วยหัวใจที่ยังคงปรารถนา
ต่อความเป็นจริงนี้
.
ฉันยอมรับอารมณ์เหล่านี้
และจะไม่ละทิ้งมัน
เพราะทั้งหมดนี้
คือสิ่งที่ประกอบขึ้นมาเป็นฉัน
.
ฉันอาจจะรู้ตัวช้าไปบ้าง
อาจจะเริ่มต้นช้ากว่าคนอื่น
.
แต่ตราบใดที่ฉันยังรู้สึก
และยังสนุกไปกับมันได้
มันก็เพียงพอแล้ว
.
ฉันดีใจจริง ๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่ ^ ^)!
.
สุดท้ายนี้ฉันมีเพียงความเข้าใจ
ที่อยากจะฝากไว้ ต่อบทความนี้ว่า
.
“เพราะไม่มีสิ่งใดดำรงอยู่
ในความเป็นตัวตนอย่างแท้จริง”
.
“การดำรงอยู่ของทุกสิ่ง
จึงได้สร้างตัวตนนั้นได้ในทุกความเป็นไป”
— MEKKHASIT (me) 
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่