เมื่อปีที่แล้ว ผมได้ย้ายงานไปทำงานที่ใหม่
เป็นองค์กรมหาชน มีธุรกิจในหลายประเทศ
มีพนักงานในเมืองไทย หลักหมื่นคน ส่วนทั่วโลกก็หลายหมื่นคน แต่ไม่ถึงแสนคน
โดยได้ไปทำงานด้าน ปฏิบัติการโลจิสติกส์ เป็นผู้จัดการระดับกลาง
ที่มีลูกน้องสายตรงคือผู้จัดการปฏิบัติการ หลายคน
มีพนักงานใต้บังคับบัญชารวมทั้งหมด ทั้งที่เป็นของบริษัทเอง
และเป็นของผู้ให้บริการภายนอก ประมาณ 600 คน
งานที่ทำเป็นงานที่มีปฏิบัติการ 24 ชั่วโมง ต่อเนื่องสัปดาห์ละ 7 วัน ต่อเนื่องไม่มีหยุด
รายได้ก็ระดับ 6 หลัก
ถ้าถามว่า มนุษย์เงินเดือนระดับผมมีมากไหม ใน องค์กรแห่งนี้ ผมก็ของตอบเลยว่า ระดับสูงกว่าผม คือผู้บริหารระดับสูง
เขาเรียนกันว่า Top 200 คือในองค์กรมีประมาณ 200 กว่าคน ในเมืองไทย ที่มีตำแหน่งสูงกว่าผม และแน่นอน รายได้มากกว่าผม
และในระดับผม รายได้ในระดับพอๆ กัน ก็น่าจะมีประมาณ 500 - 600 กว่าคน ในองค์กรแห่งนี้
เพราะแบบนี้ เดินในองค์กร ผมก็แค่พนักงานธรรมดาคนหนึ่ง เดินชนคนรายได้ระดับเดียวกันเป็นปกติในองค์กร
จุดเริ่มต้นของการตัดสินใจลาออก คือ ทำงานไปแล้วไม่มีความสุข
พอไม่มีความสุข เราก็กลับมาคิดว่า เราจะทนต่อไปดีไหม และเราจะทำอะไรกับมันได้บ้าง
ก็โทรไปคุยกับ HR ว่า เราไม่ Happy เพราะเหตุผลหลายอย่าง และ HR คิดว่าอย่างไร
ในส่วนที่ไม่มีความสุขนั้น ก็สามารถสรุปได้ดังนี้
1. การทำงานจริง ไม่ตรงกับที่คุยกันไว้ มาก
คือก่อนการทำงานมีการคุยกันแล้วว่า ผมจะไม่ทำงานในระดับปฏิบัติการมาก
แต่จะเน้นในงานส่วนกลยุทธ์ และในส่วนของเทคติกคอล
แต่ในการทำงานจริง คืองาน 199% คือ งานปฏิบัติการ 0.95% คืองานเทคทิคคอล และ 0.05% คืองานกลยุทธ์
ซึ่งไม่จำเป็นต้องจ้างคนในระดับผมมาทำก็ได้ จ้างลูกน้องผมมาเพิ่มอีก 3 - 4 คน
จ่ายเท่ากัน แต่ได้แรงงานเพิ่มอีก 400 - 500 % น่าจะเหมาะสมกว่า
จริงๆ ไม่ใช่ทำไม่ได้ แต่ไม่อยากจะทำ
2. การทำงานกับคนต่าง GEN ที่มีความเชื่อต่างกัน และต่างก็มีตัวตนที่ชัดเจน
หัวหน้างานของผม แกเป็น
คน Gen X แท้ๆ ซึ่งเชื่อในการทำงานหนัก ต้องทำงานหนัก ถึงจะได้ผลงานที่ดี
แต่ผมเป็นคน Gen Y ที่ขี้เกียจมากๆ ที่สุดคนหนึ่ง
ที่เชื่อว่า การวางแผน และการทำงานอย่างฉลาด จะทำให้งานออกมาดี โดยไม่ต้องเหนื่อยมาก
ซึ่ง สุดท้าย ด้วยความเชื่อที่ต่างกัน มันก็ตรงตามทฤษฏี คลาสสิค ของ Gen X และ Gen Y เมื่อสมัย 20 กว่าปี ที่แล้ว
และ ผมกับแก สุดท้าย เราก็มีความเห็นตรงกันว่า สิ่งที่ดีที่สุด คือ ต่างคน ต่างไปตามทางของตัวเอง
3. ปัญหาในเรื่องของแนวทางในการบริหาร หรือสไตล์
อันนี้ก็เป็นปัญหา เนื่องจากผม เป็น Type INTJ

หัวหน้าผมเป็น Type ESTJ

ซึ่งมีแนวทางในการบริหารต่างกันโดยสิ้นเชิง
ซึ่งสร้างความสับสนให้กับน้องๆ ในทีม พอสมควร
4. การล้วงลูก เนื่องจากปัญหาข้างต้น ทำให้งานหนึ่งๆ อาจจะมีการสั่งงานตรงจากหัวหน้าผม
และสั่งงานจากผม ซึ่งก็มีรายละเอียดไม่ตรงกัน การตัดสินใจที่ต่างกัน
ยิ่งสร้างปัญหาในการทำงานที่หนักกว่าเดิม
อันนี้ ผมมองว่าไม่มืออาชีพมากๆ ถึงผมจะทำการล้วงลูก
แต่ผมจะไม่สั่งลูกน้องของลูกน้องโดยตรง
เนื่องจากผมเคารพสายบังคับบัญชา ผมจะไปสอบถาม
และแนะนำลูกน้องของผม ให้สั่งลูกน้องของเขาอีกทีหนึ่ง
แต่ก็ต้องเข้าใจ ESTJ ที่ชอบควบคุมทุกอย่างด้วยตัวเอง
ต่างจาก INTJ ที่ชอบชักใยคนอื่นมากกว่า
เมื่อไม่ Happy และคุยกับ HR ซึ่งทางบริษัท ก็เห็นถึงความสามารถของผม
ก็ได้ทำการพยายามหาตำแหน่งอื่นๆ ให้ลง โดยไปขึ้นกับ ผู้บริหารท่านอื่น
ซึ่งก็เป็น Option อย่างหนึ่งของผม
ข้อคิด ที่ได้ ระหว่างที่ตกทุกข์ได้ยาก
1. ถ้าทำงานที่ไม่ชอบ เราสามารถทำงานให้เสร็จได้ ทำงานให้ดีได้ แต่ก็ต้องแลกมากับความฝืนใจ และความทุกข์ในใจ
2. ถ้าเราทำงานที่เราไม่ชอบ เราก็ได้แต่ขายชีวิตแลกเงิน นำมาซึ่ง วังวนมนุษย์เงินเดือนทั่วไป ทำงาน หาเงิน ไปซื้อความสุข
3. อย่าไปพยายามรัก พยายามชอบ งานที่เราไม่ได้ชอบ ไม่ได้รัก มันเป็นไปไม่ได้หรอก
ฉันทะ คือ ทำในสิ่งที่รักที่ชอบ ไม่ได้ให้ไปพยายามชอบ ในสิ่งที่ไม่ได้ชอบ
4. หัวหน้าสำคัญมาก ถ้าได้หัวหน้าแย่ เข้ากันไม่ได้ ต้องรีบหาทางออก
5. การทำงานช่วงแรกๆ ของชีวิตจะหล่อหลอมตัวเรา ให้มีตัวตนของเรา จงเลือกองค์กรที่ดี
หัวหน้าที่ดี ในตอนต้นของชีวิต สำคัญกว่าผลตอบแทนมาก
6. ที่เขาเรียกไม้แก่ดัดยาก นั้นจริง แม้เราจะรู้ เราก็ไม่ได้จะยอมเปลี่ยนอะไรง่ายๆ ยอมหัก
7. การทำงาน ความสามารถของเรา จะทำให้เราอยู่ในสถานะที่ต่อรองได้ เราต้องรู้สถานะของตัวเอง
และสร้างคุณค่า และการรับรู้คุณค่าของเราแก่องค์กร
แม้เข้าไปทำงานไม่นาน แต่ผลงาน ความสามารถ ก็ทำให้ผมสามารถต่อรองกับองค์กรได้
8. การทำงานที่เรารัก มันจะทำให้เราพัฒนาตัวเอง เอาใจใส่งาน มีความสุข เมื่อทำซ้ำๆ ทำให้เกิดความชำนาญ และทำผลงานได้ดีเยี่ยม
9. โอกาสที่พนักงานประสิทธิภาพสูง ทำงานโดยแรงบันดาลใจ และความภาคภูมิใจในตัวเอง
จะมีโอกาสเป็นโรคซึมเศร้า ง่ายกว่าพนักงานที่ทำงานแลกเงินไปวันๆ อันนี้จากการไปพบนักจิตวิทยานะครับ
10. การรับพนักงานใหม่ เข้ามาใหม่ ไม่ว่าจะเก่งมาจากไหน ต้องทำแผนฝึกฝนพนักงาน ให้ดี
11. พนักงานตำแหน่งสูง ความสามารถสูง สามารถหางาน และเปลี่ยนงานง่ายกว่าพนักงานระดับล่าง
มีคนเสนองานให้เขามากมาย บริษัทก็เป็นแค่หนึ่งทางเลือกของเขาเท่านั้น
12. การรับพนักงานเข้ามาใหม่ แทนตำแหน่งเดิม ควรมีการคุยกันภายใจถึงความต้องการของหัวหน้างานที่แท้จริง
ไม่ใช่ทำจากผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการองค์กร ฝ่ายเดียว เพราะ เมื่อเข้ามาแล้ว คนสั่งงานไม่ใช่องค์กร หรือผู้บริหารระดับสูง
แต่คือหัวหน้างาน ดังนั้น ถ้าไม่จัดการช่องว่างตรงนี้แล้ว ก็จะมีปัญหา งานที่ทำไม่ตรงกับที่ HR บอกตอนแรก
บางครั้ง ก็คนละโลกเลยก็มี
13. จากข้อบน ผมก็เป็นเหยื่อ จากการพยายามปรับองค์กร สิ่งที่ผมได้รับก่อนไปร่วมงานคือสิ่งที่องค์กร คิด และต้องการ
แต่องค์กร และนักออกแบบองค์กร ไม่ได้มาสั่งงานผม คนสั่งงานคือหัวหน้างาน ที่ไม่ได้ต้องการความเปลี่ยนแปลงนั้น
ผล คือ ทางใคร ทางมัน ดีกว่า
14. ในการทำงาน ผมไม่ได้ รู้สึกแย่อะไรกับองค์กร และหัวหน้า เนื่องจากเข้าใจ จึงได้ทำแผน และสรุป สิ่งที่เกิดขึ้น รวมถึงข้อเสนอแนะ
ให้กับองค์กร ในวันที่ยื่นใบลาออก ซึ่งก็ได้รับความกรุณาจากผู้บริหารระดับสูง มาปิดห้องพูดคุยด้วยตนเอง
ซึ่ง ก็มีการรับฟัง และยอมรับถึงปัญหาต่างๆ ทีเกิดขึ้น และมีการปรับปรุง JD และสภาพการทำงานให้ตรงกับความเป็นจริง
มากขึ้น และสรุปร่วมกันว่าเร็วเกินไปที่จะเปลี่ยนแปลงองค์กรในตอนนี้ รวมมีการเสนอตำแหน่งงานอื่นให้ แต่ผมได้ปฏิเสธไป
เนื่องจากต้องการพักผ่อน
15. เพื่อน และคอนเน็คชั่น ในที่ทำงานมีอยู่จริง เมื่อเข้าไปทำงานที่ใด แล้วจงรักษามันไว้ ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องไปทำร้ายใคร
นอกจากความสะใจ มันก็จะไม่ได้อะไร คนอื่นก็จะมองเราแย่ไปด้วย พูดความจริง ปัญหา ผลกระทบ และข้อเสนอแนะ
พูดในแง่บวก อย่างผมลาออก มีหลายคนติอต่อมาให้ไปสัมภาษณ์งาน โดยไม่ต้องไปสมัครงาน เพราะเขาได้ยินเรื่องผม
จากคนในองค์กร และกำลังหาคนมาทำงานในตำแหน่งที่ผมน่าจะมีคุณสมบัติตรงกันพอดี
16. การไม่มีหนี้ และเงินเก็บที่เพียงพอ เป็นสิ่งที่ดี หนี้สินทำให้เราต้องทนทำงานที่เราไม่ชอบไปจ่ายหนี้ อย่างผมก็โชคดีที่ไม่ได้รถใหม่
ทำให้เมื่อมีปัญหาไม่มีความสุข เลยไม่ต้องคิดมากอะไร แค่เงินเก็บถ้าใช้แบบประหยัด
(อยู่บ้านเฉยๆ ใช้แค่เดือนละ 6 - 8 พัน นี่รวม กินข้าวห้าง และดูหนังทุกอาทิตย์แล้วนะ)
17. ชีวิตมีทางเลือกเสมอ และการเลือกที่ต่างกันนิดเดียวตอนต้นๆ ของชีวิต มันจะทำให้ปลายทางยิ่งห่างกัน
ตามทฤษฏี หางเสือเรือ แค่องศาหางเสือ ห่างกันแค่ 1 องศา แต่เมื่อระยะทางไกลออกไปเรื่อยๆ เวลาผ่านไปเรื่อยๆ
เรือทั้งสองลำยิ่งห่างกันออกไป
18. ค่ารักษาโรคแพงมาก และเสียเวลาชีวิตอย่างยิ่ง ผมยอมทิ้งเงินเดือนหลักแสน เพราะไม่อยากเป็นโรคซึมเศร้า
เพราะมีแนวโน้มการเกิดโรคระยะเริ่มต้น จึงตัดสินใจลาออก โดยไม่ได้งานใหม่ แม้ตำแหน่งอื่นที่บริษัทเสนอก็ไม่ขอรับ
เพราะอยากออกห่างจากสิ่งแวดล้อมนั้นให้เร็วที่สุด (ตำแหน่งใหม่ ที่นั่งก็ห่างจากตำแหน่งเดิมไปนิดเดียว)
18.1 อาการของโรคที่ผมเป็นคือ มีอาการหลงๆ ลืมๆ แบบ เดินออกจากห้องทำงานไป หน้างาน
พอไปถึง ลืมไปแล้วว่าเดินมาทำไม บางทีก็จำไม่ได้ว่ากินข้าวหรือยังครับ
เคยลืมว่าทำงานที่ไหนด้วย จะแต่งตัวไปทำงานที่เก่า
ลงมาข้างล่างเห็นชุดทำงานบริษัทใหม่ ถึงเพิ่งนึกได้ว่าไปทำที่ใหม่แล้วครับ
(แต่นั้นก็ทำงานที่ใหม่มาหลายเดือนแล้วนะ)
นักจิตวิทยา บอกเป็นอาการอย่างหนึ่งของโรคซึมเศร้า คือมันจะพยายามลืมสิ่งที่ทำให้ทุกข์ครับ
และการทำงานก็ช้า คิดอะไรไม่ค่อยออก มีอาการวิตกกังวล หวาดผวาง่าย
19. งาน 6 วัน กับ 5 วัน ถ้าเลือกได้ ควรหางาน 5 วัน จริงๆ คนที่เคยทำ 5 วัน ไปทำงาน 6 วัน
การพักผ่อนให้เพียงพอ มีผลต่อสุขภาพต่างกันมากจริง ยิ่งอายุเยอะ ยิ่งเห็นชัด
ผลเลือดแย่ลงๆ ทุกเดือน ต่างจากตอนทำงาน 5 วันมากๆ
ตอนแรก ผมคิดว่าจะพัก และเริ่มกิจการเล็กๆ ของตัวเอง แต่ตอนนี้ ผมได้งานไปเริ่มโปรเจคใหม่
โดยไม่ได้ไปสมัครงาน แต่ได้จากคอนเน็คชั่นที่เรามี เขาเข้า FB เห็นเราไปโน้นไปนี่
ทำอาหารกินเองที่บ้าน เขาเห็นผิดสังเกตุเลยโทรมาคุยด้วย
พอเขารู้ว่าเราว่างงาน เขาเลยไปบอกบริษัทเก่าที่ผมเคยทำงานด้วย ที่กำลังต้องการคนไปทำโปรเจคใหม่
หัวหน้าเก่าโทรมาคุย และอีก 2 วันก็เรียกไปเซ็นสัญญาทาสเลย สรุป ตกงานอยู่ไม่ถึง สองสัปดาห์
ยังรู้สึกว่ายังพักไม่พอเลย ก็ต้องกลับไปทำงานอีกแล้ว
จากการไปร่วมงานที่เก่ามาได้ 2 วัน มีความสุขมาก ได้ทำอะไรที่ชอบ ที่รัก อยู่ท่ามกลางเพื่อนๆ ที่ดี นี้มันดีจริงๆ
ตอนแรกกลับไปก็เกร็งๆ เอ๋ เขาจะหาว่าเราไปไหนไม่รอดหรือเปล่านะ แอบไปหาที่นั่งในชั้นที่ไม่ค่อยมีใคร
แต่พอได้คุยกับคนนั้น คนนี้ ก็ทำให้ความประหม่าหมดไป เออ เขาก็พากันดีใจที่เรากลับมา
จะได้มาทำงานสนุกๆ ร่วมกันอีก เพื่อพาองค์กรไปข้างหน้า
ตอนที่ทำงานที่ไม่ได้ชอบ ผมรู้สึกเหนื่อย อยากหยุด อยากพัก เฝ้ารอให้ถึงวันหยุด
อยากไปเที่ยวทะเล เมืองนอก ไปผ่อนคลาย ซึ่งผมไม่เคยมีความรู้สึกแบบนี้ แบบร่างกายต้องการทะเล
พอได้ทำงานที่ชอบ วันหยุด อยู่บ้าน ทำอะไรก๊อกแก็กๆ ก็พอ มีความสุขแล้ว เพราะเราได้เติมเต็มความสุข
จากการที่เราได้ไปทำงานแล้ว เราจึงไม่โหยหา ที่จะต้องไปซื้อความสุขอะไรอีก
การได้ทำงานที่รัก ในสังคมที่ดี มีรายได้พอเลี้ยงชีพ พอเหลือเก็บ มันก็อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีของชีวิตแล้วก็ได้
มาแชร์ประสบการณ์ การลาออก แบบไม่มีงานรองรับครั้งแรกของชีวิต
เป็นองค์กรมหาชน มีธุรกิจในหลายประเทศ
มีพนักงานในเมืองไทย หลักหมื่นคน ส่วนทั่วโลกก็หลายหมื่นคน แต่ไม่ถึงแสนคน
โดยได้ไปทำงานด้าน ปฏิบัติการโลจิสติกส์ เป็นผู้จัดการระดับกลาง
ที่มีลูกน้องสายตรงคือผู้จัดการปฏิบัติการ หลายคน
มีพนักงานใต้บังคับบัญชารวมทั้งหมด ทั้งที่เป็นของบริษัทเอง
และเป็นของผู้ให้บริการภายนอก ประมาณ 600 คน
งานที่ทำเป็นงานที่มีปฏิบัติการ 24 ชั่วโมง ต่อเนื่องสัปดาห์ละ 7 วัน ต่อเนื่องไม่มีหยุด
รายได้ก็ระดับ 6 หลัก
ถ้าถามว่า มนุษย์เงินเดือนระดับผมมีมากไหม ใน องค์กรแห่งนี้ ผมก็ของตอบเลยว่า ระดับสูงกว่าผม คือผู้บริหารระดับสูง
เขาเรียนกันว่า Top 200 คือในองค์กรมีประมาณ 200 กว่าคน ในเมืองไทย ที่มีตำแหน่งสูงกว่าผม และแน่นอน รายได้มากกว่าผม
และในระดับผม รายได้ในระดับพอๆ กัน ก็น่าจะมีประมาณ 500 - 600 กว่าคน ในองค์กรแห่งนี้
เพราะแบบนี้ เดินในองค์กร ผมก็แค่พนักงานธรรมดาคนหนึ่ง เดินชนคนรายได้ระดับเดียวกันเป็นปกติในองค์กร
จุดเริ่มต้นของการตัดสินใจลาออก คือ ทำงานไปแล้วไม่มีความสุข
พอไม่มีความสุข เราก็กลับมาคิดว่า เราจะทนต่อไปดีไหม และเราจะทำอะไรกับมันได้บ้าง
ก็โทรไปคุยกับ HR ว่า เราไม่ Happy เพราะเหตุผลหลายอย่าง และ HR คิดว่าอย่างไร
ในส่วนที่ไม่มีความสุขนั้น ก็สามารถสรุปได้ดังนี้
1. การทำงานจริง ไม่ตรงกับที่คุยกันไว้ มาก
คือก่อนการทำงานมีการคุยกันแล้วว่า ผมจะไม่ทำงานในระดับปฏิบัติการมาก
แต่จะเน้นในงานส่วนกลยุทธ์ และในส่วนของเทคติกคอล
แต่ในการทำงานจริง คืองาน 199% คือ งานปฏิบัติการ 0.95% คืองานเทคทิคคอล และ 0.05% คืองานกลยุทธ์
ซึ่งไม่จำเป็นต้องจ้างคนในระดับผมมาทำก็ได้ จ้างลูกน้องผมมาเพิ่มอีก 3 - 4 คน
จ่ายเท่ากัน แต่ได้แรงงานเพิ่มอีก 400 - 500 % น่าจะเหมาะสมกว่า
จริงๆ ไม่ใช่ทำไม่ได้ แต่ไม่อยากจะทำ
2. การทำงานกับคนต่าง GEN ที่มีความเชื่อต่างกัน และต่างก็มีตัวตนที่ชัดเจน
หัวหน้างานของผม แกเป็นคน Gen X แท้ๆ ซึ่งเชื่อในการทำงานหนัก ต้องทำงานหนัก ถึงจะได้ผลงานที่ดี
แต่ผมเป็นคน Gen Y ที่ขี้เกียจมากๆ ที่สุดคนหนึ่ง
ที่เชื่อว่า การวางแผน และการทำงานอย่างฉลาด จะทำให้งานออกมาดี โดยไม่ต้องเหนื่อยมาก
ซึ่ง สุดท้าย ด้วยความเชื่อที่ต่างกัน มันก็ตรงตามทฤษฏี คลาสสิค ของ Gen X และ Gen Y เมื่อสมัย 20 กว่าปี ที่แล้ว
และ ผมกับแก สุดท้าย เราก็มีความเห็นตรงกันว่า สิ่งที่ดีที่สุด คือ ต่างคน ต่างไปตามทางของตัวเอง
3. ปัญหาในเรื่องของแนวทางในการบริหาร หรือสไตล์
อันนี้ก็เป็นปัญหา เนื่องจากผม เป็น Type INTJ
หัวหน้าผมเป็น Type ESTJ
ซึ่งมีแนวทางในการบริหารต่างกันโดยสิ้นเชิง
ซึ่งสร้างความสับสนให้กับน้องๆ ในทีม พอสมควร
4. การล้วงลูก เนื่องจากปัญหาข้างต้น ทำให้งานหนึ่งๆ อาจจะมีการสั่งงานตรงจากหัวหน้าผม
และสั่งงานจากผม ซึ่งก็มีรายละเอียดไม่ตรงกัน การตัดสินใจที่ต่างกัน
ยิ่งสร้างปัญหาในการทำงานที่หนักกว่าเดิม
อันนี้ ผมมองว่าไม่มืออาชีพมากๆ ถึงผมจะทำการล้วงลูก
แต่ผมจะไม่สั่งลูกน้องของลูกน้องโดยตรง
เนื่องจากผมเคารพสายบังคับบัญชา ผมจะไปสอบถาม
และแนะนำลูกน้องของผม ให้สั่งลูกน้องของเขาอีกทีหนึ่ง
แต่ก็ต้องเข้าใจ ESTJ ที่ชอบควบคุมทุกอย่างด้วยตัวเอง
ต่างจาก INTJ ที่ชอบชักใยคนอื่นมากกว่า
เมื่อไม่ Happy และคุยกับ HR ซึ่งทางบริษัท ก็เห็นถึงความสามารถของผม
ก็ได้ทำการพยายามหาตำแหน่งอื่นๆ ให้ลง โดยไปขึ้นกับ ผู้บริหารท่านอื่น
ซึ่งก็เป็น Option อย่างหนึ่งของผม
ข้อคิด ที่ได้ ระหว่างที่ตกทุกข์ได้ยาก
1. ถ้าทำงานที่ไม่ชอบ เราสามารถทำงานให้เสร็จได้ ทำงานให้ดีได้ แต่ก็ต้องแลกมากับความฝืนใจ และความทุกข์ในใจ
2. ถ้าเราทำงานที่เราไม่ชอบ เราก็ได้แต่ขายชีวิตแลกเงิน นำมาซึ่ง วังวนมนุษย์เงินเดือนทั่วไป ทำงาน หาเงิน ไปซื้อความสุข
3. อย่าไปพยายามรัก พยายามชอบ งานที่เราไม่ได้ชอบ ไม่ได้รัก มันเป็นไปไม่ได้หรอก
ฉันทะ คือ ทำในสิ่งที่รักที่ชอบ ไม่ได้ให้ไปพยายามชอบ ในสิ่งที่ไม่ได้ชอบ
4. หัวหน้าสำคัญมาก ถ้าได้หัวหน้าแย่ เข้ากันไม่ได้ ต้องรีบหาทางออก
5. การทำงานช่วงแรกๆ ของชีวิตจะหล่อหลอมตัวเรา ให้มีตัวตนของเรา จงเลือกองค์กรที่ดี
หัวหน้าที่ดี ในตอนต้นของชีวิต สำคัญกว่าผลตอบแทนมาก
6. ที่เขาเรียกไม้แก่ดัดยาก นั้นจริง แม้เราจะรู้ เราก็ไม่ได้จะยอมเปลี่ยนอะไรง่ายๆ ยอมหัก
7. การทำงาน ความสามารถของเรา จะทำให้เราอยู่ในสถานะที่ต่อรองได้ เราต้องรู้สถานะของตัวเอง
และสร้างคุณค่า และการรับรู้คุณค่าของเราแก่องค์กร
แม้เข้าไปทำงานไม่นาน แต่ผลงาน ความสามารถ ก็ทำให้ผมสามารถต่อรองกับองค์กรได้
8. การทำงานที่เรารัก มันจะทำให้เราพัฒนาตัวเอง เอาใจใส่งาน มีความสุข เมื่อทำซ้ำๆ ทำให้เกิดความชำนาญ และทำผลงานได้ดีเยี่ยม
9. โอกาสที่พนักงานประสิทธิภาพสูง ทำงานโดยแรงบันดาลใจ และความภาคภูมิใจในตัวเอง
จะมีโอกาสเป็นโรคซึมเศร้า ง่ายกว่าพนักงานที่ทำงานแลกเงินไปวันๆ อันนี้จากการไปพบนักจิตวิทยานะครับ
10. การรับพนักงานใหม่ เข้ามาใหม่ ไม่ว่าจะเก่งมาจากไหน ต้องทำแผนฝึกฝนพนักงาน ให้ดี
11. พนักงานตำแหน่งสูง ความสามารถสูง สามารถหางาน และเปลี่ยนงานง่ายกว่าพนักงานระดับล่าง
มีคนเสนองานให้เขามากมาย บริษัทก็เป็นแค่หนึ่งทางเลือกของเขาเท่านั้น
12. การรับพนักงานเข้ามาใหม่ แทนตำแหน่งเดิม ควรมีการคุยกันภายใจถึงความต้องการของหัวหน้างานที่แท้จริง
ไม่ใช่ทำจากผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการองค์กร ฝ่ายเดียว เพราะ เมื่อเข้ามาแล้ว คนสั่งงานไม่ใช่องค์กร หรือผู้บริหารระดับสูง
แต่คือหัวหน้างาน ดังนั้น ถ้าไม่จัดการช่องว่างตรงนี้แล้ว ก็จะมีปัญหา งานที่ทำไม่ตรงกับที่ HR บอกตอนแรก
บางครั้ง ก็คนละโลกเลยก็มี
13. จากข้อบน ผมก็เป็นเหยื่อ จากการพยายามปรับองค์กร สิ่งที่ผมได้รับก่อนไปร่วมงานคือสิ่งที่องค์กร คิด และต้องการ
แต่องค์กร และนักออกแบบองค์กร ไม่ได้มาสั่งงานผม คนสั่งงานคือหัวหน้างาน ที่ไม่ได้ต้องการความเปลี่ยนแปลงนั้น
ผล คือ ทางใคร ทางมัน ดีกว่า
14. ในการทำงาน ผมไม่ได้ รู้สึกแย่อะไรกับองค์กร และหัวหน้า เนื่องจากเข้าใจ จึงได้ทำแผน และสรุป สิ่งที่เกิดขึ้น รวมถึงข้อเสนอแนะ
ให้กับองค์กร ในวันที่ยื่นใบลาออก ซึ่งก็ได้รับความกรุณาจากผู้บริหารระดับสูง มาปิดห้องพูดคุยด้วยตนเอง
ซึ่ง ก็มีการรับฟัง และยอมรับถึงปัญหาต่างๆ ทีเกิดขึ้น และมีการปรับปรุง JD และสภาพการทำงานให้ตรงกับความเป็นจริง
มากขึ้น และสรุปร่วมกันว่าเร็วเกินไปที่จะเปลี่ยนแปลงองค์กรในตอนนี้ รวมมีการเสนอตำแหน่งงานอื่นให้ แต่ผมได้ปฏิเสธไป
เนื่องจากต้องการพักผ่อน
15. เพื่อน และคอนเน็คชั่น ในที่ทำงานมีอยู่จริง เมื่อเข้าไปทำงานที่ใด แล้วจงรักษามันไว้ ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องไปทำร้ายใคร
นอกจากความสะใจ มันก็จะไม่ได้อะไร คนอื่นก็จะมองเราแย่ไปด้วย พูดความจริง ปัญหา ผลกระทบ และข้อเสนอแนะ
พูดในแง่บวก อย่างผมลาออก มีหลายคนติอต่อมาให้ไปสัมภาษณ์งาน โดยไม่ต้องไปสมัครงาน เพราะเขาได้ยินเรื่องผม
จากคนในองค์กร และกำลังหาคนมาทำงานในตำแหน่งที่ผมน่าจะมีคุณสมบัติตรงกันพอดี
16. การไม่มีหนี้ และเงินเก็บที่เพียงพอ เป็นสิ่งที่ดี หนี้สินทำให้เราต้องทนทำงานที่เราไม่ชอบไปจ่ายหนี้ อย่างผมก็โชคดีที่ไม่ได้รถใหม่
ทำให้เมื่อมีปัญหาไม่มีความสุข เลยไม่ต้องคิดมากอะไร แค่เงินเก็บถ้าใช้แบบประหยัด
(อยู่บ้านเฉยๆ ใช้แค่เดือนละ 6 - 8 พัน นี่รวม กินข้าวห้าง และดูหนังทุกอาทิตย์แล้วนะ)
17. ชีวิตมีทางเลือกเสมอ และการเลือกที่ต่างกันนิดเดียวตอนต้นๆ ของชีวิต มันจะทำให้ปลายทางยิ่งห่างกัน
ตามทฤษฏี หางเสือเรือ แค่องศาหางเสือ ห่างกันแค่ 1 องศา แต่เมื่อระยะทางไกลออกไปเรื่อยๆ เวลาผ่านไปเรื่อยๆ
เรือทั้งสองลำยิ่งห่างกันออกไป
18. ค่ารักษาโรคแพงมาก และเสียเวลาชีวิตอย่างยิ่ง ผมยอมทิ้งเงินเดือนหลักแสน เพราะไม่อยากเป็นโรคซึมเศร้า
เพราะมีแนวโน้มการเกิดโรคระยะเริ่มต้น จึงตัดสินใจลาออก โดยไม่ได้งานใหม่ แม้ตำแหน่งอื่นที่บริษัทเสนอก็ไม่ขอรับ
เพราะอยากออกห่างจากสิ่งแวดล้อมนั้นให้เร็วที่สุด (ตำแหน่งใหม่ ที่นั่งก็ห่างจากตำแหน่งเดิมไปนิดเดียว)
18.1 อาการของโรคที่ผมเป็นคือ มีอาการหลงๆ ลืมๆ แบบ เดินออกจากห้องทำงานไป หน้างาน
พอไปถึง ลืมไปแล้วว่าเดินมาทำไม บางทีก็จำไม่ได้ว่ากินข้าวหรือยังครับ
เคยลืมว่าทำงานที่ไหนด้วย จะแต่งตัวไปทำงานที่เก่า
ลงมาข้างล่างเห็นชุดทำงานบริษัทใหม่ ถึงเพิ่งนึกได้ว่าไปทำที่ใหม่แล้วครับ
(แต่นั้นก็ทำงานที่ใหม่มาหลายเดือนแล้วนะ)
นักจิตวิทยา บอกเป็นอาการอย่างหนึ่งของโรคซึมเศร้า คือมันจะพยายามลืมสิ่งที่ทำให้ทุกข์ครับ
และการทำงานก็ช้า คิดอะไรไม่ค่อยออก มีอาการวิตกกังวล หวาดผวาง่าย
19. งาน 6 วัน กับ 5 วัน ถ้าเลือกได้ ควรหางาน 5 วัน จริงๆ คนที่เคยทำ 5 วัน ไปทำงาน 6 วัน
การพักผ่อนให้เพียงพอ มีผลต่อสุขภาพต่างกันมากจริง ยิ่งอายุเยอะ ยิ่งเห็นชัด
ผลเลือดแย่ลงๆ ทุกเดือน ต่างจากตอนทำงาน 5 วันมากๆ
ตอนแรก ผมคิดว่าจะพัก และเริ่มกิจการเล็กๆ ของตัวเอง แต่ตอนนี้ ผมได้งานไปเริ่มโปรเจคใหม่
โดยไม่ได้ไปสมัครงาน แต่ได้จากคอนเน็คชั่นที่เรามี เขาเข้า FB เห็นเราไปโน้นไปนี่
ทำอาหารกินเองที่บ้าน เขาเห็นผิดสังเกตุเลยโทรมาคุยด้วย
พอเขารู้ว่าเราว่างงาน เขาเลยไปบอกบริษัทเก่าที่ผมเคยทำงานด้วย ที่กำลังต้องการคนไปทำโปรเจคใหม่
หัวหน้าเก่าโทรมาคุย และอีก 2 วันก็เรียกไปเซ็นสัญญาทาสเลย สรุป ตกงานอยู่ไม่ถึง สองสัปดาห์
ยังรู้สึกว่ายังพักไม่พอเลย ก็ต้องกลับไปทำงานอีกแล้ว
จากการไปร่วมงานที่เก่ามาได้ 2 วัน มีความสุขมาก ได้ทำอะไรที่ชอบ ที่รัก อยู่ท่ามกลางเพื่อนๆ ที่ดี นี้มันดีจริงๆ
ตอนแรกกลับไปก็เกร็งๆ เอ๋ เขาจะหาว่าเราไปไหนไม่รอดหรือเปล่านะ แอบไปหาที่นั่งในชั้นที่ไม่ค่อยมีใคร
แต่พอได้คุยกับคนนั้น คนนี้ ก็ทำให้ความประหม่าหมดไป เออ เขาก็พากันดีใจที่เรากลับมา
จะได้มาทำงานสนุกๆ ร่วมกันอีก เพื่อพาองค์กรไปข้างหน้า
ตอนที่ทำงานที่ไม่ได้ชอบ ผมรู้สึกเหนื่อย อยากหยุด อยากพัก เฝ้ารอให้ถึงวันหยุด
อยากไปเที่ยวทะเล เมืองนอก ไปผ่อนคลาย ซึ่งผมไม่เคยมีความรู้สึกแบบนี้ แบบร่างกายต้องการทะเล
พอได้ทำงานที่ชอบ วันหยุด อยู่บ้าน ทำอะไรก๊อกแก็กๆ ก็พอ มีความสุขแล้ว เพราะเราได้เติมเต็มความสุข
จากการที่เราได้ไปทำงานแล้ว เราจึงไม่โหยหา ที่จะต้องไปซื้อความสุขอะไรอีก
การได้ทำงานที่รัก ในสังคมที่ดี มีรายได้พอเลี้ยงชีพ พอเหลือเก็บ มันก็อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีของชีวิตแล้วก็ได้