ทุกเช้าจะมีประชุมทีม พูดคุยเรื่องสัพเพเหระก่อนเข้างานราว 20 นาที และในทุกวันพนักงานทุกคนจะผลัดกันเป็นพิธีกรพูดคุยสอบถามกับเพื่อนร่วมทีม แต่ต่อมาพอเราได้เล่าเรื่องตัวเองบ้างเนื่องจากเราเป็นเด็กใหม่ เพราะมีคนอยากรู้เรื่องเราเยอะ เราเลยได้พูดเยอะ
เราสังเกตได้ว่า หัวหน้าใหญ่จะฟังเรื่องราวของเราเป็นพิเศษ บางครั้งก็เล่าเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงมากหลังจากเราเล่า บางทีเราแอบสะกิดใจกับคำพูดเชิงจิกกัด แซะ แซวแบบแปลกๆของหัวหน้าใหญ่คนนี้ต่อเรื่องเล่าของเราหรือบางครั้งก็แซะคนอื่นบ้างเหมือนกัน หรือไม่ก็ถามเกี่ยวกับการแต่งหน้าของเราว่าทำไมสวยจัง แต่งยังไง บางทีเราก็จำได้ว่า
บางเรื่องที่แกพูด บางอย่างมันเป็นประสบการณ์ที่คล้ายเราจนงง เช่น เราบอกว่าเราชอบเดินป่า แกก็บอกว่าเคยเดินป่าเหมือนกัน ทั้งๆที่สไตล์การใช้ชีวิตไม่เหมือนเราเลย แกเป็นคนรักสบาย หรูหรา ไฮโซ แต่เราติดดินแบบลุยๆ บางทีก็รู้สึกเหมือนโดนเกทับเบาๆ บางทีเราตอบเรื่องที่ดูมีความรู้ แกก็พูดแทรกและอธิบายบ้าง เหมือนอยากอวดทับ จนเราเบื่อและต้องเงียบเพราะไม่อยากพูดมากให้แกรู้เรื่องราวชีวิตเราแล้วเอามาแซะต่อหน้าลูกน้องคนอื่น
เราอึดอัดกับวัฒนธรรมองค์กรแบบนี้มาก (หัวหน้าคนนี้แหละเป็นคนคิดขึ้นมา ทั้ง ๆ ที่พนักงานและลูกน้องในทีมก็ไม่ได้อยากพูดกันเลย แต่ถูกบังคับให้พูด) ฉากหน้าดูเหมือนอยากให้ลูกน้องได้กล้าแสดงออก กล้าพูด กล้าคุย เปิดใจกัน เรียนรู้ตัวตนกันและกัน แต่จริง ๆ มันคือมหกรรมการอ่านใจ จับผิด วิเคราะห์ เรื่องส่วนตัวหรือตัวตนของลูกน้องแต่ละคนเพื่อเอาไปนินทาลับหลังต่อ พูดแซะต่อ ไม่ก็ใช้เป็นโอกาสหักหน้ากันกลางที่ประชุม
ขอระบายเกี่ยวกับวัฒนธรรมองค์กรแย่ๆ
เราสังเกตได้ว่า หัวหน้าใหญ่จะฟังเรื่องราวของเราเป็นพิเศษ บางครั้งก็เล่าเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงมากหลังจากเราเล่า บางทีเราแอบสะกิดใจกับคำพูดเชิงจิกกัด แซะ แซวแบบแปลกๆของหัวหน้าใหญ่คนนี้ต่อเรื่องเล่าของเราหรือบางครั้งก็แซะคนอื่นบ้างเหมือนกัน หรือไม่ก็ถามเกี่ยวกับการแต่งหน้าของเราว่าทำไมสวยจัง แต่งยังไง บางทีเราก็จำได้ว่า
บางเรื่องที่แกพูด บางอย่างมันเป็นประสบการณ์ที่คล้ายเราจนงง เช่น เราบอกว่าเราชอบเดินป่า แกก็บอกว่าเคยเดินป่าเหมือนกัน ทั้งๆที่สไตล์การใช้ชีวิตไม่เหมือนเราเลย แกเป็นคนรักสบาย หรูหรา ไฮโซ แต่เราติดดินแบบลุยๆ บางทีก็รู้สึกเหมือนโดนเกทับเบาๆ บางทีเราตอบเรื่องที่ดูมีความรู้ แกก็พูดแทรกและอธิบายบ้าง เหมือนอยากอวดทับ จนเราเบื่อและต้องเงียบเพราะไม่อยากพูดมากให้แกรู้เรื่องราวชีวิตเราแล้วเอามาแซะต่อหน้าลูกน้องคนอื่น
เราอึดอัดกับวัฒนธรรมองค์กรแบบนี้มาก (หัวหน้าคนนี้แหละเป็นคนคิดขึ้นมา ทั้ง ๆ ที่พนักงานและลูกน้องในทีมก็ไม่ได้อยากพูดกันเลย แต่ถูกบังคับให้พูด) ฉากหน้าดูเหมือนอยากให้ลูกน้องได้กล้าแสดงออก กล้าพูด กล้าคุย เปิดใจกัน เรียนรู้ตัวตนกันและกัน แต่จริง ๆ มันคือมหกรรมการอ่านใจ จับผิด วิเคราะห์ เรื่องส่วนตัวหรือตัวตนของลูกน้องแต่ละคนเพื่อเอาไปนินทาลับหลังต่อ พูดแซะต่อ ไม่ก็ใช้เป็นโอกาสหักหน้ากันกลางที่ประชุม