สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 1
จะสร้างไงอะ ก็เค้าบอกให้ไปทำให้ถนนลูกรังหมดจากประเทศไทยก่อน อิอิ
สวยอราวเดอะเวิร์ล ขำกลิ้ง, สมาชิกหมายเลข 908589 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 875308 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 720056 ถูกใจ, จอมสับขาระดับโลก ถูกใจ, แก้มอ้น ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 3618758 ถูกใจ, สมาชิกหมายเลข 3661893 ถูกใจ, suttipongc ขำกลิ้ง, Team Leader ถูกใจรวมถึงอีก 2 คน ร่วมแสดงความรู้สึก
▼ กำลังโหลดข้อมูล... ▼
แสดงความคิดเห็น
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นกับกระทู้นี้ได้ด้วยการเข้าสู่ระบบ
ตกลงตามข่าวจะไม่สร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูงแล้วใช่ไหม
ยุบโครงการรถไฟความเร็วสูง เปลี่ยนอัพเกรดแอร์พอร์ตลิงก์วิ่งถึงระยอง
16 มีนาคม 60 ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานภายหลังการประชุม คณะกรรมการบริหารการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กรศ.) สิ้นสุดลง โดยมีข้อเสนอจาก กรศ.ให้รวมโครงการแอร์พอร์ตเรลลิงก์ กับโครงการรถไฟความเร็วสูงสายกรุงเทพฯ-ระยอง ให้เป็นโครงการเดียวกัน มีผู้เดินรถรายเดียวกัน(Single Project Single Operator) เพื่อให้เชื่อมโยง 3 สนามบิน คือ สนามบินดอนเมือง-สนามบินสุวรรณภูมิ-สนามบินอู่ตะเภา ในฐานะเมืองการบินภาคตะวันออก (Special EEC Zone : Eastern Aerotropolis หรือ EEC-EA) เข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ
นอกจากนี้ ยังให้มีการปรับปรุงแอร์พอร์ตลิงก์ปัจจุบันรองรับ และให้สถานีมักกะสัน เป็นศูนย์กลาง (ฮับ) การเชื่อมโยงกรุงเทพฯ กับการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือการเป็น "EEC Gateway" และส่งเสริมการเชื่อมโยง 3 สนามบินโดยรถไฟอย่างสมบูรณ์ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาพื้นที่สถานีมักกะสันให้รองรับจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มมากขึ้น
"เป้าหมายก็คือ ต้องนั่งรถไฟฟ้าเชื่อม 3 สนามบิน จากดอนเมืองไปถึงอู่ตะเภาแบบไร้รอยต่อ โดยที่ผู้โดยสารไม่ต้องลงเปลี่ยนถ่ายรถที่สถานีลาดกระบังซึ่งเป็นจุดต้นทางของรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-ระยอง
ดังนั้นรถไฟแอร์พอร์ตลิงก์จึงเป็นโครงการที่เหมาะสมที่สุด โดยสร้างไปถึงอู่ตะเภาและระยอง ซึ่งช่วงในเมืองจากดอนเมือง มักกะสัน สุวรรณภูมิ จะวิ่งด้วยความเร็ว 160-180 กม./ชม. แต่เมื่อเลยลาดกระบังแล้วก็เพิ่มความเร็วเป็น 200-250 กม./ชม. เท่ากับไฮสปีดเทรนได้ และให้เอกชนรายเดียวเป็นผู้เดินรถ" แหล่งข่าวกล่าว
แหล่งข่าวกล่าวไปอีกว่า นอกจากนี้ ต้นทุนก่อสร้างแอร์พอร์ตลิงก์ จะ "ถูกกว่า" ไฮสปีดเทรนสายกรุงเทพฯ-ระยอง ประมาณ 40,000 ล้านบาท หรือจาก 152,528 ล้านบาท มาอยู่ที่ 110,000-120,000 ล้านบาท