พรหมจรรย์นี้ (ศาสนานี้) ก็เพื่อการละขาดซึ่งภพ

สัตว์โลกนี้  เกิดความเดือดร้อนแล้ว
มีผัสสะบังหน้า (การกระทบ ที่ให้เกิดความรู้สึก ความประจวบกันสามสิ่ง คือ
อายตนะภายใน(ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) อายตนะภายนอก(รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์) และวิญญาณ)
ย่อมกล่าวซึ่งโรคนั้น โดยความเป็นตัวเป็นตนเขาสำคัญสิ่งใด  โดยความเป็นประการใด
แต่สิ่งนั้นย่อมเป็นโดยประการอื่นจากที่เขาสำคัญนั้น
(คิดอย่างไร เชื่ออย่างนั้น ความเชื่อนั้นคือความจริงของเรา)

สัตว์โลกติดข้องอยู่ในภพ  ถูกภพบังหน้าแล้ว  มีภพโดยความเป็นอย่างอื่นจึงได้เพลิดเพลินยิ่งนักในภพนั้น.
เขาเพลิดเพลินยิ่งนักในสิ่งใด  (แม้เป็นสุข) สิ่งนั้นเป็นภัย ;  เขากลัวต่อสิ่งใด  สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์.
พรหมจรรย์นี้ (ศาสนานี้) อันบุคคลย่อมประพฤติ ก็เพื่อการละขาดซึ่งภพ.

ภพ ๓ เพลิดเพลินในภพ เพราะความเชื่อนั้นๆ (หลง)
๑. กามภพ ที่เกิดคน และสัตว์
ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นรับรส กายสัมผัส
ย่อมรับรู้ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ทั้งห้า เรียกว่า กามคุณ5
ความสุขที่ได้จากกามคุณ5 เรียกว่ากามสุข
เพราะกามสุขเป็นปัจจัย จึงเกิดความรู้สึก เกิดความต้องการ ความรัก ความอยากได้ อยากมี อยากให้เป็นของเรา (โลภ)
เพราะกามสุข ไม่เที่ยง เป็นทุกข์  มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา จึงเกิดความรู้สึก ไม่ต้องการ ไม่พอใจ ไม่อยากให้เกิดกับเรา (โกรธ)
๒. รูปฌานภพ ที่เกิดรูปพรหม
(ฌานที่๑ ตรึก ตรอง อิ่มใจ สบายใจ อารมณ์เป็นหนึ่ง)
(ฌานที่๒ อิ่มใจ สบายใจ อารมณ์เป็นหนึ่ง)
(ฌานที่๓ สบายใจ อารมณ์เป็นหนึ่ง)
(ฌานที่๔ ไม่สุข ไม่ทุกข์ อารมณ์เป็นหนึ่ง)
๓. อรูปฌานภพ ที่เกิดอรูปพรหม
(ฌานที่๕ กำหนดที่ว่างหาที่สุดมิได้เป็นอารมณ์)
(ฌานที่๖ กำหนดวิญญาณหาที่สุดมิได้เป็นอารมณ์)
(ฌานที่๗ กำหนดภาวะที่ไม่มีอะไรๆเป็นอารมณ์)
(ฌานที่๘ ภาวะมีความจำได้หมายรู้ก็ไม่ใช่ ไม่มีความจำได้หมายรู้ก็ไม่ใช่)

ก็ทุกข์นี้มีขึ้น เพราะอาศัยซึ่งอุปธิ (กิเลส หลง โลภ โกรธ ถือตัว ความเห็นผิด) ทั้งปวง.
เพราะความสิ้นไปแห่งอุปาทาน (ความยึดมั่น ถือมั่น ในกิเลส) ทั้งปวงความเกิดขึ้นแห่งทุกข์จึงไม่มี.

ท่านจงดูโลกนี้เถิด  สัตว์ทั้งหลายอันอวิชชา(ไม่รู้ความจริงทั้ง๔ ) หนาแน่นบังหน้าแล้ว ;
และว่า สัตว์ผู้ยินดีในภพอันเป็นแล้วนั้น ย่อมไม่เป็นผู้หลุดพ้นไปจากภพได้.

ก็ภพทั้งหลายเหล่าหนึ่งเหล่าใด อันเป็นไปในที่ หรือในเวลาทั้งปวง เพื่อความมีแห่งประโยชน์โดยประการทั้งปวง ;
ภพทั้งหลายทั้งหมดนั้น
ไม่เที่ยง เป็นทุกข์  มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา.

เมื่อบุคคลเห็นอยู่ซึ่งข้อนั้น ด้วยปัญญาอันชอบตามที่เป็นจริงอย่างนี้อยู่ ;
เขาย่อม  ละภวตัณหา (ความพอใจ)ได้ และไม่เพลิดเพลินวิภวตัณหา (ความไม่พอใจ)ด้วย.
ความดับเพราะความสำรอกไม่เหลือ เพราะความสิ้นไป
แห่งตัณหา (๑ ความติดใจ ๒ ความพอใจ ๓ ความไม่พอใจ) โดยประการทั้งปวง นั้นคือนิพพาน.

รู้ ละ แจ้ง เจริญ ในธรรม ให้ถึงความดับทุกข์สิ้นเชิง
เพื่อประโยชน์ตน
แสดงธรรมให้งดงามในเบื้องต้น ให้งดงามในท่ามกลาง ให้งดงามในที่สุดลงรอบ,
ประกาศพรหมจรรย์ให้เป็นไปพร้อมทั้งภาษาคน ภาษาธรรม ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง
เพื่อประโยชน์ของคนหมู่มาก
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ  ปฏิบัติธรรม ศาสนาพุทธ ศาสนา
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่