มันคล้ายกับอาการปรี๊ดแตกเลยครับ ปกติผมจะเป็นคนใจเย็น มีเหตุผล
พยายามมองโลกในแง่บวกก็แล้ว เพราะรู้ถึงผลกรรมไม่ดีของคนอารมณ์ร้อน
แต่มันจะมีบางช่วงที่เหมือนควบคุมตัวเองไม่ได้ ปรี๊ดแตก ในกรณีที่ มีคนมาชักสีหน้า หรือ ขึ้นเสียงใส่
แล้วก็ไม่รับฟัง,ไม่มีเหตุผล อย่างเช่น
1.หัวหน้ามีพูดไม่ดีใส่ ทั้งๆที่มันไม่ใช่ความผิดเราเลย พูดทีเหมือนการตะคอกใส่ในที่รวม และยังชักสีหน้าใส่อีก
2.เพื่อนร่วมงานเอาตัวเองเป็นใหญ่ ไม่แบ่งงานให้แต่แรก จะทำอะไรก็คอยกำกับอยู่นั้น พอมีข้อมูลอยุ่แล้วให้เดินมาดูหน่อยก็ไม่เดิน
ชักสีหน่าใส่และพูดด้วยน้ำเสียงไม่ดีประชดชัน
มันทำให้ผมปรี๊ดมากเลย เหมือนกับในนาทีนั้น มันแค่มีความรู้สึก เราไม่ผิด ทำไมเราต้องมาโดนยังงี้ มันจะตอบโต้โดยอัตโนมัติ
ทั้งที่ทั้งด้านคำพูดและสีหน้า เหมือนกับ แรงมาแรงกลับ จนทำให้มองหน้ากันไม่ติด มันไม่มีว่าลองนิ่งกลับไปนึกก่อน
แล้วค่อยกลับมาพูดใหม่อะครับ
เพราะถ้ามาพูดอีกทีเหตุการณ์มันก็จบแล้วไปแล้ว เหมือนเป็น Reaction ทันทีทันใด
ส่วนผมก็ชอบมาเสียใจ ที่พยายามรักษาศีล และคิดบวกมาตลอด แต่พออยู่ในสถานการณ์จริงกับทำไม่ได้
กังวลกับอานิสงค์ที่จะทำให้รูปทรามในอนาคตกาล สำหรับกรณีควรทำอย่างไรครับ
อยากทราบวิธีควบคุม รู้เท่าทันอารมณ์โกรธหน่อยครับ
พยายามมองโลกในแง่บวกก็แล้ว เพราะรู้ถึงผลกรรมไม่ดีของคนอารมณ์ร้อน
แต่มันจะมีบางช่วงที่เหมือนควบคุมตัวเองไม่ได้ ปรี๊ดแตก ในกรณีที่ มีคนมาชักสีหน้า หรือ ขึ้นเสียงใส่
แล้วก็ไม่รับฟัง,ไม่มีเหตุผล อย่างเช่น
1.หัวหน้ามีพูดไม่ดีใส่ ทั้งๆที่มันไม่ใช่ความผิดเราเลย พูดทีเหมือนการตะคอกใส่ในที่รวม และยังชักสีหน้าใส่อีก
2.เพื่อนร่วมงานเอาตัวเองเป็นใหญ่ ไม่แบ่งงานให้แต่แรก จะทำอะไรก็คอยกำกับอยู่นั้น พอมีข้อมูลอยุ่แล้วให้เดินมาดูหน่อยก็ไม่เดิน
ชักสีหน่าใส่และพูดด้วยน้ำเสียงไม่ดีประชดชัน
มันทำให้ผมปรี๊ดมากเลย เหมือนกับในนาทีนั้น มันแค่มีความรู้สึก เราไม่ผิด ทำไมเราต้องมาโดนยังงี้ มันจะตอบโต้โดยอัตโนมัติ
ทั้งที่ทั้งด้านคำพูดและสีหน้า เหมือนกับ แรงมาแรงกลับ จนทำให้มองหน้ากันไม่ติด มันไม่มีว่าลองนิ่งกลับไปนึกก่อน
แล้วค่อยกลับมาพูดใหม่อะครับ
เพราะถ้ามาพูดอีกทีเหตุการณ์มันก็จบแล้วไปแล้ว เหมือนเป็น Reaction ทันทีทันใด
ส่วนผมก็ชอบมาเสียใจ ที่พยายามรักษาศีล และคิดบวกมาตลอด แต่พออยู่ในสถานการณ์จริงกับทำไม่ได้
กังวลกับอานิสงค์ที่จะทำให้รูปทรามในอนาคตกาล สำหรับกรณีควรทำอย่างไรครับ