สวัสดีค่ะ ที่ตั้งกระทู้นี้เพราะต้องการร้องขอความเป็นธรรมหน่อยค่ะ
กระทู้นี้เป็นกระทู้แรก
คือเรื่องมีอยู่ว่า วันนี้วันที่ 18/10/57 เวลา 17.30-20.30น.
ตัวดิฉัน แม่ และ แฟน
ไปหาหมอที่โรงพยาบาลบางมดเพราะคุณแม่ต้องไปรับยาที่หมอนัดอย่าต่อเนื่องในวันนี้ หลังจากนั้นจึงไปที่บิ๊กซีพระราม2 เพื่อซื้อของใช้จำพวกยาสระผมและผงซักฟอกค่ะ เสร็จธุระที่บิ๊กซีพระราม2แล้ว จึงไปซื้อโน๊ตบุ๊ค msi ที่แฟนจองไว้ตั้งแต่ช่วงเช้า ที่เซ็นทรัลพระราม 2 ร้าน MINE ที่พึ่งจะเปิดไม่นาน หน้าร้านในเครือของร้าน J.I.B. ค่ะ
หลังจากนั้นเราก็สอบถามข้อมูลว่าต้องการผ่อนชำระว่า ผ่อนชำระได้กี่ทั้งหมดเดือน ซึ่งจากที่สอบถามจาก2วันที่ผ่านมาผ่อนชำระได้สูงสุดทั้งหมด48เดือน(คือไปสอบถามที่ร้านมาแล้ว2-3ครั้งและบอกกับทางร้านและพนักงานแล้วล่วงหน้าด้วยว่าจะมาเอาโน๊ตบุ๊คตัวนี้)
ปรากฎว่าวันนี้พอไปเอาโน๊ตบุ๊คตัวนี้ ทางร้านกับบอกว่าไม่สามารถผ่อนกับบัตรตัวนี้ได้ในระยะเวลา48เดือน สูงสุดได้แค่ 36 เดือนเราจึงนั่งตกลงกันที่ร้านสักพักว่า จะเอาดีมั้ย (เพราะว่าเรากับแฟนต้องหาเงินผ่อนกันเองค่ะ) สุดท้ายเราเลยตกลงว่าจะเอาโน๊ตบุ๊คตัวนี้ ในราคา47,900บาท
โดยในวงเงินของบัตรมีแค่40,000บาท เราจึงขอจ่ายเงินส่วนที่เหลือเอง7,900บาท โดยเราได้เตรียมเงินสดไว้ตั้งแต่แรกแล้วค่ะ(นำไปด้วย)หลังจากนั้นได้มีพนักงานซึ่งนำเอกสารมาให้กรอกข้อมูลหลายคนมากทั้งชายและหญิง เพื่อให้คุณแม่เซ็นสัญญายืนยัน
ขอบอกก่อนเลยค่ะว่าเราเตรียมเงินไป 16,000บาทซึ่งคุณแม่ได้แบ่งออกเป็นทั้งหมด 2ก้อน ก้อนที่1 เก็บไว้ที่ตัวของคุณแม่เอง8,000บาท ส่วนก้อนที่2 เก็บไว้ที่แฟนเรา8,000บาท
โดยเงินของคุณแม่ที่เตรียมไว้จะจ่ายในส่วนต่าง8,000บาทวางไว้ที่โต๊ะหน้าตัวของคุณแม่เอง แล้วพนักงานของทางร้านได้นำเอกสารมาให้เซ็นซึ่งเอกสารที่นำมาให้เซ็นนำมาให้หลายรอบมาก ถ้าจำไม่ผิดจะมีใบสัญญา บัตรประชาชนของคุณแม่ ใบขออนุมัติสินเชื่อและอื่นๆๆและอันสุดท้ายจะเป็นใบประกันสินค้า ซึ่งเราจำได้ไม่หมด เอกสารที่นำมาให้เซ็นนั้นได้วางทับกับตัวของเงินที่ต้องจ่าย ในส่วนต่าง8,000บาท เมื่อเซ็นเอกสารเสร็จพนักงานก็มาเก็บเอกสารไป พร้อมกับตัวของเงินที่อยู่ข้างใต้เอกสารนั้นพนักงานที่นำเอกสารมาให้มีทั้งหญิงและชายตามที่บอกในข้างต้นมีประมาณ4-5คนที่มาเก็บหมดเวียนกัน จำแถบไม่ได้เพราะมากันเยอะมาก(มากันคนละรอบนะค่ะ ไม่ได้มาพร้อมกันทั้งหมด)
พนักงานที่เก็บเอกสารไปในส่วนของตัวเราคิดว่าน่าจะเป็นพนักงานผู้หญิงค่ะ น่าจะนำเอกสารสีขาวมาให้เซ็นและหยิบเงินติดมือไป 8000บาท (ในส่วนของเงินทอนเราไม่ได้รับค่ะและคิดว่าไม่เป็นไรเพราะพนักงานดูแลเราดี พูดจาเพราะดีก็น่าจะหยวนๆๆกันไปค่ะ) ส่วนตัวของคุณแม่นั้นท่านจำไม่ค่อยได้จึงไม่แน่ใจว่าใครเป็นคนหยิบเงินติดมือไป อาจจะเพราะท่ายเพลียจากการทำงานและไปรับยาซึ่งเป็นโรคเครียดกับโรคความดันซึ่งเป็นโรคประจำตัวของท่านอยู่แล้วท่านเลย ไม่ค่อยจะได้มองหน้าคนที่เอาเอกสารมาให้เซ็นจนทำให้ท่านเวียนหัว ที่เปลี่ยนคนนำเอกสารมาให้เซ็นซึ่งมีพนักงานหลายคนมาก
เรื่องเกิดขึ้นเมื่อเราเซ็นเอกสารเรียบร้อยแล้ว ส่วนแฟนแยกไปเช็กอุปกรณ์และตัวของโน๊ตบุ๊ค ตัวพนักงานชายได้นำใบรับประกันสินค้าใบสุดท้ายมาให้เซ็น พร้อมกับใบเสร็จ ตัวของแฟนก็ไปรับคอมพิวเตอร์ เสร็จเรียบร้อยเราก็ออกจากร้านและเดินทางกลับบ้าน
ในเวลาต่อมา 21.00น.ได้มีพนักงานของร้านโทรเข้าที่เบอร์ของแม่ แล้วบอกว่ายังไม่ได้รับเงินในส่วนของ7,900บาท เงินในส่วนนี้ได้หายไปจากทางร้านค่ะ หายไปเท่ากับยอดกับของเราเลย จึงบอกให้ทางเราเดินทางกลับไปที่ทางร้านเพื่อยืนยันว่าเราได้ให้เงินกับทางร้านแล้ว เราจึงยืนยันกับทางร้านแล้วด้วยค่ะโทรกลับไปมาอยู่หลายครั้งว่าเราได้ให้เงินไปแล้วจริงๆๆ ในส่วนนี้เรายอมรับว่าเราผิดจริงค่ะที่ไม่ได้ยืนเงินให้กับทางร้านใส่มือของพนักงานโดยตรง และเงินยังอยู่ที่ใต้เอกสารแม้กระทั่งตอนที่เซ็น แต่พนักงานยังยืนยัน(การที่เงินหาย หรือเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นทางเราไม่ทราบมาก่อนเลย มาทราบตอนที่ทางพนักงานโทรกลับมาหา ในส่วนนี้แฟนเราจึงเดินทางกลับไปคนเดียว เพราะเราต้องดูแลแม่ที่สุขภาพไม่ค่อยดี อีกอย่างเขากลัวว่ามีเรื่องทำร้ายร่างกายกันขึ้นมาอย่างน้อยเขาก็ป้องกันตัวเองได้ เราจึงไม่ควรไปเสี่ยงกับอันตรายจะดีกว่า และบริสุทธิ์ใจที่จะไปยืนยันความบริสุทธิ์ใจของตัวเราเองด้วยค่ะ)
เราจึงทำได้แค่โทรศัพท์หา และอัดเสียงระหว่างการสนทนาเอาไว้เผื่อมีอะไรเกิดขึ้นแฟนเดินทางไปตั้งแต่21.00น.จนขณะที่เราพิมพ์อยู่นี้เป็นเวลา 23.30น.เขายังไม่ได้กลับมา เลยพร้อมกับดูกล้องวงจรปิดเป็นเวลาหลายรอบ
ซึ่งทางแฟนบอกว่ากล่องวงจรปิดของทางร้านไม่ชัดเลย และไกลมากซึ่งมองยังไงก็ดูไม่ออกอยู่ดีว่าใครเป็นคนที่รับเงินไป ทางพนักงานก็ไม่มีใครที่จะยอมรับว่าเป็นคนนำเงินไป ทางเลือกที่จะจบปัญหานี้ก็คือ เราต้องจ่ายเงินในส่วนของ 7900 บาทที่หายไปอีก รวมเงินทั้งหมดที่เราจะต้องจ่ายเงินสดในวันนี้คือ 16000บาทที่จะต้องเสียไปในวันนี้
คือที่เขียนกระทู้นี้ขึ้นคืออยากจะทราบว่า ถ้าทางพนักงานไม่มีใครรับเราก็ต้องเป็นคนที่ต้องจ่ายเงินเองช่ายมั้ย??? คือทั้งหมดเป็นเงินที่เราหามาเองค่ะ ครอบครัวเราไม่ได้รวย เงินทุกอย่างเราหาด้วยน้ำพักน้ำแรงของเราเอง อยากได้อะไรไม่เก็บเงินซื้อเองก็หาผ่อนกันเอาเองค่ะ สุดท้ายแล้วมันคือสิ่งตอบแทนที่เราควรไดรับจากร้านนี้หรือค่ะ ถ้าเกิดว่าทางพนักงานของคุณยักยอกเงิน หรือทำเงินหายเองเราที่เป็นลูกค้าต้องจ่ายในส่วนที่หายไปใช่มั้ยค่ะ ความยุติธรรมมันอยู่ตรงไหนหรือค่ะ??? ดิฉันอยากจะทราบค่ะ???
********ปล.ดิฉันยอมรับผิดเองที่ไม่ได้ยืนเงินกลับมือและจำไม่ได้ว่าใครที่หยิบไป***************
********ต้องขอโทษด้วยส่วนในคลิปเสียงที่อัดไว้ผ่านโทรศัพท์แทบไม่ได้ยินในขณะที่แฟนคุยกับทางร้านเลยค่ะ***********
********แล้วส่วนของเงิน16000ที่ดิฉันเสียไปมันคุ้มแล้วหรือค่ะ????**************
ความยุติธรรมมีอยู่บ้างมั้ย???
กระทู้นี้เป็นกระทู้แรก
คือเรื่องมีอยู่ว่า วันนี้วันที่ 18/10/57 เวลา 17.30-20.30น.
ตัวดิฉัน แม่ และ แฟน
ไปหาหมอที่โรงพยาบาลบางมดเพราะคุณแม่ต้องไปรับยาที่หมอนัดอย่าต่อเนื่องในวันนี้ หลังจากนั้นจึงไปที่บิ๊กซีพระราม2 เพื่อซื้อของใช้จำพวกยาสระผมและผงซักฟอกค่ะ เสร็จธุระที่บิ๊กซีพระราม2แล้ว จึงไปซื้อโน๊ตบุ๊ค msi ที่แฟนจองไว้ตั้งแต่ช่วงเช้า ที่เซ็นทรัลพระราม 2 ร้าน MINE ที่พึ่งจะเปิดไม่นาน หน้าร้านในเครือของร้าน J.I.B. ค่ะ
หลังจากนั้นเราก็สอบถามข้อมูลว่าต้องการผ่อนชำระว่า ผ่อนชำระได้กี่ทั้งหมดเดือน ซึ่งจากที่สอบถามจาก2วันที่ผ่านมาผ่อนชำระได้สูงสุดทั้งหมด48เดือน(คือไปสอบถามที่ร้านมาแล้ว2-3ครั้งและบอกกับทางร้านและพนักงานแล้วล่วงหน้าด้วยว่าจะมาเอาโน๊ตบุ๊คตัวนี้)
ปรากฎว่าวันนี้พอไปเอาโน๊ตบุ๊คตัวนี้ ทางร้านกับบอกว่าไม่สามารถผ่อนกับบัตรตัวนี้ได้ในระยะเวลา48เดือน สูงสุดได้แค่ 36 เดือนเราจึงนั่งตกลงกันที่ร้านสักพักว่า จะเอาดีมั้ย (เพราะว่าเรากับแฟนต้องหาเงินผ่อนกันเองค่ะ) สุดท้ายเราเลยตกลงว่าจะเอาโน๊ตบุ๊คตัวนี้ ในราคา47,900บาท
โดยในวงเงินของบัตรมีแค่40,000บาท เราจึงขอจ่ายเงินส่วนที่เหลือเอง7,900บาท โดยเราได้เตรียมเงินสดไว้ตั้งแต่แรกแล้วค่ะ(นำไปด้วย)หลังจากนั้นได้มีพนักงานซึ่งนำเอกสารมาให้กรอกข้อมูลหลายคนมากทั้งชายและหญิง เพื่อให้คุณแม่เซ็นสัญญายืนยัน
ขอบอกก่อนเลยค่ะว่าเราเตรียมเงินไป 16,000บาทซึ่งคุณแม่ได้แบ่งออกเป็นทั้งหมด 2ก้อน ก้อนที่1 เก็บไว้ที่ตัวของคุณแม่เอง8,000บาท ส่วนก้อนที่2 เก็บไว้ที่แฟนเรา8,000บาท
โดยเงินของคุณแม่ที่เตรียมไว้จะจ่ายในส่วนต่าง8,000บาทวางไว้ที่โต๊ะหน้าตัวของคุณแม่เอง แล้วพนักงานของทางร้านได้นำเอกสารมาให้เซ็นซึ่งเอกสารที่นำมาให้เซ็นนำมาให้หลายรอบมาก ถ้าจำไม่ผิดจะมีใบสัญญา บัตรประชาชนของคุณแม่ ใบขออนุมัติสินเชื่อและอื่นๆๆและอันสุดท้ายจะเป็นใบประกันสินค้า ซึ่งเราจำได้ไม่หมด เอกสารที่นำมาให้เซ็นนั้นได้วางทับกับตัวของเงินที่ต้องจ่าย ในส่วนต่าง8,000บาท เมื่อเซ็นเอกสารเสร็จพนักงานก็มาเก็บเอกสารไป พร้อมกับตัวของเงินที่อยู่ข้างใต้เอกสารนั้นพนักงานที่นำเอกสารมาให้มีทั้งหญิงและชายตามที่บอกในข้างต้นมีประมาณ4-5คนที่มาเก็บหมดเวียนกัน จำแถบไม่ได้เพราะมากันเยอะมาก(มากันคนละรอบนะค่ะ ไม่ได้มาพร้อมกันทั้งหมด)
พนักงานที่เก็บเอกสารไปในส่วนของตัวเราคิดว่าน่าจะเป็นพนักงานผู้หญิงค่ะ น่าจะนำเอกสารสีขาวมาให้เซ็นและหยิบเงินติดมือไป 8000บาท (ในส่วนของเงินทอนเราไม่ได้รับค่ะและคิดว่าไม่เป็นไรเพราะพนักงานดูแลเราดี พูดจาเพราะดีก็น่าจะหยวนๆๆกันไปค่ะ) ส่วนตัวของคุณแม่นั้นท่านจำไม่ค่อยได้จึงไม่แน่ใจว่าใครเป็นคนหยิบเงินติดมือไป อาจจะเพราะท่ายเพลียจากการทำงานและไปรับยาซึ่งเป็นโรคเครียดกับโรคความดันซึ่งเป็นโรคประจำตัวของท่านอยู่แล้วท่านเลย ไม่ค่อยจะได้มองหน้าคนที่เอาเอกสารมาให้เซ็นจนทำให้ท่านเวียนหัว ที่เปลี่ยนคนนำเอกสารมาให้เซ็นซึ่งมีพนักงานหลายคนมาก
เรื่องเกิดขึ้นเมื่อเราเซ็นเอกสารเรียบร้อยแล้ว ส่วนแฟนแยกไปเช็กอุปกรณ์และตัวของโน๊ตบุ๊ค ตัวพนักงานชายได้นำใบรับประกันสินค้าใบสุดท้ายมาให้เซ็น พร้อมกับใบเสร็จ ตัวของแฟนก็ไปรับคอมพิวเตอร์ เสร็จเรียบร้อยเราก็ออกจากร้านและเดินทางกลับบ้าน
ในเวลาต่อมา 21.00น.ได้มีพนักงานของร้านโทรเข้าที่เบอร์ของแม่ แล้วบอกว่ายังไม่ได้รับเงินในส่วนของ7,900บาท เงินในส่วนนี้ได้หายไปจากทางร้านค่ะ หายไปเท่ากับยอดกับของเราเลย จึงบอกให้ทางเราเดินทางกลับไปที่ทางร้านเพื่อยืนยันว่าเราได้ให้เงินกับทางร้านแล้ว เราจึงยืนยันกับทางร้านแล้วด้วยค่ะโทรกลับไปมาอยู่หลายครั้งว่าเราได้ให้เงินไปแล้วจริงๆๆ ในส่วนนี้เรายอมรับว่าเราผิดจริงค่ะที่ไม่ได้ยืนเงินให้กับทางร้านใส่มือของพนักงานโดยตรง และเงินยังอยู่ที่ใต้เอกสารแม้กระทั่งตอนที่เซ็น แต่พนักงานยังยืนยัน(การที่เงินหาย หรือเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นทางเราไม่ทราบมาก่อนเลย มาทราบตอนที่ทางพนักงานโทรกลับมาหา ในส่วนนี้แฟนเราจึงเดินทางกลับไปคนเดียว เพราะเราต้องดูแลแม่ที่สุขภาพไม่ค่อยดี อีกอย่างเขากลัวว่ามีเรื่องทำร้ายร่างกายกันขึ้นมาอย่างน้อยเขาก็ป้องกันตัวเองได้ เราจึงไม่ควรไปเสี่ยงกับอันตรายจะดีกว่า และบริสุทธิ์ใจที่จะไปยืนยันความบริสุทธิ์ใจของตัวเราเองด้วยค่ะ)
เราจึงทำได้แค่โทรศัพท์หา และอัดเสียงระหว่างการสนทนาเอาไว้เผื่อมีอะไรเกิดขึ้นแฟนเดินทางไปตั้งแต่21.00น.จนขณะที่เราพิมพ์อยู่นี้เป็นเวลา 23.30น.เขายังไม่ได้กลับมา เลยพร้อมกับดูกล้องวงจรปิดเป็นเวลาหลายรอบ
ซึ่งทางแฟนบอกว่ากล่องวงจรปิดของทางร้านไม่ชัดเลย และไกลมากซึ่งมองยังไงก็ดูไม่ออกอยู่ดีว่าใครเป็นคนที่รับเงินไป ทางพนักงานก็ไม่มีใครที่จะยอมรับว่าเป็นคนนำเงินไป ทางเลือกที่จะจบปัญหานี้ก็คือ เราต้องจ่ายเงินในส่วนของ 7900 บาทที่หายไปอีก รวมเงินทั้งหมดที่เราจะต้องจ่ายเงินสดในวันนี้คือ 16000บาทที่จะต้องเสียไปในวันนี้
คือที่เขียนกระทู้นี้ขึ้นคืออยากจะทราบว่า ถ้าทางพนักงานไม่มีใครรับเราก็ต้องเป็นคนที่ต้องจ่ายเงินเองช่ายมั้ย??? คือทั้งหมดเป็นเงินที่เราหามาเองค่ะ ครอบครัวเราไม่ได้รวย เงินทุกอย่างเราหาด้วยน้ำพักน้ำแรงของเราเอง อยากได้อะไรไม่เก็บเงินซื้อเองก็หาผ่อนกันเอาเองค่ะ สุดท้ายแล้วมันคือสิ่งตอบแทนที่เราควรไดรับจากร้านนี้หรือค่ะ ถ้าเกิดว่าทางพนักงานของคุณยักยอกเงิน หรือทำเงินหายเองเราที่เป็นลูกค้าต้องจ่ายในส่วนที่หายไปใช่มั้ยค่ะ ความยุติธรรมมันอยู่ตรงไหนหรือค่ะ??? ดิฉันอยากจะทราบค่ะ???
********ปล.ดิฉันยอมรับผิดเองที่ไม่ได้ยืนเงินกลับมือและจำไม่ได้ว่าใครที่หยิบไป***************
********ต้องขอโทษด้วยส่วนในคลิปเสียงที่อัดไว้ผ่านโทรศัพท์แทบไม่ได้ยินในขณะที่แฟนคุยกับทางร้านเลยค่ะ***********
********แล้วส่วนของเงิน16000ที่ดิฉันเสียไปมันคุ้มแล้วหรือค่ะ????**************