สวัสดีค่ะ เรามีเรื่องหนักใจมากๆเกี่ยวกับญาติทางฝั่งพ่อ ก็คือ ป้าเราค่ะ เราอาจจะวิตกกังวลไปเอง แต่รู้สึกไม่สบายใจมากๆ ด้วยความที่เรายังเป็นนักศึกษา(อายุ22) เขาถือว่าเรายังเด็ก เขาจะใช้คำพูดในเชิงบังคับและใช้นํ้าเสียง ที่ทำให้เรารู้สึกว่าปฏิเสธได้ยากมากเลยค่ะ เรื่องยาวหน่อยนะคะ
ตอนที่ 1 - เรื่องคือ พ่อเราทำงานเป็นลูกจ้างของรัฐ (ทำงาน อบต.) แล้วพ่อได้เข้าประกันสังคมค่ะ พ่อเราเสียชีวิตขณะทำงาน ทำให้เรา แม่ และย่า ได้รับเงินจากประกันสังคม (กองทุนเงินทดแทน) เรา3คนได้รับ เดือนละ 3,099 ต่อคนค่ะ ทางประกันให้เรานำเอกสารส่วนตัวไปยืนยันที่ประกันสังคม ปีละ 1 ครั้ง (เดือน ม.ค) หากเราไม่ไปส่งเอกสารก็จะโดนตัดสิทธิ์ เราเองด้วยความที่ตอนพ่อเสีย เราอายุแค่ 17 ปีค่ะ เลยไม่รู้รายละเอียดเกี่ยวกับเงินตรงนี้ แต่แม่เราบอกว่า เรา3คน จะได้รับเงินส่วนนี้เป็นเวลา 10 ปี แต่ข้อแม้คือ 1.หากแม่เราแต่งงานใหม่ เงินในส่วนของแม่ เรากับย่าจะได้รับ 2.หากเราเรียนจบ ส่วนของเรา แม่กับย่าจะได้รับ 3.หากย่าเสียชีวิต ส่วนของย่า เรากับแม่จะได้รับ แต่ต้องอยู่ในช่วง10ปีที่ประกันสังคมกำหนดนะ
ตอนที่ 2 - พ่อเราเสียได้ 6 ปีแล้วค่ะ (2563-2569) เราจะได้รับเงินส่วนนี้ อีกแค่ 4 ปี รวมๆเงินเป็นก้อน ก็ 140,000+ ค่ะ ปัญหามันเริ่มขึ้นตรงนี้ค่ะ วันนี้ ป้าได้พาย่าเราไปยื่นเอกสารที่ประกันสังคม ซึ่งต้องเหมารถออกมาค่ะ ระยะทางก็ค่อนข้างไกล และย่าเราอายุมากแล้วค่ะ 80+ น่าจะใกล้90แล้วค่ะ เดินทางลำบาก (เราและแม่เข้าใจในส่วนตรงนี้) เราไม่รู้ว่าป้าได้พูดคุยอะไรกับทางประกันสังคมนะคะ พอช่วงบ่ายๆของวันนี้ ประกันสังคมโทรหาแม่เราค่ะ ว่าจะทำเรื่องให้เงินเป็นก้อนกับย่าไป(รวมๆ140,000+) เหตุผลเพราะย่าแก่แล้ว เดินทางลำบากมาก ซึ่งจะส่งเอกสารให้เราและแม่เซ็น เพราะแม่อยู่อีกจังหวัดนึงค่ะ ไม่สะดวกมาทำเรื่องที่นี่ แต่เราอยู่จังหวัดเดียวกับย่า ซึ่งเราเองก็จะเดินทางไปประกันสังคมเหมือนกัน และป้าเราได้โทรหาแม่เราค่ะ พูดใช้นํ้าเสียงที่แม่บอกว่า รู้สึกไม่ดีมากๆ ป้าบอกว่าจะส่งเอกสารให้แม่เซ็น เพื่อที่ย่าจะได้รับเงินก้อน ให้แม่เซ็นและส่งกลับมาให้ป้าไวๆ และป้าได้โทรหาเรา บอกเราว่าอย่าพึ่งไปประกันสังคมนะ ให้รอไปพร้อมป้าอีกทีนึง เพราะเราต้องเซ็นเอกสารให้ย่า เราก็ได้ลองเนียนๆถามว่าเอกสารอะไร ป้าพูดติดโมโหว่า ก็เงินประกันนี่ไง ให้ย่าได้เป็นก้อน ย่าจะได้ไม่ต้องไปยืนยันปีต่อๆไปอีก เราตอบตกลงนะคะ แต่เราจะไปคุยกับประกันสังคมก่อน (ตอนแรกคือแม่เราบอกว่า ประกันสังคมจะส่งเอกสาร ให้เราและแม่คนละชุด แต่ป้าบอกว่า ต้องรอเอกสารที่แม่ก่อน เราเลยตัดสินใจที่จะเข้าไปคุยด้วยตัวเอง) เราเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเราไปก่อนไม่ได้ แต่ป้าบอกว่าจะได้ไม่เสียเวลา รอไปพร้อมป้าดีกว่า เราอยู่ใกล้ประกันสังคม เราไม่เดือดร้อน แต่ป้าไม่อธิบายเรื่องนี้ให้เราและแม่เข้าใจเลย อยู่ดีๆก็มาบอกให้เซ็นเงินก้อนให้ย่า *เราและแม่ก็ยังได้รับรายเดือนปกติ แต่ที่เราไม่โอเค คือ หากย่าตาย เงินส่วนของย่าที่รับไปเป็นแสนๆมันจะเป็นของคนอื่น จากที่แม่และเราจะได้ กลายเป็นว่าคนอื่นได้แทน*
ตอนที่ 3 - ที่ทำให้เรารู้สึกมีปัญหามากๆคือ ป้าไม่ได้ปรึกษาเราและแม่เลย ตลอดระยะเวลาที่พ่อเสีย ป้าคนนี้โทรหาแม่แค่ตอนที่ประกันสังคมมีปัญหา และตลอดเวลาที่พ่อเรายังมีชีวิต ย่าและป้าๆไม่เคยช่วยเหลือพ่อเลยค่ะ เราเลยรู้สึกว่า ถ้าย่าได้รับเงินก้อน เราและแม่ก็จะเสียเปรียบ เรารู้ว่าเราเห็นแก่ตัว แต่มันคือสิทธิ์ที่เรากับแม่ควรจะได้รับ ถ้าเราเซ็นยินยอมยกเงินก้อนให้ย่า แต่ย่าอยู่ไม่ถึง 4 ปี ที่กำหนด ย่าเสียก่อน เงินก้อนนี้ก็จะตกไปเป็นของป้าแน่นอน เราและแม่ก็จะไม่ได้อะไรเลย ทั้งๆที่มันควรจะได้รับ เรารู้สึกไม่โอเคมากๆ แต่ด้วยความที่เรายังไม่รู้เงื่อนไขของเงินนี้อย่างชัดเจน เลยไม่ได้พูดกับป้าตรงๆ สิ่งที่เรากังวลคือ กลัวว่าถ้าย่าได้เงินก้อนไป คนที่ใช้เงินจะไม่ใช่ย่าค่ะ เราเลยอยากรักษาสิทธิของเราและแม่ แต่ก็ไม่อยากมีปัญหา และก็อยากให้ย่าได้รับเงินเป็นเดือนๆไปดีกว่า มันใช้จ่ายได้สะดวกกว่า แต่เอาเข้าจริงๆเรายังไม่รู้เลยว่า เงินส่วนนี้ย่าได้ใช้จริงๆไหม หรือใครใช้ เพราะทางป้าไม่ได้เอาบัญชีมาให้เรา แม่ และป้าๆลุงๆคนอื่นๆเห็นค่ะ ชีวิตความเป็นอยู่ของย่า อาหารการกิน เรารู้สึกว่ามันไม่ดีขึ้นเลย มันดูไม่มีจะกินเกินไป กินข้าวกับไข่ต้ม บ้านก็แทบไม่มีอะไร
แต่เราก็เข้าใจถ้าป้าก็จะใช้เงิน เพราะป้าดูแลย่า แต่เราคิดว่า ย่าควรได้รับอะไรดีๆกว่านี้ เพราะมีเงินให้ใช้ทุกเดือน ตอนพ่อเราเสียใหม่ๆ ป้าคนนี้พูดกับแม่เราว่า ย่าจะได้รับอะไร แม่จะให้อะไรกับย่า(?) เราไม่โอเค เพราะฝั่งพ่อไม่เคยดูแลพ่อเลย พ่อเราจนที่สุดในตระกูลเลย ลำบากมาก แต่ไม่มีใครเห็นใจพ่อเลย และทางประกันสังคมแค่ขอให้พวกเราส่งเอกสารปีละ 1 ครั้งเองค่ะ ป้าเราเคยพูดว่าต้องเสียเงินเหมารถเขาออกมา ย่าก็แก่แล้ว เดินทางอะไรก็ลำบาก แต่เราว่ามันมีวิธีที่ดีกว่าจะขอเงินก้อน คือ ให้ป้านำเอกสารมาส่งแทนก็ได้ เพราะหากย่าเสียชีวิตยังไงแม่เราก็รับรู้และแจ้งประกันสังคมได้ จุดที่ทำให้ตัดสินใจยากคือ เราไม่รู้ว่านี่คือจุดประสงค์ของประกันสังคม หรือ ป้าไปร้องขอ เพราะเราและแม่ยังไม่ได้รับเอกสาร ต้องรอ แต่เราไม่อยากรอ อยากได้คำอธิบายอย่างชัดเจนเพื่อตัดสินใจว่าจะเซ็นหรือไม่ ถ้าให้เราไปเซ็นหน้างาน แน่นอนว่าเราจะถูกกดดันให้เซ็นเพื่อให้มันรวดเร็ว หากเซ็นไปแล้ว แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว แต่ก็กลัวประกันสังคมจะให้ไปคุยกับป้าเอง ซึ่งแน่นอนว่าป้าไม่บอกเราตรงๆแน่ค่ะ ขนาดวันนี้เราลองถาม เขายังเลี่ยงที่จะพูด พยายามพูดให้เรารู้ว่า ย่ามาไม่ไหวแล้วแค่นี้
เราอึดอัดมากเลยค่ะ เหมือนจะรู้ แต่ก็ไม่รู้ว่าปัญหามันอยู่ตรงไหน ควรเริ่มแก้ไขหรือพูดคุยจากจุดไหน พี่ๆคนไหนสามารถให้คำปรึกษาเราได้บ้างไหมคะ แค่พอแก้ไขได้เล็กๆน้อยๆก็ได้ค่ะะ ไม่เอาให้เรื่องใหญ่โตจนถึงฟ้องร้องนะคะ5555 เรากังวลใจมากๆ ใจนึงก็อยากจะพูดแรงๆให้ป้าได้คิด แต่ใจนึงก็ไม่อยากให้แม่เดือดร้อน เพราะถ้าเราทำ พวกเขาต้องโทรไปต่อว่าแม่แน่ๆ มีทางไหนที่เราสามารถแก้ไขปัญหาเองได้ไหมคะ
มีปัญหากับญาติฝั่งพ่อเรื่องเงินประกัน ทำอย่างไรดีคะ?
ตอนที่ 1 - เรื่องคือ พ่อเราทำงานเป็นลูกจ้างของรัฐ (ทำงาน อบต.) แล้วพ่อได้เข้าประกันสังคมค่ะ พ่อเราเสียชีวิตขณะทำงาน ทำให้เรา แม่ และย่า ได้รับเงินจากประกันสังคม (กองทุนเงินทดแทน) เรา3คนได้รับ เดือนละ 3,099 ต่อคนค่ะ ทางประกันให้เรานำเอกสารส่วนตัวไปยืนยันที่ประกันสังคม ปีละ 1 ครั้ง (เดือน ม.ค) หากเราไม่ไปส่งเอกสารก็จะโดนตัดสิทธิ์ เราเองด้วยความที่ตอนพ่อเสีย เราอายุแค่ 17 ปีค่ะ เลยไม่รู้รายละเอียดเกี่ยวกับเงินตรงนี้ แต่แม่เราบอกว่า เรา3คน จะได้รับเงินส่วนนี้เป็นเวลา 10 ปี แต่ข้อแม้คือ 1.หากแม่เราแต่งงานใหม่ เงินในส่วนของแม่ เรากับย่าจะได้รับ 2.หากเราเรียนจบ ส่วนของเรา แม่กับย่าจะได้รับ 3.หากย่าเสียชีวิต ส่วนของย่า เรากับแม่จะได้รับ แต่ต้องอยู่ในช่วง10ปีที่ประกันสังคมกำหนดนะ
ตอนที่ 2 - พ่อเราเสียได้ 6 ปีแล้วค่ะ (2563-2569) เราจะได้รับเงินส่วนนี้ อีกแค่ 4 ปี รวมๆเงินเป็นก้อน ก็ 140,000+ ค่ะ ปัญหามันเริ่มขึ้นตรงนี้ค่ะ วันนี้ ป้าได้พาย่าเราไปยื่นเอกสารที่ประกันสังคม ซึ่งต้องเหมารถออกมาค่ะ ระยะทางก็ค่อนข้างไกล และย่าเราอายุมากแล้วค่ะ 80+ น่าจะใกล้90แล้วค่ะ เดินทางลำบาก (เราและแม่เข้าใจในส่วนตรงนี้) เราไม่รู้ว่าป้าได้พูดคุยอะไรกับทางประกันสังคมนะคะ พอช่วงบ่ายๆของวันนี้ ประกันสังคมโทรหาแม่เราค่ะ ว่าจะทำเรื่องให้เงินเป็นก้อนกับย่าไป(รวมๆ140,000+) เหตุผลเพราะย่าแก่แล้ว เดินทางลำบากมาก ซึ่งจะส่งเอกสารให้เราและแม่เซ็น เพราะแม่อยู่อีกจังหวัดนึงค่ะ ไม่สะดวกมาทำเรื่องที่นี่ แต่เราอยู่จังหวัดเดียวกับย่า ซึ่งเราเองก็จะเดินทางไปประกันสังคมเหมือนกัน และป้าเราได้โทรหาแม่เราค่ะ พูดใช้นํ้าเสียงที่แม่บอกว่า รู้สึกไม่ดีมากๆ ป้าบอกว่าจะส่งเอกสารให้แม่เซ็น เพื่อที่ย่าจะได้รับเงินก้อน ให้แม่เซ็นและส่งกลับมาให้ป้าไวๆ และป้าได้โทรหาเรา บอกเราว่าอย่าพึ่งไปประกันสังคมนะ ให้รอไปพร้อมป้าอีกทีนึง เพราะเราต้องเซ็นเอกสารให้ย่า เราก็ได้ลองเนียนๆถามว่าเอกสารอะไร ป้าพูดติดโมโหว่า ก็เงินประกันนี่ไง ให้ย่าได้เป็นก้อน ย่าจะได้ไม่ต้องไปยืนยันปีต่อๆไปอีก เราตอบตกลงนะคะ แต่เราจะไปคุยกับประกันสังคมก่อน (ตอนแรกคือแม่เราบอกว่า ประกันสังคมจะส่งเอกสาร ให้เราและแม่คนละชุด แต่ป้าบอกว่า ต้องรอเอกสารที่แม่ก่อน เราเลยตัดสินใจที่จะเข้าไปคุยด้วยตัวเอง) เราเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเราไปก่อนไม่ได้ แต่ป้าบอกว่าจะได้ไม่เสียเวลา รอไปพร้อมป้าดีกว่า เราอยู่ใกล้ประกันสังคม เราไม่เดือดร้อน แต่ป้าไม่อธิบายเรื่องนี้ให้เราและแม่เข้าใจเลย อยู่ดีๆก็มาบอกให้เซ็นเงินก้อนให้ย่า *เราและแม่ก็ยังได้รับรายเดือนปกติ แต่ที่เราไม่โอเค คือ หากย่าตาย เงินส่วนของย่าที่รับไปเป็นแสนๆมันจะเป็นของคนอื่น จากที่แม่และเราจะได้ กลายเป็นว่าคนอื่นได้แทน*
ตอนที่ 3 - ที่ทำให้เรารู้สึกมีปัญหามากๆคือ ป้าไม่ได้ปรึกษาเราและแม่เลย ตลอดระยะเวลาที่พ่อเสีย ป้าคนนี้โทรหาแม่แค่ตอนที่ประกันสังคมมีปัญหา และตลอดเวลาที่พ่อเรายังมีชีวิต ย่าและป้าๆไม่เคยช่วยเหลือพ่อเลยค่ะ เราเลยรู้สึกว่า ถ้าย่าได้รับเงินก้อน เราและแม่ก็จะเสียเปรียบ เรารู้ว่าเราเห็นแก่ตัว แต่มันคือสิทธิ์ที่เรากับแม่ควรจะได้รับ ถ้าเราเซ็นยินยอมยกเงินก้อนให้ย่า แต่ย่าอยู่ไม่ถึง 4 ปี ที่กำหนด ย่าเสียก่อน เงินก้อนนี้ก็จะตกไปเป็นของป้าแน่นอน เราและแม่ก็จะไม่ได้อะไรเลย ทั้งๆที่มันควรจะได้รับ เรารู้สึกไม่โอเคมากๆ แต่ด้วยความที่เรายังไม่รู้เงื่อนไขของเงินนี้อย่างชัดเจน เลยไม่ได้พูดกับป้าตรงๆ สิ่งที่เรากังวลคือ กลัวว่าถ้าย่าได้เงินก้อนไป คนที่ใช้เงินจะไม่ใช่ย่าค่ะ เราเลยอยากรักษาสิทธิของเราและแม่ แต่ก็ไม่อยากมีปัญหา และก็อยากให้ย่าได้รับเงินเป็นเดือนๆไปดีกว่า มันใช้จ่ายได้สะดวกกว่า แต่เอาเข้าจริงๆเรายังไม่รู้เลยว่า เงินส่วนนี้ย่าได้ใช้จริงๆไหม หรือใครใช้ เพราะทางป้าไม่ได้เอาบัญชีมาให้เรา แม่ และป้าๆลุงๆคนอื่นๆเห็นค่ะ ชีวิตความเป็นอยู่ของย่า อาหารการกิน เรารู้สึกว่ามันไม่ดีขึ้นเลย มันดูไม่มีจะกินเกินไป กินข้าวกับไข่ต้ม บ้านก็แทบไม่มีอะไร
แต่เราก็เข้าใจถ้าป้าก็จะใช้เงิน เพราะป้าดูแลย่า แต่เราคิดว่า ย่าควรได้รับอะไรดีๆกว่านี้ เพราะมีเงินให้ใช้ทุกเดือน ตอนพ่อเราเสียใหม่ๆ ป้าคนนี้พูดกับแม่เราว่า ย่าจะได้รับอะไร แม่จะให้อะไรกับย่า(?) เราไม่โอเค เพราะฝั่งพ่อไม่เคยดูแลพ่อเลย พ่อเราจนที่สุดในตระกูลเลย ลำบากมาก แต่ไม่มีใครเห็นใจพ่อเลย และทางประกันสังคมแค่ขอให้พวกเราส่งเอกสารปีละ 1 ครั้งเองค่ะ ป้าเราเคยพูดว่าต้องเสียเงินเหมารถเขาออกมา ย่าก็แก่แล้ว เดินทางอะไรก็ลำบาก แต่เราว่ามันมีวิธีที่ดีกว่าจะขอเงินก้อน คือ ให้ป้านำเอกสารมาส่งแทนก็ได้ เพราะหากย่าเสียชีวิตยังไงแม่เราก็รับรู้และแจ้งประกันสังคมได้ จุดที่ทำให้ตัดสินใจยากคือ เราไม่รู้ว่านี่คือจุดประสงค์ของประกันสังคม หรือ ป้าไปร้องขอ เพราะเราและแม่ยังไม่ได้รับเอกสาร ต้องรอ แต่เราไม่อยากรอ อยากได้คำอธิบายอย่างชัดเจนเพื่อตัดสินใจว่าจะเซ็นหรือไม่ ถ้าให้เราไปเซ็นหน้างาน แน่นอนว่าเราจะถูกกดดันให้เซ็นเพื่อให้มันรวดเร็ว หากเซ็นไปแล้ว แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว แต่ก็กลัวประกันสังคมจะให้ไปคุยกับป้าเอง ซึ่งแน่นอนว่าป้าไม่บอกเราตรงๆแน่ค่ะ ขนาดวันนี้เราลองถาม เขายังเลี่ยงที่จะพูด พยายามพูดให้เรารู้ว่า ย่ามาไม่ไหวแล้วแค่นี้
เราอึดอัดมากเลยค่ะ เหมือนจะรู้ แต่ก็ไม่รู้ว่าปัญหามันอยู่ตรงไหน ควรเริ่มแก้ไขหรือพูดคุยจากจุดไหน พี่ๆคนไหนสามารถให้คำปรึกษาเราได้บ้างไหมคะ แค่พอแก้ไขได้เล็กๆน้อยๆก็ได้ค่ะะ ไม่เอาให้เรื่องใหญ่โตจนถึงฟ้องร้องนะคะ5555 เรากังวลใจมากๆ ใจนึงก็อยากจะพูดแรงๆให้ป้าได้คิด แต่ใจนึงก็ไม่อยากให้แม่เดือดร้อน เพราะถ้าเราทำ พวกเขาต้องโทรไปต่อว่าแม่แน่ๆ มีทางไหนที่เราสามารถแก้ไขปัญหาเองได้ไหมคะ