เก้าโมงครึ่งของวันเสาร์ เขาตื่นไปไม่ทันตักบาตร อีกแล้ว วิวัฒน์เอื้อมมือคว้านาฬิกา ตรงหัวเตียงมาดู ฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ ตกค้างจากเมื่อคืนวาน ทำให้สมองของเขาทำงานช้า เมื่อวานเขาโดนเพื่อนสมัยมหาวิทยาลัย มาลากตัวถึงที่ทำงาน เข้าผับโน้น ออกผับนี้ กว่าจะกลับถึงบ้านก็เกือบตีสี่ ในหัวเขาตอนนี้เหมือนมี กองทหารเดินสวนสนามอยู่สักกองพัน เขาฝืนลุกขึ้นอาบน้ำแต่งตัวลงมาชั้นล่างได้ ก็เป็นเวลาเกือบ สิบโมงแล้ว
“คุณเล็กจะรับอาหารเช้าไหมค่ะ ป้าเก็บข้าวต้มปลาไว้ให้อุ่นแป๊บเดียวก็ได้กินแล้ว” เสียงแม่บ้าน ถามทันที เมื่อเห็นเขาเดินลงมาจากบันได
“ป้าโสภา ให้เด็กเอาไปเสิร์ฟ ที่ศาลาริมน้ำด้วยแล้วกันขอกาแฟแก่หนึ่ง น้ำส้มหรือน้ำฝรั่ง อะไรก็ได้อีกหนึ่ง ขอแก้วโตๆนะป้า แล้ววันนี้คุณนายลงครัวไหม ?”
“คุณผู้หญิงให้เตรียมของทำราดหน้าหมูสับไว้คะ”
“คุณนายลงครัว ก็ออกไปไหนไม่ได้สิ ไม่อยู่ทานฝีมือคุณนาย เดี๋ยวโดนบ่นอีก”
“คุณเล็ก ก็หาสะใภ้มาทำให้แทนสิคะ ถ้าเบื่อฝีมือคุณแม่”
“โอ้ย จะมาแนวแม่อีกคนแล้ว ไม่คุยด้วยแล้ว” พูดจบก็เดินหลบออกไปทางประตูกระจกไปที่ศาลา
เป็นกิจวัตรที่ วิทยาและราตรี จะมากรวดน้ำที่ศาลาริมน้ำให้วิญญาณ คุณละเอียดแล้วนั่งเล่นต่อไปเรื่อยๆ จนเกือบถึงเวลาอาหารกลางวัน เขาได้ยินเสียงเพลง สุนทราภรณ์ดังแว่วๆ มาจากตัวศาลา
คุณพ่อคงจะหอบเจ้าเครื่องเสียงกระเป๋าหิ้ว ตัวละหลายหมื่นมานั่งฟังที่ศาลาอีกตามเคย
ภาพที่เขาเห็นคือ พ่อกำลัง สาละวนกับการเลือกเพลงจากแผ่นซีดี ส่วนแม่นอนอยู่บนเก้าอี้ผ้าใบ คอยสั่งเพลงว่าอยากฟังเพลงอะไร ข้างๆเก้าอี้มีกองนิตยสาร ผู้หญิงวางไว้ สามสี่เล่ม
“วันนี้คุณพ่อ เป็นเลขา ให้คุณนายเหรอครับ”
“ตื่นแล้วเหรอ ไอ้ตัวยุ่ง นึกว่าแกจะนอนจนเลยเที่ยงแล้ว”เสียงพ่อตอบ แต่สายตาไม่ละไปจากแผ่นซีดี
“สังสรรค์ หนักไปหน่อยครับ กว่าจะกลับก็ตีสาม”
“เกือบตีสี่”เสียงของแม่ ดังสวนขึ้นทันควัน “แล้วเมาหรือเปล่า ฉันมีลูกคนเดียวนะไม่อยากเห็นเล็กเป็นอะไรไปเพราะเมาเหล้าแล้วไปขับรถ”
“ไม่เมาจ๊า” วิวัฒน์เข้าไปกอดผู้เป็นแม่ “ออกจากผับตอนตีสอง ก็ไปกินข้าวต้มต่อ กว่าจะออกจากร้านข้าวต้มก็สร่างไปเยอะแล้วไม่เมาแล้วจ๊ะ”เข้าแก้ตัวเมื่อรู้ตัวว่าโดนจับโกหกได้
“ไม่เมาแล้วไหงแฮงค์ละไอ้ตัวดี”เสียงผู้เป็นพ่อเริ่มเป็นแนวร่วมกับผู้เป็นแม่ ก่อนจะบุ้ยหน้าไปทาง ถาดอาหารที่ เด็กรับใช้นำมาเสิร์ฟ “นั้นมันเมนูแก้แฮงค์ประจำตัวแก ไม่ใช่เหรอ”
“ก็ นิดหน่อยเองพ่อ” เมื่อจนกับหลักฐาน ก็ต้องภาคเสธไว้ก่อน
“ลดๆบ้างนะเล็ก แม่เป็นห่วง”
“ครับ”เขารับคำเสียงอ่อย
วิวัฒน์ หันไปจัดการกับอาหารเช้า เพื่อเลี่ยงจากการถูกซักไซ้เรื่องออกไปสังสรรค์เมื่อวาน รอจนเขาซด น้ำฝรั่งแก้วโตหมด ก็โดนซักประเด็นใหม่ทันที
“แล้ว งานเป็นยังไงบ้าง”
“คุณพ่อ ไม่รอตอนรายงานที่ประชุม ละครับ อยู่บ้านอย่าเอางานมาทำสิครับ”
“ก็อาทิตย์นี้ เห็นแกแวบหาย ไปจากบริษัทอยู่เรื่อยๆ ไม่รู้ว่าแกไปทำงาน หรือแอบหนีไปเที่ยวที่ไหน นะสิ”
“ไปทำงานสิครับ ตอนนี้พี่จิ ให้ทำเรื่องรีสอร์ทต่อ เพราะที่ดินแปลงในสุดมีแววว่าจะเจรจาได้ คุณตากิจจาเจ้าของที่เพิ่งเสียไปลูกชายคนเดียว ก็เป็นนายหน้าให้เรามาก่อน น่าจะเจรจาได้ไม่ยากช่วงนี้ผมเลยออกสำรวจ เรื่องเส้นทางท่องเที่ยวไปด้วย”
วิวัฒน์ แปลกใจกับท่าทีของบิดา ที่นิ่งเงียบไป คล้ายกำลังนึกเรื่องสำคัญอะไรอยู่
“กิจจา นี่ใช่ กิจจา โชติแสงสกุลวงศ์ หรือเปล่า”คำถามของพ่อทำให้เขาอึ้งไป
“พี่จิ รายงานคุณพ่อแล้วเหรอครับ นี่แอบซ้อมค้างผมเปล่า”
“คุณวิทย์.....คุณตากิจจา ใช่หลานคุณละเอียดหรือเปล่าคะ”
คำถามของแม่ทำให้ทุกคนนิ่งงัน ไปทันที ตลอดเวลาหลายปีที่คุณละเอียดไม่ปรากฏกายให้ใครเห็น จะมีก็แต่คุณแม่คนเดียวที่สัมผัสได้ถึงวิญญาณ คุณละเอียด ซึ่งไม่บ่อยครั้งนัก ตัวเขาเองนั้นหลังจากเข้าเรียนมัธยมก็ไม่เห็น หรือได้ยินเสียงของ วิญญาณคุณละเอียดอีกเลย
“คุณกิจจา เป็นหลานป้าของคุณละเอียด ศาลาหลังนี้ผมซื้อต่อมาจากคุณกิจจา”เสียงของพ่อนั้นแผ่วเบาเหมือนจะหายไปในลำคอ
วิวัฒน์นั้นอ้าปากค้างกับคำตอบ มันเหลือเชื่อที่ครอบครัวเขาเข้าไปเกี่ยวข้องกับ เรื่องของคุณละเอียด อีกครั้งอย่างไม่คาดฝัน คุณแม่นั้นยกมือขึ้นเหมือนจะอธิฐานอะไร
“พรุ่งนี้ ตักบาตร อุทิศส่วนกุศลให้คุณกิจจา เถอะคะคุณวิทย์คุณละเอียดเองเธอก็คงอยาก อุทิศส่วนกุศลให้หลานเหมือนกัน”
------------------------------------------------
ซองไปรษณีย์ด่วนพิเศษ จ่าหน้าถึง หล่อน ส่งมาถึงเมื่อบ่ายกัลยาเก็บความสงสัยไว้โดย เก็บซองจดหมายไว้ในลิ้นชัก โต๊ะทำงานแล้วออกไปทำงานตามปกติของหล่อน จนเวลาเย็น จึงหยิบขึ้นมาดูอีกคร้ั้ง หลังจากทนายความอ่านพินัยกรรมของน้ากิจ แล้วหล่อนได้มรดกเป็นเครื่องเพชรจำนวนหนึ่ง กับโฉนดที่ดินบ้านสวนริมน้ำ พร้อมทั้งจดหมายส่วนตัวของน้ากิจ จ่าหน้าถึงหล่อน
ปฏิกิริยา ของก้องเกียรติ ที่ปริญญา บอกเล่าผ่านทางโทรศัพท์นั้น หล่อนนึกภาพออกได้ดี ก้องเกียรติไม่ได้ซุกงำความไม่พอใจไว้ในใจแต่แสดงออกโดยการพูดลอยๆ ว่าหลานสาวเข้าไปประจบเพื่อขอมรดกที่ควรจะเป็นของเขา ถ้าไม่มีปริญญาประกบไว้ วาณี คงได้อาละวาดใส่น้าชายแล้ว หล่อนคิดถูกที่ไหว้วาน ปริญญาให้ช่วยดูแลวาณี เพราะหล่อนเองก็ไม่แน่ใจตัวเองว่าจะครองสติได้ไหม เมื่อต้องเผชิญหน้ากับก้องเกียรติในเวลาเช่นนั้น
หล่อนตัดเปิดซองไปรษณีย์ด่วน ภายในเป็นซองสีขาว จ่าหน้าสั้นๆ เพียงแค่ กัลยา คงเป็นลายมือของน้ากิจจา
หล่อนค่อยๆ บรรจงตัดเปิดซอง ข้างในมีกระดาษที่เขียนด้วยลายมือค่อนข้างหวัดหนึ่งแผ่น หล่อนเริ่มไล่สายตาอ่านเนื้อความ
-----------------------------------
เมื่อแม่กัล ได้อ่านจดหมายนี้ ก็หมายถึงน้าได้ จากโลกนี้ไปแล้ว ความจริงน้าอยากจะเล่าเรื่องทั้งหมด และขอโทษแม่กัลด้วยตัวเอง แต่น้าไม่กล้าพอที่จะทำเช่นนั้น จึงทำได้แต่เพียง บอกเล่าผ่านจดหมายฉบับนี้และหวังว่า แม่กัล จะให้อภัยน้าด้วย
ชีวิตของแม่กัลยา ที่ต้องเกิดมาเป็นกำพร้านั้น น้าเองก็มีส่วนอยู่ไม่น้อย พี่ป๊วย พ่อของแม่กัลยา น้าเองเป็นพ่อสื่อให้กับพี่สาลี่โดยไม่คิดเลยว่า พี่ป๊วยกับพี่สาลี่ จะลักลอบพบกัน จนเกิดแม่กัลยาพี่ป๊วยที่เสียชีวิต ก็เพราะความคะนองนักเลงของน้าอีกนั้นแหละ ถ้าไม่เพราะพี่ป๊วยไปช่วยน้า พี่ป๊วยก็คงไม่ตาย ตอนที่น้ารู้ข่าวว่าพี่สาลี่คลอดแม่กัลยาแล้วเสียชีวิตนั้น น้าถูกส่งตัวไปอยู่ที่ปีนังเพื่อหนีคดี น้าไม่เคยมีโอกาสจะได้ขอโทษพี่สาลี่เลย
เมื่อน้ากลับมาเมืองไทย น้าหวังว่าจะได้ทดแทน สิ่งที่เคยทำผิดไปในอดีต น้าพยายามเป็นน้าที่ดี เพื่อชดเชย ที่ทำให้แม่กัล ต้องเป็นกำพร้า แต่ลูกของน้า ก็ชักนำเรื่องร้ายๆ มาให้แม่กัลอีก เป็นความผิดของน้าเองที่ไม่ทัดทานไว้ ปล่อยให้แม่กัล ไปอยู่กับคนเลวๆอย่าง อิทธิ สิ่งที่น้าช่วยแม่กัลและหลาน ไว้ก็เมื่อปลายเหตุแล้ว
ในวันที่น้าหมดลมหายใจแล้ว น้าขอคืนชุดเครื่องประดับของคุณแม่ ที่น้ารับฝากไว้ สมบัติที่ควรจะเป็นของพี่สาลี่ คืนให้กับแม่กัลยา รวมถึงที่ดินบ้านสวนและตึกใหญ่ น้ารู้ว่ามรดกที่น้ามอบให้แม่กัลยาคงทำให้ลูกชายน้าไม่พอใจ แต่หวังว่าแม่กัลยาจะรับเอาไว้
สุดท้ายนี้ น้าหวังว่าแม่กัลยา จะ อโหสิกรรม ให้กับสิ่งที่น้าได้ทำผิดพลาดไปในอดีต
น้ากิจจา
-------------------------------------------
กัลยา เก็บจดหมายพับใส่ซอง ตามเดิม เรื่องของพ่อ และแม่นั้นหล่อนพอจะทราบจากปากคำของคนรับใช้ในบ้าน แม้ว่าคุณตาจะสั่งห้ามใครพูดถึงพ่อกับแม่ก็ตาม แต่เรื่องที่น้ากิจจา เขียนไว้ช่วยเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไปในอดีต หล่อนไม่เคยคิดจะโทษน้าชาย ตอนนี้หล่อนรู้แล้วว่าทำไมสายตาที่น้ากิจ ยามมองดูหล่อน ทำไมถึงได้เศร้านัก
แล้วหล่อนจะจัดการมรดก พวกนี้ยังไงดีละ เครื่องเพชรอยู่ในเซฟธนาคาร คงให้วาณีไปตรวจดูแค่นั้น แต่ตึกใหญ่ที่บ้านสวนคงต้องมีคนไปดูแลประจำ .....ปล่อยให้ยายหวาน จัดการแล้วกัน
เก็บจดหมายใส่ลิ้นชัก ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเกือบจะหกโมงแล้ว
กัลยาหยิบโทรศัพท์ กดโทรไปยัง เบอร์ลูกสาว
“คะ หวานพูดคะ มีอะไรค่ะ? คุณแม่ ”เสียงตอบรับจากอีกปลายสาย
“แม่ได้รับจดหมายแล้วนะจ๊ะ”
“ทางนี้ก็เรียบร้อยดีคะ ทนายจะจัดการเรื่องโอนที่ตามพินัยกรรมให้หมด พี่ปุ่นจะตามไปด้วยวันโอน โฉนด หวานจะฝากพี่ปุ่นไปให้แม่แล้วกันนะคะ”
“หวาน แม่ฝากไปดูบ้านสวน บ่อยๆ ด้วยนะเรื่องค่าใช้จ่ายยังไงหวานโทรมาบอกแม่แล้วกัน แล้วแม่จะโอนไปให้”
ซักถามสารทุกข์สุขดิบกันนิดหน่อย กัลยาก็กดวางสายฝากงานเสร็จ ได้เวลาไปทำอาหารเย็นให้สามีแล้ว
ก็แค่ที่บ้านสวน แปลงเดียวเอง ลูกฉันดูได้อยู่แล้ว หล่อนคิดในใจ
-------------------------------------------------------
“เวร แล้วไหมละ” เสียงสบถ จากจิระดังขึ้นแทบจะพร้อมกับนิ้วที่กดวางสายโทรศัพท์มือถือ
“เรื่องอะไรอีกละพี่” วิวัฒน์ เงยหน้าจากแฟ้มเอกสาร กองโต เขาโดนเรียกเข้ามาช่วยทำรายงานสรุปความคืบหน้าให้ กรรมการบริหารทราบอาทิตย์หน้า แต่ดูเหมือน จะมีเหตุให้จิระอารมณ์เสียจนไม่เป็นอันทำงาน
“พวกที่ดิน โทรมาบอกเรื่องที่มรดก นายเกียรติแห้ว คุณตากิจจายกให้หลานสาวที่สุราษฏร์ธานี โน้นเลย”
“คิดในแง่ดีสิพี่ อยู่ไกลขนาดนั้น อาจจะไม่เก็บไว้ก็ได้”
“เออ ขอให้เป็นแบบเล็กว่าเถอะ ยังไงก็ต้องตามไว้ก่อน”
จิระเริ่มรื้อสมุดใส่นามบัตรออกมาเปิดไล่ดู เขาอดสงสัยไม่ได้ว่าจิระไปรู้จักคนมากมายขนาดนั้นได้ยังไง แล้วความจำของรุ่นพี่คนนี้เป็นคอมพิวเตอร์หรืออย่างไร ถึงได้เก็บรายละเอียดของผู้คนได้มากมายขนาดนั้น จิระจำทุกคนที่โทรหาได้ แม้จะเป็นรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ เพียงแค่แวบเดียว จิระก็สามารถติดต่อหาคนรู้จักที่ สุราษฏร์ธานี ได้สองคนให้ช่วยเป็นนายหน้าติดต่อ เรื่องซื้อที่ดิน
“ต้องลุ้นหน่อย คุณกัลยา นี่ติดต่อยาก เห็นว่า สามีหวงไม่ค่อยยอมให้ออกงาน” จิระเอ่ยหลังจากวางหูโทรศัพท์
“แล้วฐานะ ทางโน้นเป็นยังไงครับ”
“ก็ขั้นเศรษฐี แหละสามีเป็นเจ้าของรีสอร์ท กับ บริษัทรับส่งของ พวกผู้กว้างขวางนะ ” จิระเงียบไปพักหนึ่ง สายตาที่จ้องมาที่เขานั้นทำให้เขาเหมือนโดนจับผิด “สาวหวาน ที่แกฝากให้พี่สืบนะน่าจะเป็นลูก คุณกัลยา”
“จริง เหรอพี่ ” ข้อมูลใหม่ที่เข้ามา ในหัวทำให้ขาเริ่มลำดับญาติ ถ้างั้น แม่หวานหน้าหมวยมิเป็นเหลนคุณละเอียด เหรอ?
“ก็ถ้า สาวหมวย ตัวเล็กนั่น ชื่อหวาน ก็ตรงกับลูกสาวคุณกัลยาที่รับมอบอำนาจไปรับโอนที่ ชื่อเต็ม วาณี นพกรกิจ”
“นพกรกิจ นามสกุลเดียวกับ รัฐมนตรี อิทธิ เลย”
“ก็คงญาติๆกันมั้ง รัฐมนตรีอิทธิ ก็คน สมุทรสาคร แต่เรื่องนามสกุลอันนี้พี่ก็งงๆ อยู่เพราะคนละนามสกุล กับทางแม่ สงสัยทางแม่จะแต่งงานใหม่”
“ให้ผมเข้าทางลูกสาวไหมครับ พี่จิ”
“เฮ้ย ไม่ต้อง นี่รสนิยมแกชอบสาวหมวยเหรอ พี่เพิ่งรู้”
วิวัฒน์ไม่ตอบ เขาแค่อมยิ้มเงียบๆ
วาณี นพกรกิจ อย่างน้อยก็รู้คืบหน้าขึ้นอีกนิด
---------------------------------------------------------------
ตามรักคืนเรือน ตอนที่ 6
“คุณเล็กจะรับอาหารเช้าไหมค่ะ ป้าเก็บข้าวต้มปลาไว้ให้อุ่นแป๊บเดียวก็ได้กินแล้ว” เสียงแม่บ้าน ถามทันที เมื่อเห็นเขาเดินลงมาจากบันได
“ป้าโสภา ให้เด็กเอาไปเสิร์ฟ ที่ศาลาริมน้ำด้วยแล้วกันขอกาแฟแก่หนึ่ง น้ำส้มหรือน้ำฝรั่ง อะไรก็ได้อีกหนึ่ง ขอแก้วโตๆนะป้า แล้ววันนี้คุณนายลงครัวไหม ?”
“คุณผู้หญิงให้เตรียมของทำราดหน้าหมูสับไว้คะ”
“คุณนายลงครัว ก็ออกไปไหนไม่ได้สิ ไม่อยู่ทานฝีมือคุณนาย เดี๋ยวโดนบ่นอีก”
“คุณเล็ก ก็หาสะใภ้มาทำให้แทนสิคะ ถ้าเบื่อฝีมือคุณแม่”
“โอ้ย จะมาแนวแม่อีกคนแล้ว ไม่คุยด้วยแล้ว” พูดจบก็เดินหลบออกไปทางประตูกระจกไปที่ศาลา
เป็นกิจวัตรที่ วิทยาและราตรี จะมากรวดน้ำที่ศาลาริมน้ำให้วิญญาณ คุณละเอียดแล้วนั่งเล่นต่อไปเรื่อยๆ จนเกือบถึงเวลาอาหารกลางวัน เขาได้ยินเสียงเพลง สุนทราภรณ์ดังแว่วๆ มาจากตัวศาลา
คุณพ่อคงจะหอบเจ้าเครื่องเสียงกระเป๋าหิ้ว ตัวละหลายหมื่นมานั่งฟังที่ศาลาอีกตามเคย
ภาพที่เขาเห็นคือ พ่อกำลัง สาละวนกับการเลือกเพลงจากแผ่นซีดี ส่วนแม่นอนอยู่บนเก้าอี้ผ้าใบ คอยสั่งเพลงว่าอยากฟังเพลงอะไร ข้างๆเก้าอี้มีกองนิตยสาร ผู้หญิงวางไว้ สามสี่เล่ม
“วันนี้คุณพ่อ เป็นเลขา ให้คุณนายเหรอครับ”
“ตื่นแล้วเหรอ ไอ้ตัวยุ่ง นึกว่าแกจะนอนจนเลยเที่ยงแล้ว”เสียงพ่อตอบ แต่สายตาไม่ละไปจากแผ่นซีดี
“สังสรรค์ หนักไปหน่อยครับ กว่าจะกลับก็ตีสาม”
“เกือบตีสี่”เสียงของแม่ ดังสวนขึ้นทันควัน “แล้วเมาหรือเปล่า ฉันมีลูกคนเดียวนะไม่อยากเห็นเล็กเป็นอะไรไปเพราะเมาเหล้าแล้วไปขับรถ”
“ไม่เมาจ๊า” วิวัฒน์เข้าไปกอดผู้เป็นแม่ “ออกจากผับตอนตีสอง ก็ไปกินข้าวต้มต่อ กว่าจะออกจากร้านข้าวต้มก็สร่างไปเยอะแล้วไม่เมาแล้วจ๊ะ”เข้าแก้ตัวเมื่อรู้ตัวว่าโดนจับโกหกได้
“ไม่เมาแล้วไหงแฮงค์ละไอ้ตัวดี”เสียงผู้เป็นพ่อเริ่มเป็นแนวร่วมกับผู้เป็นแม่ ก่อนจะบุ้ยหน้าไปทาง ถาดอาหารที่ เด็กรับใช้นำมาเสิร์ฟ “นั้นมันเมนูแก้แฮงค์ประจำตัวแก ไม่ใช่เหรอ”
“ก็ นิดหน่อยเองพ่อ” เมื่อจนกับหลักฐาน ก็ต้องภาคเสธไว้ก่อน
“ลดๆบ้างนะเล็ก แม่เป็นห่วง”
“ครับ”เขารับคำเสียงอ่อย
วิวัฒน์ หันไปจัดการกับอาหารเช้า เพื่อเลี่ยงจากการถูกซักไซ้เรื่องออกไปสังสรรค์เมื่อวาน รอจนเขาซด น้ำฝรั่งแก้วโตหมด ก็โดนซักประเด็นใหม่ทันที
“แล้ว งานเป็นยังไงบ้าง”
“คุณพ่อ ไม่รอตอนรายงานที่ประชุม ละครับ อยู่บ้านอย่าเอางานมาทำสิครับ”
“ก็อาทิตย์นี้ เห็นแกแวบหาย ไปจากบริษัทอยู่เรื่อยๆ ไม่รู้ว่าแกไปทำงาน หรือแอบหนีไปเที่ยวที่ไหน นะสิ”
“ไปทำงานสิครับ ตอนนี้พี่จิ ให้ทำเรื่องรีสอร์ทต่อ เพราะที่ดินแปลงในสุดมีแววว่าจะเจรจาได้ คุณตากิจจาเจ้าของที่เพิ่งเสียไปลูกชายคนเดียว ก็เป็นนายหน้าให้เรามาก่อน น่าจะเจรจาได้ไม่ยากช่วงนี้ผมเลยออกสำรวจ เรื่องเส้นทางท่องเที่ยวไปด้วย”
วิวัฒน์ แปลกใจกับท่าทีของบิดา ที่นิ่งเงียบไป คล้ายกำลังนึกเรื่องสำคัญอะไรอยู่
“กิจจา นี่ใช่ กิจจา โชติแสงสกุลวงศ์ หรือเปล่า”คำถามของพ่อทำให้เขาอึ้งไป
“พี่จิ รายงานคุณพ่อแล้วเหรอครับ นี่แอบซ้อมค้างผมเปล่า”
“คุณวิทย์.....คุณตากิจจา ใช่หลานคุณละเอียดหรือเปล่าคะ”
คำถามของแม่ทำให้ทุกคนนิ่งงัน ไปทันที ตลอดเวลาหลายปีที่คุณละเอียดไม่ปรากฏกายให้ใครเห็น จะมีก็แต่คุณแม่คนเดียวที่สัมผัสได้ถึงวิญญาณ คุณละเอียด ซึ่งไม่บ่อยครั้งนัก ตัวเขาเองนั้นหลังจากเข้าเรียนมัธยมก็ไม่เห็น หรือได้ยินเสียงของ วิญญาณคุณละเอียดอีกเลย
“คุณกิจจา เป็นหลานป้าของคุณละเอียด ศาลาหลังนี้ผมซื้อต่อมาจากคุณกิจจา”เสียงของพ่อนั้นแผ่วเบาเหมือนจะหายไปในลำคอ
วิวัฒน์นั้นอ้าปากค้างกับคำตอบ มันเหลือเชื่อที่ครอบครัวเขาเข้าไปเกี่ยวข้องกับ เรื่องของคุณละเอียด อีกครั้งอย่างไม่คาดฝัน คุณแม่นั้นยกมือขึ้นเหมือนจะอธิฐานอะไร
“พรุ่งนี้ ตักบาตร อุทิศส่วนกุศลให้คุณกิจจา เถอะคะคุณวิทย์คุณละเอียดเองเธอก็คงอยาก อุทิศส่วนกุศลให้หลานเหมือนกัน”
------------------------------------------------
ซองไปรษณีย์ด่วนพิเศษ จ่าหน้าถึง หล่อน ส่งมาถึงเมื่อบ่ายกัลยาเก็บความสงสัยไว้โดย เก็บซองจดหมายไว้ในลิ้นชัก โต๊ะทำงานแล้วออกไปทำงานตามปกติของหล่อน จนเวลาเย็น จึงหยิบขึ้นมาดูอีกคร้ั้ง หลังจากทนายความอ่านพินัยกรรมของน้ากิจ แล้วหล่อนได้มรดกเป็นเครื่องเพชรจำนวนหนึ่ง กับโฉนดที่ดินบ้านสวนริมน้ำ พร้อมทั้งจดหมายส่วนตัวของน้ากิจ จ่าหน้าถึงหล่อน
ปฏิกิริยา ของก้องเกียรติ ที่ปริญญา บอกเล่าผ่านทางโทรศัพท์นั้น หล่อนนึกภาพออกได้ดี ก้องเกียรติไม่ได้ซุกงำความไม่พอใจไว้ในใจแต่แสดงออกโดยการพูดลอยๆ ว่าหลานสาวเข้าไปประจบเพื่อขอมรดกที่ควรจะเป็นของเขา ถ้าไม่มีปริญญาประกบไว้ วาณี คงได้อาละวาดใส่น้าชายแล้ว หล่อนคิดถูกที่ไหว้วาน ปริญญาให้ช่วยดูแลวาณี เพราะหล่อนเองก็ไม่แน่ใจตัวเองว่าจะครองสติได้ไหม เมื่อต้องเผชิญหน้ากับก้องเกียรติในเวลาเช่นนั้น
หล่อนตัดเปิดซองไปรษณีย์ด่วน ภายในเป็นซองสีขาว จ่าหน้าสั้นๆ เพียงแค่ กัลยา คงเป็นลายมือของน้ากิจจา
หล่อนค่อยๆ บรรจงตัดเปิดซอง ข้างในมีกระดาษที่เขียนด้วยลายมือค่อนข้างหวัดหนึ่งแผ่น หล่อนเริ่มไล่สายตาอ่านเนื้อความ
-----------------------------------
เมื่อแม่กัล ได้อ่านจดหมายนี้ ก็หมายถึงน้าได้ จากโลกนี้ไปแล้ว ความจริงน้าอยากจะเล่าเรื่องทั้งหมด และขอโทษแม่กัลด้วยตัวเอง แต่น้าไม่กล้าพอที่จะทำเช่นนั้น จึงทำได้แต่เพียง บอกเล่าผ่านจดหมายฉบับนี้และหวังว่า แม่กัล จะให้อภัยน้าด้วย
ชีวิตของแม่กัลยา ที่ต้องเกิดมาเป็นกำพร้านั้น น้าเองก็มีส่วนอยู่ไม่น้อย พี่ป๊วย พ่อของแม่กัลยา น้าเองเป็นพ่อสื่อให้กับพี่สาลี่โดยไม่คิดเลยว่า พี่ป๊วยกับพี่สาลี่ จะลักลอบพบกัน จนเกิดแม่กัลยาพี่ป๊วยที่เสียชีวิต ก็เพราะความคะนองนักเลงของน้าอีกนั้นแหละ ถ้าไม่เพราะพี่ป๊วยไปช่วยน้า พี่ป๊วยก็คงไม่ตาย ตอนที่น้ารู้ข่าวว่าพี่สาลี่คลอดแม่กัลยาแล้วเสียชีวิตนั้น น้าถูกส่งตัวไปอยู่ที่ปีนังเพื่อหนีคดี น้าไม่เคยมีโอกาสจะได้ขอโทษพี่สาลี่เลย
เมื่อน้ากลับมาเมืองไทย น้าหวังว่าจะได้ทดแทน สิ่งที่เคยทำผิดไปในอดีต น้าพยายามเป็นน้าที่ดี เพื่อชดเชย ที่ทำให้แม่กัล ต้องเป็นกำพร้า แต่ลูกของน้า ก็ชักนำเรื่องร้ายๆ มาให้แม่กัลอีก เป็นความผิดของน้าเองที่ไม่ทัดทานไว้ ปล่อยให้แม่กัล ไปอยู่กับคนเลวๆอย่าง อิทธิ สิ่งที่น้าช่วยแม่กัลและหลาน ไว้ก็เมื่อปลายเหตุแล้ว
ในวันที่น้าหมดลมหายใจแล้ว น้าขอคืนชุดเครื่องประดับของคุณแม่ ที่น้ารับฝากไว้ สมบัติที่ควรจะเป็นของพี่สาลี่ คืนให้กับแม่กัลยา รวมถึงที่ดินบ้านสวนและตึกใหญ่ น้ารู้ว่ามรดกที่น้ามอบให้แม่กัลยาคงทำให้ลูกชายน้าไม่พอใจ แต่หวังว่าแม่กัลยาจะรับเอาไว้
สุดท้ายนี้ น้าหวังว่าแม่กัลยา จะ อโหสิกรรม ให้กับสิ่งที่น้าได้ทำผิดพลาดไปในอดีต
น้ากิจจา
-------------------------------------------
กัลยา เก็บจดหมายพับใส่ซอง ตามเดิม เรื่องของพ่อ และแม่นั้นหล่อนพอจะทราบจากปากคำของคนรับใช้ในบ้าน แม้ว่าคุณตาจะสั่งห้ามใครพูดถึงพ่อกับแม่ก็ตาม แต่เรื่องที่น้ากิจจา เขียนไว้ช่วยเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไปในอดีต หล่อนไม่เคยคิดจะโทษน้าชาย ตอนนี้หล่อนรู้แล้วว่าทำไมสายตาที่น้ากิจ ยามมองดูหล่อน ทำไมถึงได้เศร้านัก
แล้วหล่อนจะจัดการมรดก พวกนี้ยังไงดีละ เครื่องเพชรอยู่ในเซฟธนาคาร คงให้วาณีไปตรวจดูแค่นั้น แต่ตึกใหญ่ที่บ้านสวนคงต้องมีคนไปดูแลประจำ .....ปล่อยให้ยายหวาน จัดการแล้วกัน
เก็บจดหมายใส่ลิ้นชัก ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเกือบจะหกโมงแล้ว
กัลยาหยิบโทรศัพท์ กดโทรไปยัง เบอร์ลูกสาว
“คะ หวานพูดคะ มีอะไรค่ะ? คุณแม่ ”เสียงตอบรับจากอีกปลายสาย
“แม่ได้รับจดหมายแล้วนะจ๊ะ”
“ทางนี้ก็เรียบร้อยดีคะ ทนายจะจัดการเรื่องโอนที่ตามพินัยกรรมให้หมด พี่ปุ่นจะตามไปด้วยวันโอน โฉนด หวานจะฝากพี่ปุ่นไปให้แม่แล้วกันนะคะ”
“หวาน แม่ฝากไปดูบ้านสวน บ่อยๆ ด้วยนะเรื่องค่าใช้จ่ายยังไงหวานโทรมาบอกแม่แล้วกัน แล้วแม่จะโอนไปให้”
ซักถามสารทุกข์สุขดิบกันนิดหน่อย กัลยาก็กดวางสายฝากงานเสร็จ ได้เวลาไปทำอาหารเย็นให้สามีแล้ว ก็แค่ที่บ้านสวน แปลงเดียวเอง ลูกฉันดูได้อยู่แล้ว หล่อนคิดในใจ
-------------------------------------------------------
“เวร แล้วไหมละ” เสียงสบถ จากจิระดังขึ้นแทบจะพร้อมกับนิ้วที่กดวางสายโทรศัพท์มือถือ
“เรื่องอะไรอีกละพี่” วิวัฒน์ เงยหน้าจากแฟ้มเอกสาร กองโต เขาโดนเรียกเข้ามาช่วยทำรายงานสรุปความคืบหน้าให้ กรรมการบริหารทราบอาทิตย์หน้า แต่ดูเหมือน จะมีเหตุให้จิระอารมณ์เสียจนไม่เป็นอันทำงาน
“พวกที่ดิน โทรมาบอกเรื่องที่มรดก นายเกียรติแห้ว คุณตากิจจายกให้หลานสาวที่สุราษฏร์ธานี โน้นเลย”
“คิดในแง่ดีสิพี่ อยู่ไกลขนาดนั้น อาจจะไม่เก็บไว้ก็ได้”
“เออ ขอให้เป็นแบบเล็กว่าเถอะ ยังไงก็ต้องตามไว้ก่อน”
จิระเริ่มรื้อสมุดใส่นามบัตรออกมาเปิดไล่ดู เขาอดสงสัยไม่ได้ว่าจิระไปรู้จักคนมากมายขนาดนั้นได้ยังไง แล้วความจำของรุ่นพี่คนนี้เป็นคอมพิวเตอร์หรืออย่างไร ถึงได้เก็บรายละเอียดของผู้คนได้มากมายขนาดนั้น จิระจำทุกคนที่โทรหาได้ แม้จะเป็นรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ เพียงแค่แวบเดียว จิระก็สามารถติดต่อหาคนรู้จักที่ สุราษฏร์ธานี ได้สองคนให้ช่วยเป็นนายหน้าติดต่อ เรื่องซื้อที่ดิน
“ต้องลุ้นหน่อย คุณกัลยา นี่ติดต่อยาก เห็นว่า สามีหวงไม่ค่อยยอมให้ออกงาน” จิระเอ่ยหลังจากวางหูโทรศัพท์
“แล้วฐานะ ทางโน้นเป็นยังไงครับ”
“ก็ขั้นเศรษฐี แหละสามีเป็นเจ้าของรีสอร์ท กับ บริษัทรับส่งของ พวกผู้กว้างขวางนะ ” จิระเงียบไปพักหนึ่ง สายตาที่จ้องมาที่เขานั้นทำให้เขาเหมือนโดนจับผิด “สาวหวาน ที่แกฝากให้พี่สืบนะน่าจะเป็นลูก คุณกัลยา”
“จริง เหรอพี่ ” ข้อมูลใหม่ที่เข้ามา ในหัวทำให้ขาเริ่มลำดับญาติ ถ้างั้น แม่หวานหน้าหมวยมิเป็นเหลนคุณละเอียด เหรอ?
“ก็ถ้า สาวหมวย ตัวเล็กนั่น ชื่อหวาน ก็ตรงกับลูกสาวคุณกัลยาที่รับมอบอำนาจไปรับโอนที่ ชื่อเต็ม วาณี นพกรกิจ”
“นพกรกิจ นามสกุลเดียวกับ รัฐมนตรี อิทธิ เลย”
“ก็คงญาติๆกันมั้ง รัฐมนตรีอิทธิ ก็คน สมุทรสาคร แต่เรื่องนามสกุลอันนี้พี่ก็งงๆ อยู่เพราะคนละนามสกุล กับทางแม่ สงสัยทางแม่จะแต่งงานใหม่”
“ให้ผมเข้าทางลูกสาวไหมครับ พี่จิ”
“เฮ้ย ไม่ต้อง นี่รสนิยมแกชอบสาวหมวยเหรอ พี่เพิ่งรู้”
วิวัฒน์ไม่ตอบ เขาแค่อมยิ้มเงียบๆ
วาณี นพกรกิจ อย่างน้อยก็รู้คืบหน้าขึ้นอีกนิด
---------------------------------------------------------------