พรายเสน่หา บทที่ 10

กระทู้สนทนา
พรายเสน่หา บทนำ และ บทที่ 1  http://pantip.com/topic/30419026
พรายเสน่หา บทที่ 2  http://pantip.com/topic/30420413
พรายเสน่หา บทที่ 3  http://pantip.com/topic/30422658
พรายเสน่หา บทที่ 4  http://pantip.com/topic/30458126
พรายเสน่หา บทที่ 5  http://pantip.com/topic/30462595
พรายเสน่หา บทที่ 6  http://pantip.com/topic/30476309
พรายเสน่หา บทที่ 7  http://pantip.com/topic/30481791
พรายเสน่หา บทที่ 8  http://pantip.com/topic/30499847
พรายเสน่หา บทที่ 9  http://pantip.com/topic/30507126

---------------------------------------------------------------------------------


บทที่ 10



    การหันหลังกลับ แล้วถูกอะไรสักอย่างพุ่งเข้าทำร้าย สภาพการตายขณะกำลังวิ่งหนี คงน่าเวทนากว่าการกล้าเผชิญกับความตาย

    แต่กระนั้น ฉันก็ยังชั่งใจว่า ถ้าหากมีโทรศัพท์สาธารณะอยู่ใกล้ๆ ก็อาจจะผละไปเพื่อโทร.เรียกตำรวจ โดยบานประตูที่เปิดแง้มอยู่นี้จะต้องไม่คลาดสายตา เพราะหากมีใครหนีออกมาฉันจะได้มองเห็น ทว่าก็ไม่มีให้เห็น

    และแม้จะจำได้ว่าเสียงนั้นไม่ใช่เสียงของพี่สิทธา แต่ถ้าเขาก็อยู่ในนั้นล่ะ ถ้าฉันหันหลังวิ่งหนีไปเสียเฉยๆ รอให้วันรุ่งขึ้นค่อยมีข่าวการฆาตกรรมหมู่ในสถานบันเทิงของพวกพราย นั่นคงกลายเป็นตราบาปให้ฉันไปชั่วชีวิต

    ดังนั้น ความอกสั่นขวัญแขวน กับเสียงที่เงียบหายไปแล้วนั่น จึงไม่สามารถยับยังให้ฉันค่อยก้าวเข้าไปในความมืดมิด

    ลากถังขยะใบหนึ่งมาขัดประตูใหญ่เอาไว้  อาศัยแสงจากด้านนอก ทำให้พอมองเห็นว่าในที่ที่แสงส่องไปถึงยังปลอดภัย ปลอดผู้คนหรืออะไรก็ตาม

    ห้องทำงานของมันไตรอยู่ทางขวา เป็นห้องเล็กที่อยู่ในห้องใหญ่ซึ่งเป็นบานกระจกใสโล่ง มีโต๊ะของพิชา และแผนกบัญชีตั้งอยู่ในนั้น ถัดมาเป็นแถวของตั้งเครื่องดื่มประเภทอัดลม และน้ำเปล่าบรรจุขวด ประตูห้องเก็บของที่แง้มไว้นิดๆ และตรงกลางด้านในสุดคือประตูกระจกใสอีกบาน ที่บัดนี้มองผ่านเข้าไปไม่เห็น เพราะความมืดทึบของด้านใน

    ฉันกลั้นลมหายใจ พยายามเงี่ยหูฟังที่มาของเสียงเมื่อครู่ หวังเหมือนกันว่าจะไม่ต้องได้ยินเสียงอื่นใดนอกจากนี้

    เสียงครางเบาๆ ดังขึ้นอีกครั้ง

จากประตูห้องทำงานของมันไตรที่ปิดสนิท เช่นเดียวกับประตูทางเข้าส่วนหน้าร้าน ทำให้แน่ใจว่าความสยองขวัญน่าจะรออยู่ในห้องเก็บของ

    ต้องคลำหาสวิตช์ไฟ เพราะไม่แน่ใจว่าอยู่ด้านไหนของเสาซีเมนต์แท่งใหญ่ข้างประตู  จากนั้นฉันก็เอื้อมเข้าไปเปิดอีกสวิตช์ที่อยู่ข้างกรอบประตูด้านในห้องเก็บของ

    ภาพที่เห็นตรงหน้าทำให้แทบเป็นลม มันไม่ได้สยดสยองไปด้วยกองเลือดเนื้อ หรือมีคราบมันสมองกระจายเกลื่อน ด้วยว่าเพียงแค่สภาพของคนตรงหน้า ก็ทำให้ฉันต้องเบือนหน้าหลบได้ทันที

    ร่างของหญิงสาวคล้ายถูกรัดด้วยพลาสติกถนอมอาหารที่มองไม่เห็น แล้วถูกจับบิดเป็นเกลียว ตั้งแต่ส่วนศีรษะถึงปลายเท้า พากันบิดเป็นดอกสว่านอย่างไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้

    “เริง... เริง...”

    ฉันกระซิบเรียกโดยยังไม่กล้าแตะต้องร่างที่หลับตานิ่ง

    “พวกมัน... ไปหมดแล้วหรือยัง”

    นั่นละที่สำคัญ

    “นี่ฉันเองนะ ปาลิน แฟน... เอิ่มม์... ที่อรัญเคยพามาเที่ยวไงล่ะ”

    กลางประโยค ฉันบอกตัวเองไม่ถูกจริงๆ ว่าจะอ้างสัมพันธภาพหลังคำว่า “แฟน” ว่าอย่างไร

    ฉันเรียกอีกสองสามคำ เปลือกตาของเริงฤดีจึงค่อยขยับ ก่อนจะหรี่ปรือขึ้นอย่างยากลำบาก

    “ลิน ปาลิน”

    เสียงนั้นแหบระโหย จนไม่อยากจะคาดเดาว่าหล่อนถูกทรมานให้อยู่ในท่าทางเช่นนี้มานานเท่าไหร่แล้ว

    “บอก... บอกคุณไตรด้วยนะ ว่าเราทำดีที่สุดแล้ว เรา... เรายังรักษาคำมั่นสัญญา แม้... แม้แต่ชีวิตเราก็ยอมแลก...”

    คำมั่นสัญญาอะไรเล่าจะสำคัญไปกว่า การไม่เปิดเผยที่พักผ่อนหลับนอนของพวกพราย

    “ใครหรือคะ ใครที่ทำกันได้ถึงขนาดนี้”

    “ร่างผีฟ้า เมื่อคืนพวกมันเข้ามา หลังจากที่คุณพิชากับจอห์นออกไปแล้ว มีแค่พาสนากับฉันที่กำลังเช็คสต๊อค”

    “พวกมันมาทำไม”

    ฉันก้มลงถามให้ใกล้เข้าไปอีก ไม่ได้สนใจสภาพเครื่องแต่งกายพนักงานเสิร์ฟที่วาบหวิวกว่าบาร์ที่ฉันทำงานเป็นร้อยเท่า แต่ที่ต้องลอบกลืนน้ำลายก็คือ รอยรูเล็กๆ บนคอของเริงฤดี

    “ตามหาคุณไตร มันถามว่าเราเอาคุณไตรไปซ่อนไว้ที่ไหน...”

    คนเล่ายังนอนบิดค้างอยู่ในท่าเดิม ทำให้ต้องหยุดพูดเป็นระยะเพราะหายใจไม่สะดวก

    “...มันถามว่า... โอย!....”

    ท้ายคำกลับเป็นคำร้องด้วยความเจ็บปวดจากการที่กระดูกทุกส่วนต้องแข็งค้างอยู่เป็นเวลานาน

    “แต่... พวกเธอไม่รู้นี่นา ก็ต้องตอบพวกนั้นว่าไม่รู้ ใช่ไหมล่ะ”

    “ถึงรู้ พวกฉันก็จะไม่มีวันบอกเด็ดขาด ต่อให้เอาชีวิตเข้าแลก”

    “นอกจากเธอกับพาสนาแล้ว ยังมีใครอีกหรือเปล่า”

    แต่ความเจ็บปวดเพราะท่าทางผิดทำชาติที่ทำให้ต้องทนทรมานนักหนานั่น คงทำให้เริงฤดีไม่สามารถจะพูดอะไรได้อีกต่อไป หล่อนหลับตาลงอีกครั้ง ให้ฉันได้พิจารณาได้ชัดๆ ถึงเปลือกตาปวดปูดชอกช้ำ โหนกแก้มปริแตกมีเลือดซึม

    ฉันต้องผละมาจากสาวเสิร์ฟ เปิดเข้าไปในห้องทำงานของส่วนบริหาร ใช้โทรศัพท์บนโต๊ะของพิชาโทรแจ้งตำรวจ ขณะที่สายตาก็เริ่มสำรวจไปทั่ว

    สัญลักษณ์คุ้นตา เป็นรูปดาวห้าแฉกดูเหมือนจะเป็นสัญลักษณ์สากลของพวกลัทธิมนตร์ดำไปเสียแล้ว มันปรากฏอยู่บนกระจกอีกด้านหนึ่ง ถูกเขียนขึ้นจากสีแดง ซึ่งบัดน้ำคล่ำก่ำและแห้งกรัง

    ฉันกลับมาหาเริงฤดีอีกครั้งเพื่อบอกหล่อนว่ากำลังจะมีคนมาช่วยแล้ว

    “ตอนนี้ ขา... ขาคุณเป็นไงบ้าง”

    เป็นส่วนของการบิดหมุนที่น่ากลัวที่สุดในความรู้สึกของฉัน ทั้งที่ไม่อยากจะฟังคำตอบ แต่ก็ต้องถามออกไป

    “ตอนนี้ มัน... มันไม่รู้สึกอะไรแล้ว... ไม่รู้สึกอะไรเลย”

    น้ำตาของเริงฤดีไหลพราก หล่อนคงรับรู้ถึงชะตากรรมของตัวเองเป็นอย่างดี

    “พาสนาล่ะ พาสนาอยู่ตรงไหนตอนที่...”

    “ห้องน้ำ กำลังทำความสะอาด”

    ฉันรีบฉันไปทางห้องน้ำ ลางสังหรณ์บางอย่างช่างน่ากลัว

    ประตูห้องน้ำปิดเงียบ จนฉันกลัวว่าจะมีใครซ่อนอยู่หลังประตูนั่นอีก แต่ก็ต้องแข็งใจผลักมันเข้าไป เพื่อพบกับภาพสยดสยอง... ของจริง

    เพราะสภาพร่างกายของพาสนานั้นไม่ต่างจากเริงฤดี นั่นคือถูกเวทย์คาถาบังคับให้ทั้งตัวบิดเปลี่ยนเกลียวคล้ายดอกสว่าน เพียงแต่ ความกะทันหันของการถูกคาถา ทำให้ล้มลงศีรษะฟาดกับขอบซีเมนต์ของอ่างล้างหน้า ยังมีคราบเลือดและเศษผมติดอยู่ตรงขอบเหนือศพของหล่อนด้วยซ้ำ

    ฉันต้องยกมือปิดปาก บังคับไม่ให้ตนเองกรีดร้อง แล้วถอยออกมาจากที่เกิดเหตุ รู้แน่ในใจว่า หมดทางช่วยเหลือร่างในห้องน้ำเสียแล้ว

    ไม่ได้บอกกับเริงฤดีหรอกว่าเพื่อนร่วมงานของหล่อนกลายเป็นศพไปแล้ว ฉันถามเพิ่มเติมว่าพิชากับจอห์นอยู่ที่ไหน ซึ่งหล่อนก็รักษาข้อตกลงของการเป็นลูกน้องพวกพรายได้อย่างยอดเยี่ยม นั่นคือ บอกฉันแค่ว่า สองตนนั่นจะมาถึงเดอะพรายหลังจากมืดแล้วเท่านั้น

    “หล่อน... นังนั่น... ชื่อ... วาณี”

    เริงฤดีหมายถึงหัวหน้าของพวกร่างผีฟ้า คลื่นความคิดของหล่อนบอกว่า วาณีตัวสูงมาก ขาวซีดไปทั้งตัว แต่กลับมีรอยสักอักขระเต็มตัวไปหมด ไม่เว้นแม้แต่ช่วงแก้มและหน้าผาก

    “มัน... แข็งแกร่งมาก... นั่นไง...”

    สาวเสิร์ฟผู้เคราะห์ร้ายตวัดสายตาไปทางประตูสู่ส่วนต้อนรับ ตอนแรกฉันตกใจ นึกว่าจะถูกโจมตี แต่พอสังเกตดีๆ จึงเห็นว่า มีท่อเหล็กอันหนึ่งแขวนขัดอยู่กับมือจับประตู ข้างๆ กัน รถเข็นลังน้ำอัดลม อยู่ในสภาพที่ถูกหักงอ และชิ้นส่วนที่หายไปก็คือที่แขวนอยู่นั่นเอง

    “แต่... คุณไตรต้องจัดการมันได้แน่ๆ”

    เริงฤดีพูดรัว คล้ายเป็นการรวบรวมเรี่ยวแรงครั้งสุดท้าย

    “ใช่... ต้องอย่างนั้นละ...”

    ฉันต้องพลอยเออออ ก่อนจะกระซิบบอกเป็นการเป็นงาน

    “ฉันต้องรีบไปจากตรงนี้แล้วนะเริง ไม่อย่างนั้นชีวิตที่ยุ่งยากอยู่แล้วของฉันจะยิ่งยุ่งหนักขึ้นไปอีก เธออย่าบอก หรืออย่าพูดถึงฉันนะ ถ้าเขาถาม บอกแค่มีคนมาเจอแล้วช่วยโทร.แจ้งก็พอ”

    “แล้ว... คุณไตร”

    “ไม่รู้สิ แต่เขาน่าจะปลอดภัย ใช่ไหมล่ะ”

    ที่ปดออกไปในคำแรก ทำให้ฉันต้องรีบพูดคำต่อๆ มา

    “ไปเถอะลิน... แค่เธอผ่านมา ก็ถือว่าเรายังไม่ถึงฆาตแล้วละ”

    คำว่า “เรา” ซึ่งเริงฤดีต้องหมายถึงตัวหล่อนกับพาสนา ทำให้ฉันแทบกลั้นน้ำตาไม่อยู่ ฉันรีบถอยออกมา เพราะไม่เห็นประโยชน์ว่าจะอยู่รอต่อไปทำไม ในเมื่อฉันไม่รู้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นที่เดอะพรายนี้เลยสักนิด รวมทั้งการสอบถามของเจ้าหน้าที่ตำรวจก็คงกินเวลาหลายชั่วโมง

    อีกใจก็อดห่วงเรื่องลายนิ้วมือไม่ได้ เพราะฉันก็จับนั่นนี่ทั่วไปหมด ดีแต่ว่าที่นั้นคือเดอะพราย ลายนิ้วมือเป็นหมื่นเป็นแสนละมั้งที่หน่วยพิสูจน์หลักฐานจะได้พบ

    ขับรถสวนกับรถฉุกเฉิน นึกภาวนาให้เริงฤดียังมีชีวิตรอด และรักษาสัญญาเรื่องจะไม่บอกตำรวจเกี่ยวกับคนที่ช่วยโทร.ขอความช่วยเหลือ

    อีกไกลพอสมควร กว่าจะรู้สึกตัวว่า จุดหมายร่อยรอยของฉันยังไม่ปรากฏ ที่อยู่ของพิชากันจอห์นยังเป็นปริศนา ซึ่งหมายความว่ายังไม่มีโอกาสจะรู้ข่าวของพี่สิทธา

    ฉันนึกถึงภูอินทร์ เลื่อนรถแอบเข้าในปั๊มน้ำมัน ก่อนจะเริ่มค้นหานามบัตรในช่องเก็บของหน้ารถ

    ภูอินทร์เป็นอีกทางเลือก ที่อาจเรียกได้ว่าเป็นทางเลือกสุดท้าย เขาเป็นอีกคนที่น่าจะรู้ที่อยู่ของสองลูกน้องผู้ภักดีของมันไตร และตอนนี้การรู้ที่อยู่ของสองคนนั่นก็สำคัญยิ่งขึ้น เพราะจำเป็นต้องเตือนให้พวกเขารู้ถึงอันตรายที่ใกล้เข้ามาทุกที

    นามบัตรอยู่ในมือแล้ว แต่ฉันก็ยังต้องชั่งใจอยู่ไม่วาย มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่พวกพรายจะบอกที่ซ่อนของตัวเองให้กับพวกสัตว์สมิงได้รับรู้ เนื่องจากช่วงเวลาหลบซ่อนตัวจากแสดงอาทิตย์ เป็นช่วงที่พรายอ่อนแอที่สุด ใครจะทำอย่างไรกับร่างกายของพวกเขา ก็แทบไม่มีแรงขัดขืน

    อีกเรื่องคือภูอินทร์ก็ไม่ได้รู้จักสนิทสนมหรือนิยมชมชอบอะไรกับพวกที่เดอะพรายนัก ตอนที่มันไตรบังคับให้เขาไปช่วยฉันค้นหาอรัญ เพื่อความสะดวกในการเคลื่อนไหวเวลากลางวัน นั่นก็เพราะพ่อของภูอินทร์ไปก่อเรื่องเอาไว้ เป็นหนี้สินการพนันก้อนโตที่ภูอินทร์ไม่มีปัญหาหามาชดใช้ได้ทันท่วงที นอกจากยอมรับงานความนั้น

    แม้ฉันจะรู้ว่าสำหรับภูอินทร์แล้ว หากฉันโทร.หาเขาจริงๆ แค่กริ๊งเดียวเขาก็จะรีบรับสาย และรีบมาพบฉันในทุกที่ที่ต้องการ เพราะเขาเป็นคนดี เป็นสัตว์สมิงที่นิสัยดีไม่แพ้คุณเขมเจ้านายของฉัน

    และถ้าหัวหน้าร่างผีฟ้าที่ชื่อวาณีมีฤทธานุภาพมากกว่าปกติเป็นสามสี่เท่า เพราะทั้งสามารถแปลงร่างได้ไม่ต่างจากพวกสัตว์สมิงหรือรากษส ทั้งมีเรี่ยวแรงพละกำลัง ความปราดเปรียวว่องไวไม่แพ้พวกพราย เพราะดื่มโลหิตของพรายอยู่เป็นประจำ ซ้ำความสามารถดั้งเดิม ที่สามารถร่ายเวทย์คาถาต่างๆ ตามลัทธิไสยดำหรือศาสตร์มืดได้อย่างช่ำชอง ถ้าคุณสมบัติทั้งหมดรวมอยู่ในตัวคนคนเดียว ภูอินทร์ก็ต้องเดือดร้อนเหมือนกัน ถ้าพวกมันคิดจะมาตอแยด้วย

    ในที่สุดฉันจึงตัดสินใจได้ โทร.หาภูอินทร์ และเขาก็เป็นคนรับสายด้วยตัวเอง เขาให้ฉันบอกที่อยู่แล้วจะมารับ ฉันต้องปฏิเสธ อ้างว่าขับรถมาเอง เขาเลยยิ่งเป็นห่วง เพราะการจราจรในกรุงเทพเวลานี้ติดขัดขนาดหนัก เลยบอกให้ฉันทิ้งรถเอาไว้ในปั๊ม แล้วขึ้นรถไฟฟ้ามาที่สำนักงาน เขาจะให้ลูกน้องไปขับกลับมาเอง

    ฉันโทร.หาผู้กองปราบดัสกรอีกครั้ง ซึ่งเป็นไปตามคาด คือยังปราศจากความคืบหน้าใดๆ ทั้งสิ้น
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่