
ผมรอพี่โน้สตั้งชื่อให้ไม่ได้หรอกครับ ผมจึงต้องทำเอง แต่ผมก็ไม่ได้โทษพี่เขาหรอกครับ......ทุกอย่างต้องทำด้วยตัวเองก่อนทั้งนั้น ก่อนจะร้องขอความช่วยเหลือจากคนอื่น....ผมจะเล่าให้ฟังก่อนที่จะออกมาเป็นปลาเส้นใหญ่ที่ส่งมาให้คุณตันได้ชิมซองนี้ครับ....บังเอิญวันนั้นเพื่อนผมมันเปิดหนังให้ดู เรื่อง วัยรุ่นพันล้าน ครับคุณตัน ...... ดูแล้วก็เกิดแรงบันดาลใจ ต้องลุกขึ้นไปหาอะไรทำซักอย่างแล้วล่ะ ผมจึงตัดสินใจขึ้นรถไป กรุงเทพฯ ไปคนเดียวเลยครับ เดี่ยวๆ เอาเงินที่ได้จากการเก็บได้จากการทำงานรีสอร์ท ติดตัวไปกรุงเทพฯ ....ตอนนั้นก็ยังไม่รู้ว่าจะขายอะไร ตอนที่ผมอยู่ในห้องเช่า ผมเปิดหนังเรื่องนี้ดูอีกรอบ ระหว่างนั้นก็แกะกินปลาเส้นไปด้วย แต่บังเอิญผมก็อยากลองกินแบบอบดูมั่ง ก็เลยเอาไปอบในไมโครเวฟ ปรากฎว่า มันไหม้ครึ่งนึงได้กินครึ่งนึง ผมทำแบบนี้อยู่ สี่ห้ารอบ ก็ยังเหมือนเดิม ....แล้ววินาทีนั้นผมก็คิดออกเลยครับว่า "ผมจะขายปลาเส้นย่าง" ....ผมรีบออกจากห้อง และติดต่อ ตามห้างต่างๆ ทั่วกรุงเทพ โดยไม่รู้ด้วยซ้าว่า ไปไงมาไง ขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินบ้าง แท็กซี่บ้าง เงินก็หายไปกับค่าที่พักและก็ค่าเดินทางเนี่ยล่ะครับ แต่ก็ยังสู้ต่อเพราะหวังว่าโชคจะช่วยให้ได้ทำเลดีๆ ในห้างบ้างโชคดีจริงๆครับคุณตัน ผมไปเจอคนเหนือเหมือนกัน พอดีเขามาเช่าที่ขายชาไข่มุก และกาแฟสด อยู่ในห้างเดอะวัน ติดๆ กับเซนทรัลลาดพร้าว

ผมก็ไปขอแบ่งพื้นที่เขาเพื่อจะขายปลาเส้นย่าง(ตอนนั้นยังนึกชื่อไม่ออก) ...เขาก็ยังไม่ตกลงหรอกครับ แต่เขาบอกว่าให้ผมลองๆดู ทำเลไปก่อน ช่วงนี้ก็ขายกาแฟช่วยพี่ไปก่อนละกันนะ ....ผมก็ดีใจสิครับ ผมก็รีบเตรียมเอกสาร รูปภาพ ติดต่อร้านที่จะทำคีออส เดินหาซื้อเตาย่าง ออกแบบป้ายร้าน ...........แล้วก็อีกเช่นเคย เขาบอกผมว่า “ จะขายได้เหรอน้อง.....ไม่ได้มาเล่นขายของนะ ” อ้างโน่นนี่ เอาเหตุผลมาประกอบ ไฟไม่พอ บ้าง ย่างแล้วจะเหม็นควันมั๊ย...ปลาเส้นย่าง ใครๆ เขาก็ย่างกินเองที่บ้าน ใส่ไมโครเวฟ แป๊บเดียวก็ได้กิน ..........ผมก็อธิบายให้ฟัง ว่ามันไม่ใช่แบบนั้น ..พี่เขาก็ไม่ยอมฟัง เงินที่มีก็จ่ายค่าที่พัก ค่าเดินทางไปเยอะแล้ว....จะไปหาที่ใหม่ ก็ค่าเช่าแพงมาก ค่าประกัน ค่าจิปาถะ อีกเยอะแยะ..........เอาแบบว่า คนจน อย่างผม โผล่หัวเข้าไปขายของในห้างไม่ได้เลย
กลับสิครับ...อยู่ทำไม แต่ไม่ได้กลับน่านนะครับ กลับไปเชียงใหม่...เพราะผมคิดว่า กรุงเทพฯเป็นเมืองธุรกิจ คนเยอะ เอาของอะไรมาขายก็ได้ขาย ..ก็จริง ครับ...แต่มันไม่ใช่ที่สำหรับผมจะเริ่มต้นทำธุรกิจ เพราะไม่รู้ที่มาที่ไป ทำเลไหนดีไม่ดี ..... ผมกลับมาเชียงใหม่ แรกๆ ก็ไม่ได้ทำอะไรอยู่หลายวันเหมือนกัน ..แต่สุดท้ายผมก็รอไม่ได้อีกแล้วครับคุณตัน ช่วงนั้นผมดูหนังวัยรุ่นพันล้าน ซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบเลยครับ ...แล้วผมก็เริ่มทำเหมือนในหนัง ไปติดต่อห้างต่างๆ ในเชียงใหม่ แต่ก็ไม่ไหวอยู่ดี เพราะค่าเช่าแพงมาก ผมไปทุกห้างที่มีในเชียงใหม่ แต่ไม่มีที่ไหนที่ผมจะพอเริ่มต้นได้เลย ....มันไม่ได้ง่ายเหมือนในหนังเรื่องนั้นเลย....ผมคิดที่จะไม่ขายในห้างแล้วตอนนั้น กลับมานั่งค้นหาในกูเกิลดูว่า มีปลาเส้นกี่อย่างที่มีขายในปัจจุบัน ผมค้นหาแบบเอาจริงเอาจังมาก ขนาดว่าในประเทศไทยมีกี่แบบ แล้วต่างประเทศมีกี่แบบขายที่ไหน สั่งยังไง เช่น ญี่ปุ่น ก็จะเป็น ปลาเส้นหลายๆ สี รสชีท รสสอดไส้....เยอะครับ !! แต่ถามว่าผมจะสั่งมาขายเลยได้มั๊ยตอนนั้น ก็ไม่ได้อยู่ดี เพราะไม่มีที่ขายไงครับคุณตัน.....บังเอิญอีกแล้วครับ ผมดูในกูเกิลไปเรื่อยๆ จนเจอร้านหนึ่งที่อยู่ระยอง ..เขาขายปลาหมึก ปลาเส้นยาว ผลิตภัณฑ์แปรรูปหลายอย่างจากทะเล....และก็ "ปลาทาโร่กรอบ(แม่ค้าบอกแบบนั้น)" ผมก็เลยลองสั่งมาลองชิมดู 1 ลัง ......อร่อยมากครับ....ตัดสินใจเลยว่า จะขายปลาทาโร่กรอบ ผมเอามาหักใส่ซองแล้วก็ขี่รถตระเวณขายตามร้านเหล้า อยู่ช่วงหนึ่ง เหนื่อยมากครับ ไม่ไหวแล้ว

......สุดท้ายโชคก็เข้าข้างผม ผมไปลองไปที่ Tops Supermarket ในห้างเซ็นทรัล กาดสวนแก้ว ผมเข้าไปถามผู้จัดการสาขา ว่าพอจะมีพื้นที่ว่างให้ผมประมาณ เมตรคูณเมตร มั๊ย ผมจะขายปลาเส้นย่าง ซองละ 20 บาท ...คำตอบของพี่เขาคำแรกคือ "ตอนนี้ไม่มีที่ว่างเลย อีกสองสามเดือนถึงจะว่าง" ถอดใจเลยสิครับ ต้องรออีกสามเดือนกว่าจะได้เริ่มขายแล้วทำไงดี.... ผมก็เลยหยิบปลาทาโร่กรอบและก็แบบโต๊ะคีออส แล้วก็รายละเอียดที่เตรียมมา ให้พี่เขาดู พี่ผู้จัดการชิมปลาทาโร่กรอบ แล้วเขาก็พูดว่า "ตามพี่มา" ก็ลุกขึ้นแล้วชวนผมเดินไปดูที่ว่างด้านหน้า Tops เลยทันทีครับ ....พี่เขาไม่เก็บค่าเช่า แต่จะขอแบ่งเปอร์เซ็นต์แทน จ่ายแค่ค่าประกันแค่ 5,000 บาทเท่านั้น ดีใจสุดๆ เลยครับ ลุยเลยสิครับ
.......ผมกลับมาที่ หอพัก เห็นคีออสขายลูกชิ้น อยู่อันหนึ่ง ผมจึงไปขอยืมคุณลุงข้างหอ เขาไม่ได้ใช้ ผมก็จัดการทาสี ทำป้าย ออกแบบสติกเกอร์ใหม่แปะเข้าไป(ผมมีรูปให้คุณตันดูด้วยครับ) ผมเริ่มเข้าไปขายที่ Tops ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 55 เดือนที่แล้ว ............ตอนแรกทางผู้จัดการ เขาก็ว่าให้ผมว่า จะไหวไหมน้อง กฎของ Tops เยอะมาก มาสายปรับ 500 บาท / ชั่วโมง ไม่มาขาย ปรับวันละ 3,000 บาท และถ้าขายได้ไม่ถึง 2,000 บาท ต่อวัน ในเวลา สามเดือน เขาต้องให้ออก .........จะอะไรก็มาเถอะครับตอนนั้น พูดหูซ้ายก็ทะลุหูขวาไปหมด เอาวะ ยังไงก็ไม่ได้ขี่รถตากฝนไปขายของละกัน(ช่วงหน้าฝนพอดี)..........แต่ผมก็ทำให้เขาเห็น ด้วยยอดขายวันแรกทะลุเป้า 2,900 บาท ทุกคนถึงกับอึ้งว่าทำได้ยังไง ร้านที่มาขายโยเกิร์ต ข้างๆ อยู่มาสองเดือนแล้ว ยังขายได้ไม่ถึง 2,000 เลย
แต่แค่วันแรกผมก็ไม่ได้ดีใจหรอกครับ ผมลองขายเองถึง 1 เดือน ผมก็มั่นใจแล้วครับว่า มันไปได้จริงๆ ผมเริ่มจ้างคนมาขายแทน ส่วนผมก็ออกไปจัดการ หาเช่าบ้านหลังหนึ่งที่มันกว้างกว่า หอพักเดิม เพื่อที่จะได้ซื้อเตาอบมาอบเอง ...เมื่อก่อนผมซื้อแบบสำเร็จพร้อมรับประทาน จากระยองมาแบ่งขาย มีรสเดียว คือรสดั้งเดิม มันยาวมากใส่ถุงไม่ได้ ผมก็เลยเอามาลองย่างดู มันก็อ่อนตัว แล้วก็สามารถตัดได้ เข้าทางเลยครับ....แต่ตอนนี้ผมสามารถอบเอง ที่บ้านเช่า แล้วก็ลองเพิ่มบาร์บีคิว และ สาหร่ายเถ้าแก่น้อยลงไป จึงเกิดรสใหม่ขึ้นมา อีก ยอดขายก็เพิ่มขึ้นอีกด้วยครับ ....นอกจากขายที่ห้างแล้ว ผมก็ยังคงขี่มอเตอร์ไซค์ขายส่งตามร้านค้า โรงเรียน มหาวิทยาลัย ....(มอเตอร์ไซค์นะครับ) วันๆ หนึ่ง ผมต้องขี่มอเตอร์ไซค์ส่งของเกือบๆ 70 กิโลเมตร แค่ไปกลับ ห้างกับบ้าน ก็เกือบ 40 กิโลเมตร แล้ว..ไปๆกลับๆ เพราะขนทีละเยอะๆ ไม่ได้... ยิ่งขายดี ผมก็ยิ่งมีกำลังใจเพิ่มมากขึ้น


........แต่เงินผม มันได้ไม่เพิ่มขึ้นทันที นี่สิครับคุณตัน ผมขายได้ก็จริง แต่กว่าจะเก็บเงินแต่ละที่ได้ ก็ต้องรอครบรอบบิล ที่ห้าง Tops ยิ่งไปใหญ่ กว่าจะได้เงินต้องรอ อีก 25 วันถึงจะจ่ายให้ หมุนเงินไม่ทันจริงๆครับ บางวันถึงกับไม่อยากให้ขายหมด เพราะถ้าของหมดไม่มีของขายในวันต่อไป ก็จะถูกปรับอีก.3,000 บาท.... ผมจึงคิดจะขอกู้เงินธนาคาร เพราะเห็นในโฆษณาโทรทัศน์ แต่ละธนาคารก็ทำออกมาน่าสนใจ ผมจึงไปติดต่อทุกธนาคาร แต่มันก็ไม่เป็นไปในแบบที่ผมคิดอีกนั่นแหล่ะครับ ถึงแม้ผมจะเตรียมเอกสารการทำธุรกิจของผมทุกอย่าง เพราะคิดว่าถ้าธนาคารเห็นแล้วจะต้องยอมให้ผมกู้แน่นอน แต่ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ธุรกิจของผม ไม่ดีหรือว่าไม่น่าสนใจหรอกครับ แต่มันคือ ผมไม่มีหลักทรัพย์
ไปค้ำ ทุกธนาคารตอบเหมือนกันหมด........ซึ่งนั่นก็หมายถึง การกู้เงินกับธนาคาร ไม่มีทางเป็นไปได้ในตอนนี้อย่างแน่นอน หรือไม่อย่างนั้น ไม่ต้องมีหลักทรัพย์ก็ได้ แต่ต้องรอเพื่อให้ธุรกิจดำเนินไป 1 ปี(ธ.กสิกรไทย) แต่ผมก็พอจะดูออกว่า ถ้ารอถึงปี แล้วระหว่างนี้ล่ะ จะไปต่อยังไง ....มันจะไม่ถึงปีนี่สิ....บางครั้งผมก็คิดเหมือนกันครับว่า ผมอวดดีไปมั๊ย ที่ไม่พร้อมหลายอย่าง แล้วยังอยากจะทำธุรกิจ แบบว่าคิดใหญ่ไปมั๊ย ทำอะไรเกินตัวรึเปล่า.....ใครๆก็บอกว่าให้ใจเย็นๆ ค่อยเป็นค่อยไป รอให้พร้อมกว่านี้ก่อน ค่อยคิดใหญ่ .....แต่ผมกลับคิดว่า ก็ในเมื่อรู้อยู่แล้ว ว่าการค่อยเป็นค่อยไปนั้น พอถึงวันหนึ่ง เราก็จะต้องไปอยู่อีกจุดหนึ่งถัดไปที่ใหญ่กว่า...แต่ผมกลับคิดว่าถ้ามันสามารถทำได้ตอนนี้เลยล่ะ ผมเชื่อตลอดแหล่ะครับ ว่าอะไรที่ผมคิด มันจะมีทางเป็นไปได้เสมอ เมื่อก่อนอาจจะได้แต่คิดว่าทำได้หลายอย่าง แต่ไม่ทำ แต่ตอนนี้ผมจะทำทันทียิ่งทำเร็ว ก็จะรู้ผลเร็ว ถ้าได้ก็ทำต่อ ถ้าไม่ได้ก็รีบปล่อยแล้วหาทางอื่น เร็วๆ....
กว่าจะเป็นปลาเส้นใหญ่อบกรอบ อาโออิ(4)
ผมรอพี่โน้สตั้งชื่อให้ไม่ได้หรอกครับ ผมจึงต้องทำเอง แต่ผมก็ไม่ได้โทษพี่เขาหรอกครับ......ทุกอย่างต้องทำด้วยตัวเองก่อนทั้งนั้น ก่อนจะร้องขอความช่วยเหลือจากคนอื่น....ผมจะเล่าให้ฟังก่อนที่จะออกมาเป็นปลาเส้นใหญ่ที่ส่งมาให้คุณตันได้ชิมซองนี้ครับ....บังเอิญวันนั้นเพื่อนผมมันเปิดหนังให้ดู เรื่อง วัยรุ่นพันล้าน ครับคุณตัน ...... ดูแล้วก็เกิดแรงบันดาลใจ ต้องลุกขึ้นไปหาอะไรทำซักอย่างแล้วล่ะ ผมจึงตัดสินใจขึ้นรถไป กรุงเทพฯ ไปคนเดียวเลยครับ เดี่ยวๆ เอาเงินที่ได้จากการเก็บได้จากการทำงานรีสอร์ท ติดตัวไปกรุงเทพฯ ....ตอนนั้นก็ยังไม่รู้ว่าจะขายอะไร ตอนที่ผมอยู่ในห้องเช่า ผมเปิดหนังเรื่องนี้ดูอีกรอบ ระหว่างนั้นก็แกะกินปลาเส้นไปด้วย แต่บังเอิญผมก็อยากลองกินแบบอบดูมั่ง ก็เลยเอาไปอบในไมโครเวฟ ปรากฎว่า มันไหม้ครึ่งนึงได้กินครึ่งนึง ผมทำแบบนี้อยู่ สี่ห้ารอบ ก็ยังเหมือนเดิม ....แล้ววินาทีนั้นผมก็คิดออกเลยครับว่า "ผมจะขายปลาเส้นย่าง" ....ผมรีบออกจากห้อง และติดต่อ ตามห้างต่างๆ ทั่วกรุงเทพ โดยไม่รู้ด้วยซ้าว่า ไปไงมาไง ขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินบ้าง แท็กซี่บ้าง เงินก็หายไปกับค่าที่พักและก็ค่าเดินทางเนี่ยล่ะครับ แต่ก็ยังสู้ต่อเพราะหวังว่าโชคจะช่วยให้ได้ทำเลดีๆ ในห้างบ้างโชคดีจริงๆครับคุณตัน ผมไปเจอคนเหนือเหมือนกัน พอดีเขามาเช่าที่ขายชาไข่มุก และกาแฟสด อยู่ในห้างเดอะวัน ติดๆ กับเซนทรัลลาดพร้าว
ผมก็ไปขอแบ่งพื้นที่เขาเพื่อจะขายปลาเส้นย่าง(ตอนนั้นยังนึกชื่อไม่ออก) ...เขาก็ยังไม่ตกลงหรอกครับ แต่เขาบอกว่าให้ผมลองๆดู ทำเลไปก่อน ช่วงนี้ก็ขายกาแฟช่วยพี่ไปก่อนละกันนะ ....ผมก็ดีใจสิครับ ผมก็รีบเตรียมเอกสาร รูปภาพ ติดต่อร้านที่จะทำคีออส เดินหาซื้อเตาย่าง ออกแบบป้ายร้าน ...........แล้วก็อีกเช่นเคย เขาบอกผมว่า “ จะขายได้เหรอน้อง.....ไม่ได้มาเล่นขายของนะ ” อ้างโน่นนี่ เอาเหตุผลมาประกอบ ไฟไม่พอ บ้าง ย่างแล้วจะเหม็นควันมั๊ย...ปลาเส้นย่าง ใครๆ เขาก็ย่างกินเองที่บ้าน ใส่ไมโครเวฟ แป๊บเดียวก็ได้กิน ..........ผมก็อธิบายให้ฟัง ว่ามันไม่ใช่แบบนั้น ..พี่เขาก็ไม่ยอมฟัง เงินที่มีก็จ่ายค่าที่พัก ค่าเดินทางไปเยอะแล้ว....จะไปหาที่ใหม่ ก็ค่าเช่าแพงมาก ค่าประกัน ค่าจิปาถะ อีกเยอะแยะ..........เอาแบบว่า คนจน อย่างผม โผล่หัวเข้าไปขายของในห้างไม่ได้เลย
กลับสิครับ...อยู่ทำไม แต่ไม่ได้กลับน่านนะครับ กลับไปเชียงใหม่...เพราะผมคิดว่า กรุงเทพฯเป็นเมืองธุรกิจ คนเยอะ เอาของอะไรมาขายก็ได้ขาย ..ก็จริง ครับ...แต่มันไม่ใช่ที่สำหรับผมจะเริ่มต้นทำธุรกิจ เพราะไม่รู้ที่มาที่ไป ทำเลไหนดีไม่ดี ..... ผมกลับมาเชียงใหม่ แรกๆ ก็ไม่ได้ทำอะไรอยู่หลายวันเหมือนกัน ..แต่สุดท้ายผมก็รอไม่ได้อีกแล้วครับคุณตัน ช่วงนั้นผมดูหนังวัยรุ่นพันล้าน ซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบเลยครับ ...แล้วผมก็เริ่มทำเหมือนในหนัง ไปติดต่อห้างต่างๆ ในเชียงใหม่ แต่ก็ไม่ไหวอยู่ดี เพราะค่าเช่าแพงมาก ผมไปทุกห้างที่มีในเชียงใหม่ แต่ไม่มีที่ไหนที่ผมจะพอเริ่มต้นได้เลย ....มันไม่ได้ง่ายเหมือนในหนังเรื่องนั้นเลย....ผมคิดที่จะไม่ขายในห้างแล้วตอนนั้น กลับมานั่งค้นหาในกูเกิลดูว่า มีปลาเส้นกี่อย่างที่มีขายในปัจจุบัน ผมค้นหาแบบเอาจริงเอาจังมาก ขนาดว่าในประเทศไทยมีกี่แบบ แล้วต่างประเทศมีกี่แบบขายที่ไหน สั่งยังไง เช่น ญี่ปุ่น ก็จะเป็น ปลาเส้นหลายๆ สี รสชีท รสสอดไส้....เยอะครับ !! แต่ถามว่าผมจะสั่งมาขายเลยได้มั๊ยตอนนั้น ก็ไม่ได้อยู่ดี เพราะไม่มีที่ขายไงครับคุณตัน.....บังเอิญอีกแล้วครับ ผมดูในกูเกิลไปเรื่อยๆ จนเจอร้านหนึ่งที่อยู่ระยอง ..เขาขายปลาหมึก ปลาเส้นยาว ผลิตภัณฑ์แปรรูปหลายอย่างจากทะเล....และก็ "ปลาทาโร่กรอบ(แม่ค้าบอกแบบนั้น)" ผมก็เลยลองสั่งมาลองชิมดู 1 ลัง ......อร่อยมากครับ....ตัดสินใจเลยว่า จะขายปลาทาโร่กรอบ ผมเอามาหักใส่ซองแล้วก็ขี่รถตระเวณขายตามร้านเหล้า อยู่ช่วงหนึ่ง เหนื่อยมากครับ ไม่ไหวแล้ว
......สุดท้ายโชคก็เข้าข้างผม ผมไปลองไปที่ Tops Supermarket ในห้างเซ็นทรัล กาดสวนแก้ว ผมเข้าไปถามผู้จัดการสาขา ว่าพอจะมีพื้นที่ว่างให้ผมประมาณ เมตรคูณเมตร มั๊ย ผมจะขายปลาเส้นย่าง ซองละ 20 บาท ...คำตอบของพี่เขาคำแรกคือ "ตอนนี้ไม่มีที่ว่างเลย อีกสองสามเดือนถึงจะว่าง" ถอดใจเลยสิครับ ต้องรออีกสามเดือนกว่าจะได้เริ่มขายแล้วทำไงดี.... ผมก็เลยหยิบปลาทาโร่กรอบและก็แบบโต๊ะคีออส แล้วก็รายละเอียดที่เตรียมมา ให้พี่เขาดู พี่ผู้จัดการชิมปลาทาโร่กรอบ แล้วเขาก็พูดว่า "ตามพี่มา" ก็ลุกขึ้นแล้วชวนผมเดินไปดูที่ว่างด้านหน้า Tops เลยทันทีครับ ....พี่เขาไม่เก็บค่าเช่า แต่จะขอแบ่งเปอร์เซ็นต์แทน จ่ายแค่ค่าประกันแค่ 5,000 บาทเท่านั้น ดีใจสุดๆ เลยครับ ลุยเลยสิครับ
.......ผมกลับมาที่ หอพัก เห็นคีออสขายลูกชิ้น อยู่อันหนึ่ง ผมจึงไปขอยืมคุณลุงข้างหอ เขาไม่ได้ใช้ ผมก็จัดการทาสี ทำป้าย ออกแบบสติกเกอร์ใหม่แปะเข้าไป(ผมมีรูปให้คุณตันดูด้วยครับ) ผมเริ่มเข้าไปขายที่ Tops ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 55 เดือนที่แล้ว ............ตอนแรกทางผู้จัดการ เขาก็ว่าให้ผมว่า จะไหวไหมน้อง กฎของ Tops เยอะมาก มาสายปรับ 500 บาท / ชั่วโมง ไม่มาขาย ปรับวันละ 3,000 บาท และถ้าขายได้ไม่ถึง 2,000 บาท ต่อวัน ในเวลา สามเดือน เขาต้องให้ออก .........จะอะไรก็มาเถอะครับตอนนั้น พูดหูซ้ายก็ทะลุหูขวาไปหมด เอาวะ ยังไงก็ไม่ได้ขี่รถตากฝนไปขายของละกัน(ช่วงหน้าฝนพอดี)..........แต่ผมก็ทำให้เขาเห็น ด้วยยอดขายวันแรกทะลุเป้า 2,900 บาท ทุกคนถึงกับอึ้งว่าทำได้ยังไง ร้านที่มาขายโยเกิร์ต ข้างๆ อยู่มาสองเดือนแล้ว ยังขายได้ไม่ถึง 2,000 เลย
แต่แค่วันแรกผมก็ไม่ได้ดีใจหรอกครับ ผมลองขายเองถึง 1 เดือน ผมก็มั่นใจแล้วครับว่า มันไปได้จริงๆ ผมเริ่มจ้างคนมาขายแทน ส่วนผมก็ออกไปจัดการ หาเช่าบ้านหลังหนึ่งที่มันกว้างกว่า หอพักเดิม เพื่อที่จะได้ซื้อเตาอบมาอบเอง ...เมื่อก่อนผมซื้อแบบสำเร็จพร้อมรับประทาน จากระยองมาแบ่งขาย มีรสเดียว คือรสดั้งเดิม มันยาวมากใส่ถุงไม่ได้ ผมก็เลยเอามาลองย่างดู มันก็อ่อนตัว แล้วก็สามารถตัดได้ เข้าทางเลยครับ....แต่ตอนนี้ผมสามารถอบเอง ที่บ้านเช่า แล้วก็ลองเพิ่มบาร์บีคิว และ สาหร่ายเถ้าแก่น้อยลงไป จึงเกิดรสใหม่ขึ้นมา อีก ยอดขายก็เพิ่มขึ้นอีกด้วยครับ ....นอกจากขายที่ห้างแล้ว ผมก็ยังคงขี่มอเตอร์ไซค์ขายส่งตามร้านค้า โรงเรียน มหาวิทยาลัย ....(มอเตอร์ไซค์นะครับ) วันๆ หนึ่ง ผมต้องขี่มอเตอร์ไซค์ส่งของเกือบๆ 70 กิโลเมตร แค่ไปกลับ ห้างกับบ้าน ก็เกือบ 40 กิโลเมตร แล้ว..ไปๆกลับๆ เพราะขนทีละเยอะๆ ไม่ได้... ยิ่งขายดี ผมก็ยิ่งมีกำลังใจเพิ่มมากขึ้น
........แต่เงินผม มันได้ไม่เพิ่มขึ้นทันที นี่สิครับคุณตัน ผมขายได้ก็จริง แต่กว่าจะเก็บเงินแต่ละที่ได้ ก็ต้องรอครบรอบบิล ที่ห้าง Tops ยิ่งไปใหญ่ กว่าจะได้เงินต้องรอ อีก 25 วันถึงจะจ่ายให้ หมุนเงินไม่ทันจริงๆครับ บางวันถึงกับไม่อยากให้ขายหมด เพราะถ้าของหมดไม่มีของขายในวันต่อไป ก็จะถูกปรับอีก.3,000 บาท.... ผมจึงคิดจะขอกู้เงินธนาคาร เพราะเห็นในโฆษณาโทรทัศน์ แต่ละธนาคารก็ทำออกมาน่าสนใจ ผมจึงไปติดต่อทุกธนาคาร แต่มันก็ไม่เป็นไปในแบบที่ผมคิดอีกนั่นแหล่ะครับ ถึงแม้ผมจะเตรียมเอกสารการทำธุรกิจของผมทุกอย่าง เพราะคิดว่าถ้าธนาคารเห็นแล้วจะต้องยอมให้ผมกู้แน่นอน แต่ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ธุรกิจของผม ไม่ดีหรือว่าไม่น่าสนใจหรอกครับ แต่มันคือ ผมไม่มีหลักทรัพย์
ไปค้ำ ทุกธนาคารตอบเหมือนกันหมด........ซึ่งนั่นก็หมายถึง การกู้เงินกับธนาคาร ไม่มีทางเป็นไปได้ในตอนนี้อย่างแน่นอน หรือไม่อย่างนั้น ไม่ต้องมีหลักทรัพย์ก็ได้ แต่ต้องรอเพื่อให้ธุรกิจดำเนินไป 1 ปี(ธ.กสิกรไทย) แต่ผมก็พอจะดูออกว่า ถ้ารอถึงปี แล้วระหว่างนี้ล่ะ จะไปต่อยังไง ....มันจะไม่ถึงปีนี่สิ....บางครั้งผมก็คิดเหมือนกันครับว่า ผมอวดดีไปมั๊ย ที่ไม่พร้อมหลายอย่าง แล้วยังอยากจะทำธุรกิจ แบบว่าคิดใหญ่ไปมั๊ย ทำอะไรเกินตัวรึเปล่า.....ใครๆก็บอกว่าให้ใจเย็นๆ ค่อยเป็นค่อยไป รอให้พร้อมกว่านี้ก่อน ค่อยคิดใหญ่ .....แต่ผมกลับคิดว่า ก็ในเมื่อรู้อยู่แล้ว ว่าการค่อยเป็นค่อยไปนั้น พอถึงวันหนึ่ง เราก็จะต้องไปอยู่อีกจุดหนึ่งถัดไปที่ใหญ่กว่า...แต่ผมกลับคิดว่าถ้ามันสามารถทำได้ตอนนี้เลยล่ะ ผมเชื่อตลอดแหล่ะครับ ว่าอะไรที่ผมคิด มันจะมีทางเป็นไปได้เสมอ เมื่อก่อนอาจจะได้แต่คิดว่าทำได้หลายอย่าง แต่ไม่ทำ แต่ตอนนี้ผมจะทำทันทียิ่งทำเร็ว ก็จะรู้ผลเร็ว ถ้าได้ก็ทำต่อ ถ้าไม่ได้ก็รีบปล่อยแล้วหาทางอื่น เร็วๆ....