⌛✨💖 นิทานพื้นบ้านนิวซีแลนด์: นกกีวีสูญเสียปีกได้อย่างไร? 💖✨⌛




          กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ภายในป่าลึกของอาโอเทียโรอา (Aotearoa นิวซีแลนด์) ต้นไม้อันยิ่งใหญ่เริ่มล้มลงทีละต้น แมลงและหนอนนับไม่ถ้วนกัดกินรากของพวกมันจากใต้ดิน ทำให้ป่าอ่อนแอและใกล้ล่มสลาย

          Tāne-mahuta (ตาเน-มาฮูตา) เทพแห่งป่าไม้และธรรมชาติ เดินผ่านป่าของตน มองดูต้นไม้ที่กำลังตายไปอย่างช้าๆ ความเศร้าหมองสะท้อนในดวงตาของเทพผู้เป็นบิดาแห่งพงไพร
          “หากไม่มีใครลงไปปกป้องรากไม้เหล่านี้ ป่าทั้งผืนจะต้องล่มสลาย”
          เสียงของเขาก้องไปทั่วทิวไม้ นกทุกตัวที่อาศัยอยู่ในป่าต่างบินมาเข้าเฝ้า พวกมันส่งเสียงร้องระคนด้วยความสงสัย
          “เหล่าลูกแห่งป่า ข้ามีเรื่องต้องขอจากเจ้า” ตาเน-มาฮูตาประกาศ “ป่ากำลังจะล่มสลาย แมลงและหนอนใต้ดินกัดกินรากของต้นไม้ ข้าต้องการนกตัวหนึ่ง ลงไปอยู่บนพื้นดิน กินพวกมัน และช่วยปกป้องป่าของเรา”
          เหล่านกเริ่มหันมองกัน บางตัวกระพือปีก บางตัวส่งเสียงกระซิบกระซาบ การใช้ชีวิตบนพื้นดิน หมายความว่าพวกมันต้องละทิ้งท้องฟ้า ต้องละทิ้งอิสรภาพแห่งปีกของตน “ใครจะเป็นผู้เสียสละเพื่อป่า?”

          ตาเน-มาฮูตาเดินเข้าไปหานกตัวแรก “Tūī (ทูอี)”
          “เจ้าจะเป็นผู้ปกป้องต้นไม้หรือไม่?”
          นกทูอีสั่นหัว “ข้าไม่กล้าหรอก ท่านเทพ” นกเอ่ย “พื้นป่านั้นมืดทึบ ข้ากลัวจะไม่มีวันได้เห็นแสงอาทิตย์อีก”*
          เทพแห่งป่าพยักหน้าช้าๆ แล้วหันไปหานกตัวต่อไป “Pūkeko (พูเกโกะ)”
          “แล้วเจ้าล่ะ? เจ้าจะลงไปช่วยต้นไม้หรือไม่?”
          นกพูเกโกะเดินถอยหลัง “ไม่ ข้าทำไม่ได้”* มันส่ายหัว “ดินบนพื้นป่าชื้นแฉะเกินไป ข้าไม่อยากให้เท้าของข้าเปื้อนโคลน”*
          ตาเน-มาฮูตาขมวดคิ้วเล็กน้อย จากนั้นจึงหันไปหานกตัวถัดมา “Ruru (รูรู – นกฮูกเมารี)”
          “แล้วเจ้าล่ะ? เจ้าจะลงไปช่วยป่าหรือไม่?”
          นกฮูกรูรูขยับปีกแล้วถอนหายใจ “ข้าไม่สามารถทำได้ ข้าชอบนอนตอนกลางวัน ข้ากลัวว่าจะไม่สามารถใช้ชีวิตแบบที่ข้าคุ้นเคยได้อีก”
          ตาเน-มาฮูตามองไปทั่วป่า ความเงียบโรยตัวลง ไม่มีนกตัวใดต้องการเสียสละ เขาเหลือเพียงความหวังสุดท้าย

          เทพแห่งป่าหันไปมองนกตัวสุดท้าย… “Kiwi (กีวี)”
          นกกีวีเงยหน้าขึ้นมองตาเน-มาฮูตา มันกระพือปีกเล็กน้อย รู้ดีว่าหากมันตอบรับคำขอนี้ มันจะไม่มีวันบินได้อีก
          ท้องฟ้าเหนือยอดไม้ มันจะไม่มีวันได้สัมผัสอีกเลย
          แต่แล้วมันก็เหลือบมองต้นไม้ เห็นรากที่ถูกกัดกิน เห็นใบที่เหี่ยวเฉา หากมันไม่ทำ ป่าจะตาย และเหล่านกทั้งหมดก็จะไม่มีบ้านอีกต่อไป “ข้าจะทำ ข้าจะลงไปช่วยต้นไม้”
          ตาเน-มาฮูตาจ้องมองนกกีวีด้วยความเคารพ เขารู้ว่านี่คือการเสียสละที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
          แต่มันจะต้องแลกกับบางสิ่งที่ไม่มีวันหวนกลับคืนมา


          ตาเน-มาฮูตามองลึกเข้าไปในดวงตาของกีวี เห็นทั้งความกลัวและความกล้าหาญปะปนกัน นกตัวเล็กๆ นี้รู้ดีว่าหากตอบตกลง มันจะต้องสูญเสียทุกสิ่งที่เคยเป็นมา
          “เจ้ารู้ใช่ไหม ว่าหากเจ้าลงไปบนพื้น เจ้าจะไม่มีวันได้บินอีกต่อไป” เทพแห่งป่ากล่าว
          “ข้ารู้” นกกีวีตอบ แม้เสียงของมันจะแผ่วเบา แต่ไม่มีความลังเล “แต่ข้าก็รู้ด้วยว่าหากไม่มีข้า ป่าจะต้องตาย และเมื่อนั้น ไม่มีนกตัวใดมีบ้านอีก”

          ความเงียบปกคลุมทั่วทั้งป่า ก่อนที่เทพแห่งป่าจะกล่าวอย่างสง่างาม
          “หากเจ้าตัดสินใจแล้ว ข้าจะขอมอบร่างใหม่ให้แก่เจ้า”
          ทันใดนั้น ปีกของนกกีวีก็เริ่มเล็กลงเรื่อยๆ จนมันไม่อาจกางออกได้อีก ดวงตาของมันปรับตัวให้คุ้นเคยกับความมืด ขาของมันแข็งแกร่งขึ้นจนสามารถวิ่งไปมาในพงไพร และปากของมันยาวขึ้นเพื่อขุดหาแมลงใต้ดิน
          มันไม่ได้เป็นนกที่บินได้อีกต่อไป แต่กลายเป็นผู้พิทักษ์แห่งพื้นป่า ผู้ที่ไม่มีวันทอดทิ้งดินแดนนี้
          “ข้าขอขอบใจเจ้า นกกีวี ตั้งแต่นี้ไป เจ้าจะเป็นที่รักของป่า และโลกจะจดจำเจ้าในฐานะผู้เสียสละ!”

          แต่ตาเน-มาฮูตายังไม่จบเพียงเท่านี้ เขาหันกลับไปหานกที่ปฏิเสธคำขอ
          ตาเน-มาฮูตามองไปยังนกทูอี ท่ามกลางสายลมที่พัดผ่าน เทพกล่าวด้วยเสียงหนักแน่น
          “เจ้ากลัวความมืดใช่หรือไม่? เช่นนั้น เจ้าจะถูกจารึกด้วยร่องรอยแห่งความขลาด”
          ตั้งแต่นั้นมา ขนสีดำสนิทของนกทูอีถูกแต้มด้วยแถบขนสีขาวใต้คอ เป็นสัญลักษณ์ของความลังเลที่มันเคยมี

          จากนั้น เขาหันไปหานกพูเกโกะที่ยังคงยืนตัวแข็ง เทพยิ้มอย่างใจเย็น
          “เจ้าไม่อยากให้เท้าเปื้อนโคลนหรือ? เช่นนั้น เจ้าจะต้องอาศัยอยู่ในที่ลุ่มตลอดไป”
          พูเกโกะพยายามประท้วง แต่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงชะตากรรม ตั้งแต่นั้นมา มันต้องอาศัยอยู่ในหนองน้ำ ไม่อาจหนีจากโคลนได้อีก

          สุดท้าย ตาเน-มาฮูตาหันไปหานกพีปีวารัวโรอา ดวงตาของเทพสงบนิ่ง
          “เจ้าหวงแหนรังของเจ้ามากเกินไป เช่นนั้น เจ้าจะไม่มีวันได้สร้างรังของตัวเองอีก”
          พีปีวารัวโรอาส่งเสียงร้อง แต่มันไม่สามารถขอความเมตตาได้ ตั้งแต่นั้นมา มันต้องวางไข่ในรังของนกตัวอื่นและไม่สามารถดูแลลูกของมันเองได้

          เมื่อทุกอย่างสิ้นสุดลง เทพแห่งป่าหันกลับไปหานกกีวีที่ยืนอยู่บนพื้น มันเงยหน้ามองยอดไม้ แม้มันจะสูญเสียปีก แต่ในแววตาของมันเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
          ตั้งแต่นั้นมา นกกีวีไม่เคยบินได้อีกเลย แต่มันกลายเป็นนกที่เป็นที่รักที่สุดของอาโอเทียโรอา
          แม้ว่ามันจะไม่สามารถแตะต้องท้องฟ้าได้ แต่มันก็ได้รับเกียรติสูงสุดจากผืนป่าที่มันปกป้อง
          และนี่คือตำนานของนกกีวี… ผู้ที่ยอมเสียสละปีกของตนเพื่อให้ป่ายังคงอยู่ตราบกาลนาน



(นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… “ผู้ที่กล้าเสียสละเพื่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ย่อมได้รับเกียรติ แม้ต้องแลกมาด้วยบางสิ่งที่ไม่มีวันหวนกลับคืน”

อำนาจที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ความแข็งแกร่ง แต่อยู่ที่หัวใจกล้าทำสิ่งที่ถูกต้อง , บางครั้ง การละทิ้งสิ่งที่รัก อาจทำให้เราเป็นที่รักยิ่งกว่าเดิม)

หมายเหตุ: นกกีวีจึงกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความกล้าหาญและการเสียสละของชาวเมารี และเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติของนิวซีแลนด์ในปัจจุบันด้วย


ขอขอบคุณแหล่งที่มาข้อมูล: taleZZZ | คลังศูนย์รวมนิทานทั่วโลก
.
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่