กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ค่ำคืนหนึ่งในหมู่บ้านกลางป่าอเมซอน กองไฟลุกโชนอยู่ท่ามกลางวงล้อมของผู้คน เปลวไฟเต้นระบำสะท้อนเงาของต้นไม้สูงเสียดฟ้า เสียงไม้แตกเปรี๊ยะดังก้องในความเงียบ
นักล่าหนุ่มสองคนกำลังเตรียมตัวออกเดินทาง พวกเขาคือยอดฝีมือของชนเผ่า คล่องแคล่วว่องไวรวดเร็วที่สุด แข็งแกร่งที่สุด และกล้าหาญที่สุด พวกเขาเชื่อว่าไม่มีสิ่งใดในป่าที่พวกเขาจะรับมือไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเสือจากัวร์ งูยักษ์ หรือแม้แต่พายุฝน พวกเขารู้วิธีเอาตัวรอดได้จากทุกสิ่ง
หรืออย่างน้อย… พวกเขาก็คิดเช่นนั้น
ขณะที่พวกเขากำลังลับมีดและตรวจเช็กอาวุธ เสียงแหบต่ำของผู้เฒ่าแห่งชนเผ่าก็ดังขึ้นจากมุมกองไฟ “เจ้าทั้งสอง จงฟังให้ดี…”
นักล่าหนุ่มคนหนึ่งเงยหน้าขึ้นจากงานของตน อีกคนยังคงหัวเราะและตรวจเชือกที่ใช้ดักสัตว์ต่อไป
“ในป่าแห่งนี้ มีสิ่งหนึ่งที่ไม่เหมือนสัตว์ร้ายที่พวกเจ้าเคยล่า มันไม่ใช่เสือจากัวร์ ไม่ใช่งูพิษ แต่มันฉลาด… และมันเฝ้าดูเราอยู่เสมอ”
นักล่าหนุ่มอีกคนหัวเราะเบาๆ “อีกแล้วหรือ ท่านผู้เฒ่า? ท่านจะเล่าเรื่องหลอกเด็กให้พวกเราฟังอีกหรือ?”
ผู้เฒ่ามองเขานิ่งๆ ก่อนจะเอ่ยต่อ “เจ้ารู้จัก ‘ชูยาชากี’ หรือไม่?”
ทันใดนั้น เสียงหัวเราะรอบกองไฟก็เงียบลง ชื่อของมันไม่ใช่สิ่งที่เอ่ยขึ้นมาเล่นๆ
ผู้เฒ่ากวาดตามองไปรอบวงก่อนจะพูดต่อ “มันเป็นผู้เฝ้าป่า วิญญาณที่อยู่มานานก่อนที่เผ่าของเราจะตั้งถิ่นฐาน มันอาศัยอยู่ในเงามืด ซ่อนตัวอยู่ในเสียงลมและสายหมอก แต่มันมีบางสิ่งที่เหนือกว่าสัตว์ร้ายใดๆ…”
“มันสามารถเป็นอะไรก็ได้ที่มันต้องการจะเป็น.. เป็นเพื่อนของเจ้า เป็นพ่อของเจ้า เป็นข้าเองก็ยังได้ แต่ไม่ว่าเจ้าจะเห็นอะไร จงจำไว้ให้ดี… จงมองที่เท้าของมัน”
นักล่าหนุ่มคนหนึ่งเลิกคิ้ว “เท้าของมัน?”
“มันเดินเหมือนมนุษย์ พูดเหมือนมนุษย์ แต่เท้าข้างหนึ่งของมันเป็นกีบสัตว์เสมอ หากเจ้าพบมัน จงอย่าตามมันไป ไม่ว่ามันจะพูดสิ่งใด…”
นักล่าหนุ่มอีกคนถอนหายใจและส่ายหน้า “ข้าไม่กลัวสิ่งที่ข้ามองไม่เห็น”
ผู้เฒ่าถอนหายใจ และมองดูพวกเขาหันหลังออกเดินทางเข้าสู่ป่าทึบ โดยที่ยังไม่รู้ว่ามีบางสิ่งรออยู่
ป่าอเมซอนในยามค่ำคืนเหมือนสิ่งมีชีวิตที่กำลังหายใจ ต้นไม้สูงบดบังแสงจันทร์ เถาวัลย์ห้อยระโยงระยางเหมือนแขนขาของสัตว์ร้ายที่รอขยับ
เสียงแมลงกลางคืนดังระงม สลับกับเสียงนกฮูกที่ร้องเป็นจังหวะ ไม่ไกลจากนั้น ก็มีเสียงน้ำไหลเอื่อยของแม่น้ำใหญ่กระทบโขดหิน
ทั้งสองก้าวเดินผ่านป่าทึบ พวกเขามีมีดสั้น มีคบไฟ มีสัญชาตญาณของนักล่า พวกเขาเชื่อว่าตนเองเป็นผู้แข็งแกร่งที่สุดในป่านี้
แต่แล้ว… บางสิ่งก็เปลี่ยนไป กลางดึก ขณะที่พวกเขากำลังพักผ่อน นักล่าคนหนึ่งพลันสะดุ้งตื่น เขาได้ยินเสียงฝีเท้า…
มันดังอยู่รอบๆ ค่ายพัก จังหวะมั่นคง หนักแน่น ราวกับมีใครบางคนเดินอยู่ในป่าใกล้ๆ เขาขยับมือจับมีดแน่น หัวใจเต้นแรง
เขาพึมพำ “เสียงอะไรกัน…” เงาดำขยับผ่านแนวไม้ ใกล้เข้ามา… ใกล้เข้ามา
และแล้วเขาก็เห็นมัน ที่บริเวณขอบป่า มีชายคนหนึ่งยืนอยู่ เป็นเพื่อนของเขาเอง คนที่เขานอนอยู่ข้างๆ เมื่อครู่
แต่ทว่า… ถ้าเขายังนอนอยู่ที่นี่ แล้ว “เขา” คนนั้นมายืนอยู่ตรงนั้นได้อย่างไร?
นักล่าหนุ่มกะพริบตา หัวใจเต้นแรง จ้องร่างเพื่อนของเขายืนอยู่ในเงามืด ใบหน้าเคร่งขรึม ท่าทางเย็นชา
“กลับไปนอนเถอะ เพื่อน เจ้าอาจตาฝาด” เสียงของ “มัน” เหมือนเสียงของเพื่อนเขาทุกประการ แต่มีบางอย่างผิดปกติ
“เพื่อน” ไม่ขยับเลย แม้แต่ตอนที่ลมพัดเสื้อผ้าเขาก็ยังยืนแน่นิ่ง ดวงตาสะท้อนแสงคบไฟ แต่ไร้ประกายชีวิต แล้วสายหมอกก็จางลงเล็กน้อย
และเขาก็มองเห็นว่าเท้าข้างหนึ่งของ “เพื่อน” ไม่ใช่เท้าคน แต่เป็นกีบสัตว์… เลือดในกายของเขาเริ่มเย็นเฉียบ
เสียงเพื่อนเอ่ยขึ้นว่า “ข้าจะไม่ทำร้ายเจ้า… จงตามข้ามาเถิด…”
นักล่าหนุ่มนิ่งงัน ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกตรึงด้วยเถาวัลย์ที่มองไม่เห็น
เสียงฝีเท้าเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ หนึ่งก้าว… สองก้าว… “เพื่อน” กำลังก้าวเข้ามาใกล้
“ข้าจะไม่ทำร้ายเจ้า… จงตามข้ามาเถิด…” เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง นุ่มนวลและอบอุ่นราวกับกำลังเชื้อเชิญให้เขาก้าวไปข้างหน้า
แต่ร่างของนักล่าหนุ่มยังคงแข็งทื่อ ดวงตาของเขาจ้องไปยังเท้าข้างหนึ่งของ “เพื่อน” ซึ่งเป็นกีบสัตว์
นี่ไม่ใช่เพื่อนของเขา เขาพยายามจะถอยหลัง แต่รู้สึกเหมือนเงามืดรอบตัวกำลังกดทับเขาไว้ ทุกสิ่งรอบตัวดูผิดแปลกไป ต้นไม้ดูสูงขึ้นกว่าปกติ เถาวัลย์ขยับเหมือนมีชีวิต
ทันใดนั้นมือของ “เพื่อน” ก็ได้เอื้อมมาหาเขา นักล่าหนุ่มสะดุ้งสุดตัวเขากำมีดแน่น แล้วปาออกไปสุดแรง!
เสียงกรีดร้องแหลมต่ำดังสะท้อนทั่วป่า เงาของ “เพื่อน” บิดเบี้ยวไปชั่วขณะก่อนที่จะกระโจนกลับเข้าไปในความมืด
ทุกอย่างกลับมาเงียบงัน มีเพียงเสียงลมหายใจหอบหนักของเขา เขารีบกระโจนไปสะกิดปลุกเพื่อนที่ยังหลับใหลอยู่พลางเอ่ย “เราต้องไปเดี๋ยวนี้!”
จนเกือบรุ่งเช้า พวกเขาเร่งเดินทางออกจากป่า แต่มีบางสิ่งผิดปกติ ร่องรอยของทางเดินที่พวกเขาจำได้ว่าผ่านมา กลับดูไม่คุ้นเคย มันเป็นทางเดียวกับที่พวกเขาเดินเข้ามาแน่หรือ?
เพื่อนของเขาเริ่มสังเกตเห็นพฤติกรรมแปลกๆ ของนักล่าหนุ่ม จึงถามขึ้นว่า “เจ้าเป็นอะไรไป? เจ้าดูเหมือนคนที่ไม่ได้นอนมาทั้งคืน”
“ข้า… ข้าเห็นมันเมื่อคืน” เขากลืนน้ำลายลงคอ “มันเป็นเจ้าด้วยซ้ำ…” เขาตอบ
เพื่อนของเขาหัวเราะ แต่เสียงหัวเราะนั้นฟังดูแปลกไป “เจ้ากลัวจนตาฝาดไปเองกระมัง?”
นักล่าหนุ่มหยุดเดิน สายลมพัดหมอกจางลงเล็กน้อย เขาจ้องไปที่เพื่อนของเขา และสังเกตเห็นบางสิ่งที่ผิดปกติ
รอยเท้าที่ทั้งสองทิ้งไว้บนพื้นโคลนมีสองชุดตอนที่พวกเขาเดินเข้าป่า
แต่ตอนนี้… รอยเท้าที่เดินกลับมามีเพียงชุดเดียว และเพื่อนของเขาไม่ยอมให้เขาเห็นเท้าของตนเองเลย
หมู่บ้านปรากฏขึ้นที่ขอบฟ้า นักล่าหนุ่มดีใจจนแทบวิ่งไปหา แต่เขาจะต้องแน่ใจเสียก่อน เขาจึงหยุดเดินแล้วหันไปหาเพื่อนของเขา “หากเจ้ายังเป็นเจ้า จงถอดรองเท้าให้ข้าดู”
เพื่อนของเขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ดวงตาจ้องมองมาโดยไร้ความรู้สึก “เจ้าไม่ไว้ใจข้าหรือ?”
“ข้าต้องให้แน่ใจซะก่อน…” เขาตอบ แล้วความเงียบก็เข้าปกคลุมระหว่างพวกเขาอยู่ครู่หนึ่ง
ในที่สุด เพื่อนของเขาก็ยิ้มบางๆ ก่อนจะพูดเสียงแผ่ว “ช้าไปแล้ว…”
ทันใดนั้นร่างของ “เพื่อน” เริ่มสั่นไหวเหมือนภาพสะท้อนในน้ำ เท้าข้างหนึ่งค่อยๆ ปรากฏเป็นกีบสัตว์สีดำ
นักล่าหนุ่มก้าวถอยหลัง ดวงตาเบิกโพลง แต่ก่อนที่เขาจะได้วิ่งหนี…
“เพื่อน” ของเขาก็กระโจนหายเข้าไปในเงามืด
เมื่อเขากลับถึงหมู่บ้าน ผู้เฒ่ามองมาที่เขานิ่งๆ ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาว่า “เจ้าโชคดีที่กลับมาได้… แต่บางคนที่เดินเข้าไปในป่า กับคนที่เดินออกมา อาจไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป”
จากวันนั้นเป็นต้นมา ทุกครั้งที่นักล่าออกเดินทาง พวกเขาจะมองรอยเท้าของกันและกันเสมอ และในคืนที่หมอกลงจัด… บางครั้งจะเห็นเงาของชายคนหนึ่งเดินวนเวียนอยู่รอบหมู่บ้าน แต่ไม่มีใครกล้าเดินเข้าไปใกล้
เพราะพวกเขารู้ดีว่าหากมองต่ำลงไป จะเห็นว่าเท้าข้างหนึ่งของเขา ไม่ใช่ของมนุษย์อีกต่อไป
(นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… “ความเย่อหยิ่งทำให้เรามองไม่เห็นภัยที่อยู่ตรงหน้า และบางครั้งเมื่อรู้ตัว… ก็อาจสายเกินไป” , สิ่งที่ดูเหมือนความจริง อาจเป็นเพียงภาพลวงตาที่รอจะกลืนกินเราเท่านั้น
บางครั้ง เราไม่ได้พ่ายแพ้ให้กับสิ่งที่ลึกลับเหนือธรรมชาติ แต่พ่ายแพ้ให้กับความมั่นใจที่มากเกินไปของตัวเอง)
.
⌛✨💖 นิทานพื้นบ้านเปรู: ตำนานชูยาชากี ภูติแห่งป่าอเมซอน 💖✨⌛