การเคลื่อนไหวของแรงงานเมียนมาเรื่องการจัดตั้งสหภาพแรงงาน ทำให้ตีลังกาคิดนึกถึงข้อเสนอที่เคยสร้างข้อถกเถียงเมื่อปี 2566 นั่นคือการเปิดทางให้แรงงานข้ามชาติมีสิทธิทั้งเลือกตั้งและสมัครเป็นกรรมการประกันสังคม
https://www.facebook.com/share/p/1FbhNtbxew/?mibextid=wwXIfr
ข้อเสนอนี้ไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งมีคนคิดขึ้นมา เพราะทีมประกันสังคมก้าวหน้าเคยบรรจุไว้ในชุดนโยบาย 14 ข้อ แม้ภายหลังคุณษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี จะชี้แจงว่าไม่ได้ใช้เป็นนโยบายหาเสียง และอธิบายจุดยืนใหม่ว่าเป็นเพียงการให้สิทธิเลือกผู้แทน ไม่ใช่การสมัครเป็นกรรมการก็ตาม
แต่สิ่งที่ตีลังกาคิดเห็นว่าต้องแยกให้ออกอย่างเด็ดขาด คือ สิทธิของผู้ใช้แรงงานกับอำนาจบริหารองค์กรของประเทศไทย ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
แรงงานต่างชาติเดินทางเข้ามาทำงานในประเทศไทย ได้รับค่าจ้างจากนายจ้าง และนำรายได้ไปเลี้ยงดูครอบครัว ขณะที่ผู้ประกอบการไทยได้รับแรงงานมาขับเคลื่อนกิจการ นี่คือความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ต่างฝ่ายต่างได้รับประโยชน์ ไม่ใช่เรื่องที่ประเทศไทยติดหนี้บุญคุณจนต้องตอบแทนด้วยการมอบอำนาจบริหารองค์กร
ส่วนการจ่ายเงินสมทบประกันสังคม ก็เป็นหน้าที่ที่มาพร้อมสิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย ทั้งการรักษาพยาบาล เงินทดแทนการขาดรายได้ และความคุ้มครองอื่นตามเงื่อนไขที่กำหนด ไม่ได้หมายความว่าจ่ายเงินแล้วจะต้องมีสิทธิเข้าไปบริหารกองทุนด้วย
ยิ่งเมื่อพิจารณาว่าคณะกรรมการประกันสังคมมีอำนาจกำหนดนโยบายและกำกับดูแลเงินกองทุนที่เกี่ยวข้องกับชีวิตผู้ประกันตนจำนวนมหาศาล เรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงการเรียกร้องสวัสดิการ แต่เป็นคำถามว่าใครควรมีอำนาจตัดสินใจในองค์กรสำคัญของประเทศ
ปัจจุบันกฎหมายกำหนดให้กรรมการประกันสังคมต้องมีสัญชาติไทย และให้ปลัดกระทรวงแรงงานเป็นประธานคณะกรรมการ การจะเปลี่ยนเงื่อนไขดังกล่าวจึงต้องผ่านการแก้ไขกฎหมาย ไม่ใช่อาศัยเพียงข้ออ้างว่ามีแรงงานต่างชาติจำนวนมากหรือเป็นผู้ส่งเงินสมทบเช่นเดียวกัน
ตีลังกาคิดเห็นว่า คนไทยต้องจับตาการขยายสิทธิที่อาจนำไปสู่การเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจบริหารองค์กรของประเทศอย่างใกล้ชิด เพราะหากวันหนึ่งมีการนำจำนวนแรงงานข้ามชาติมาเป็นเหตุผลผลักดันให้แก้กฎหมายเปิดทางเข้าสู่ตำแหน่งบริหาร ประเด็นนี้ย่อมมีผลไกลกว่าสิทธิประโยชน์ด้านแรงงาน
การคุ้มครองแรงงานต่างชาติตามกฎหมายเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการ แต่ไม่จำเป็นต้องขยายไปถึงการมอบอำนาจบริหารองค์กรทุกแห่งที่แรงงานเหล่านั้นมีส่วนเกี่ยวข้อง
ประเทศไทยต้องไม่ปล่อยให้การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจเกิดขึ้นทีละขั้น โดยที่ประชาชนไม่ทันรับรู้หรือไม่มีโอกาสตรวจสอบ โดยเฉพาะองค์กรที่กำหนดนโยบายและบริหารทรัพยากรสำคัญของประเทศ
แรงงานข้ามชาติมีสิทธิได้รับค่าจ้างและความคุ้มครองตามกฎหมายอย่างครบถ้วน แต่สิทธิในการทำงานและการได้รับสวัสดิการ ไม่ใช่ใบผ่านทางสู่อำนาจบริหารประเทศ
นี่คือเส้นแบ่งที่ตีลังกาคิดเห็นว่าต้องรักษาให้ชัดเจน ก่อนที่การเปลี่ยนแปลงกฎหมายในอนาคตจะทำให้ขอบเขตดังกล่าวเลือนรางลง
วิเคราะห์โดยตีลังกาคิด – สถานีข่าว NEWS1
แรงงานพม่าฝันใหญ่! จากตั้งสหภาพแรงงาน สู่ความฝันนั่งประธานบอร์ดประกันสังคม
https://www.facebook.com/share/p/1FbhNtbxew/?mibextid=wwXIfr
ข้อเสนอนี้ไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งมีคนคิดขึ้นมา เพราะทีมประกันสังคมก้าวหน้าเคยบรรจุไว้ในชุดนโยบาย 14 ข้อ แม้ภายหลังคุณษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี จะชี้แจงว่าไม่ได้ใช้เป็นนโยบายหาเสียง และอธิบายจุดยืนใหม่ว่าเป็นเพียงการให้สิทธิเลือกผู้แทน ไม่ใช่การสมัครเป็นกรรมการก็ตาม
แต่สิ่งที่ตีลังกาคิดเห็นว่าต้องแยกให้ออกอย่างเด็ดขาด คือ สิทธิของผู้ใช้แรงงานกับอำนาจบริหารองค์กรของประเทศไทย ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
แรงงานต่างชาติเดินทางเข้ามาทำงานในประเทศไทย ได้รับค่าจ้างจากนายจ้าง และนำรายได้ไปเลี้ยงดูครอบครัว ขณะที่ผู้ประกอบการไทยได้รับแรงงานมาขับเคลื่อนกิจการ นี่คือความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ต่างฝ่ายต่างได้รับประโยชน์ ไม่ใช่เรื่องที่ประเทศไทยติดหนี้บุญคุณจนต้องตอบแทนด้วยการมอบอำนาจบริหารองค์กร
ส่วนการจ่ายเงินสมทบประกันสังคม ก็เป็นหน้าที่ที่มาพร้อมสิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย ทั้งการรักษาพยาบาล เงินทดแทนการขาดรายได้ และความคุ้มครองอื่นตามเงื่อนไขที่กำหนด ไม่ได้หมายความว่าจ่ายเงินแล้วจะต้องมีสิทธิเข้าไปบริหารกองทุนด้วย
ยิ่งเมื่อพิจารณาว่าคณะกรรมการประกันสังคมมีอำนาจกำหนดนโยบายและกำกับดูแลเงินกองทุนที่เกี่ยวข้องกับชีวิตผู้ประกันตนจำนวนมหาศาล เรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงการเรียกร้องสวัสดิการ แต่เป็นคำถามว่าใครควรมีอำนาจตัดสินใจในองค์กรสำคัญของประเทศ
ปัจจุบันกฎหมายกำหนดให้กรรมการประกันสังคมต้องมีสัญชาติไทย และให้ปลัดกระทรวงแรงงานเป็นประธานคณะกรรมการ การจะเปลี่ยนเงื่อนไขดังกล่าวจึงต้องผ่านการแก้ไขกฎหมาย ไม่ใช่อาศัยเพียงข้ออ้างว่ามีแรงงานต่างชาติจำนวนมากหรือเป็นผู้ส่งเงินสมทบเช่นเดียวกัน
ตีลังกาคิดเห็นว่า คนไทยต้องจับตาการขยายสิทธิที่อาจนำไปสู่การเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจบริหารองค์กรของประเทศอย่างใกล้ชิด เพราะหากวันหนึ่งมีการนำจำนวนแรงงานข้ามชาติมาเป็นเหตุผลผลักดันให้แก้กฎหมายเปิดทางเข้าสู่ตำแหน่งบริหาร ประเด็นนี้ย่อมมีผลไกลกว่าสิทธิประโยชน์ด้านแรงงาน
การคุ้มครองแรงงานต่างชาติตามกฎหมายเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการ แต่ไม่จำเป็นต้องขยายไปถึงการมอบอำนาจบริหารองค์กรทุกแห่งที่แรงงานเหล่านั้นมีส่วนเกี่ยวข้อง
ประเทศไทยต้องไม่ปล่อยให้การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจเกิดขึ้นทีละขั้น โดยที่ประชาชนไม่ทันรับรู้หรือไม่มีโอกาสตรวจสอบ โดยเฉพาะองค์กรที่กำหนดนโยบายและบริหารทรัพยากรสำคัญของประเทศ
แรงงานข้ามชาติมีสิทธิได้รับค่าจ้างและความคุ้มครองตามกฎหมายอย่างครบถ้วน แต่สิทธิในการทำงานและการได้รับสวัสดิการ ไม่ใช่ใบผ่านทางสู่อำนาจบริหารประเทศ
นี่คือเส้นแบ่งที่ตีลังกาคิดเห็นว่าต้องรักษาให้ชัดเจน ก่อนที่การเปลี่ยนแปลงกฎหมายในอนาคตจะทำให้ขอบเขตดังกล่าวเลือนรางลง
วิเคราะห์โดยตีลังกาคิด – สถานีข่าว NEWS1