พริษฐ์ ซัด ประธานสภาฯ ออกคำสั่งตัดอำนาจตรวจสอบกมธ. ถาม โสภณ อยากให้ปชช. จดจำสภาแบบไหน?https://www.matichon.co.th/politics/news_5958961
.

.
พริษฐ์ ซัด ประธานสภาฯ ออกคำสั่งตัดอำนาจตรวจสอบกมธ. 35 คณะ ถามกลับ อยากให้ประชาชนจำสภาฯ ภายใต้การนำของ “โสภณ” แบบไหน หวั่น กลายเป็นสาขาย่อยรัฐบาล เผย เตรียมยื่นหนังสือทบทวนคำสั่ง
.
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 3 พฤศจิกายน ที่รัฐสภา นาย
พริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ออกระเบียบการทำงานของคณะกรรมาธิการสามัญทั้ง 35 คณะ ซึ่งเหมือนเป็นการปิดทางอำนาจการตรวจสอบของฝ่ายค้าน ว่า ตนคิดว่าแนวทางที่ออกมาเกี่ยวกับงานดำเนินการของคณะกรรมาธิการ ชัดเจนว่าเป็นหนึ่งในความพยายามในการทำลายกลไกการตรวจสอบของสภาฯ โดยเฉพาะของฝ่ายค้าน การที่จะกำหนดให้ดำเนินการทุกอย่างของคณะกรรมาธิการ ต้องมีมติที่ประชุมรองรับไม่เพียงแต่ขัดต่อแนวปฏิบัติที่ผ่านมา รวมถึงไม่เพียงแต่จะทำให้การทำงานของคณะกรรมาธิการมีความคล่องตัวน้อยลง แต่ไปเปิดช่องส.ส. ของรัฐบาล ที่เป็นเสียงข้างมากในทุกคณะอยู่แล้วตามข้อบังคับ สามารถปิดกั้นการตรวจสอบเรื่องต่างๆ ที่คณะกรรมาธิการจะดำเนินการได้
.
นาย
พริษฐ์ กล่าวว่า เช่น หากสมมติคณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาฯ ต้องการตรวจสอบคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เรื่องคดีโกงส.ว. กลายเป็นว่าส.ส. รัฐบาลอาจจะจับมือกันเพื่อลงมติปิดกั้นไม่ให้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าว หากคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องจะตรวจสอบเรื่องการโกงท้องถิ่น อาจจะเชื่อมโยงกับฝ่ายการเมืองในรัฐบาล ก็กลายเป็นว่าเปิดช่องให้ส.ส.รัฐบาลสามารถจับมือกัน เพื่อลงมติปิดกั้นในการตรวจสอบเรื่องดังกล่าวได้
.
“
ผมขอย้ำว่าแนวปฏิบัติล่าสุดที่ออกมาจากประธานสภาฯ ผมคิดว่าเป็นหนึ่งในความพยายามชัดเจนในการทำลายกลไกการตรวจสอบของสภาฯ โดยเฉพาะของฝ่ายค้าน ดังนั้น ผมอยากตั้งคำถามดังๆ ไปถึงท่านโสภณ ว่าท่านอยากให้สังคมจดจำสภาฯ ภายใต้การนำของท่านอย่างไร เพราะ ณ เวลานี้ ผมมีความกังวลใจเป็นอย่างยิ่งว่าสภาผู้แทนราษฎรภายใต้การนำของท่านกำลังถูกกลายร่างให้เป็นสาขาย่อยของรัฐบาล พอส.ส. จะถามกระทู้ นายกฯ ก็ปฏิบัติกับมันเสมือนเป็นงานอดิเรก พูดกลางสภาฯ ว่าถ้าว่างจะมาแต่มาถึงวันนี้นายกฯ ก็ยังไม่เคยมาตอบกระทู้แม้แต่ครั้งเดียว พอส.ส. จะตรวจสอบรัฐบาลผ่านกลไกกรรมาธิการ ตอนนี้ก็กำลังถูกบีบให้ต้องไปขอใบอนุญาตจากส.ส. รัฐบาลก่อน หรือพอสส. จะตรวจสอบการทำหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เรื่องดังกล่าวก็จะถูกดองไว้ที่ประธานสภาฯ เพราะอาจไปเกี่ยวข้องกับคนในครอบครัวที่เป็นผู้มีพระคุณของพรรคต้นสังกัด ของประธานสภาฯ”นาย
พริษฐ์ กล่าว
.
นาย
พริษฐ์ กล่าวว่า หากไม่มีการทบทวนเรื่องดังกล่าว ตนเกรงว่าทุกคนจะจดจำว่าภายใต้การนำของนายโสภณ กำลังถูกแปลงสภาพให้เป็นสาขาย่อยของรัฐบาล และกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลที่ควรจะมีภายใต้ระบอบประชาธิปไตย คงจะถูกทำลายลงและกำลังจะเข้าสู่สภาวะที่สีน้ำเงินทำอะไรก็ไม่ผิด เข้าข่ายความพยายามที่สีน้ำเงินจะกินรวบทุกสถาบันทางการเมือง ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อกล่าวหาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
.
เมื่อถามว่า มองว่าคำสั่งนี้จะกระทบการทำงานของคณะกรรมาธิการอย่างไรบ้าง เพราะที่ผ่านมาจะมีปัญหาในการทำงานระหว่างกรรมาธิการของฝ่ายค้านกับรัฐบาลอยู่แล้ว นาย
พริษฐ์ กล่าวว่า ความพยายามตรงนี้ตนคิดว่าเจตนาชัดเจนว่าเป็นความพยายามที่จะทำลายกลไกการตรวจสอบของสภาฯ โดยเฉพาะของฝ่ายค้าน เพราะนอกจากจะขัดต่อหลักการเดิม และทำให้การคล่องตัวของกรรมาธิการน้อยลงแล้ว ยังเปิดช่องให้สส. รัฐบาลที่เป็นกรรมาธิการสามารถปิดกั้นการตรวจสอบทุกเรื่องที่อาจจะเกี่ยวข้องกับคนของรัฐบาลได้
.
ต่อข้อถามว่า จะใช้ช่องทางไหนในการที่จะให้ประธานสภาฯ ทบทวนคำสั่งดังกล่าว นาย
พริษฐ์ กล่าวว่า ตนจะนำเรื่องนี้เข้าหารือในวิปฝ่ายค้านถ้าทุกฝ่ายเห็นตรงกัน ฝ่ายค้านคงมีการทำหนังสืออย่างเป็นทางการ ยื่นให้กับประธานสภาฯ เพื่อขอหารือเกี่ยวกับแนวปฏิบัติที่ออกมา ก่อนที่จะมีการบังคับใช้ และทางส.ส. พรรคประชาชนได้มีการยื่นญัตติไปแล้ว เมื่อปลายเดือนตุลาคม เพื่อให้ที่ประชุมสภาฯ เสนอแนะแนวทาง ในการปรับปรุงการทำหน้าที่ของประธานและรองประธานสภาฯ สืบเนื่องจากกรณีก่อนหน้านี้ แต่เมื่อมาถึงวันนี้คงต้องรวมคำสั่งของประธานสภาฯ ไปด้วย
.
เมื่อถามว่าร่างข้อบังคับการประชุมสภาที่กำลังจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ จะเกี่ยวเนื่องกับเรื่องนี้ด้วยหรือไม่ นาย
พริษฐ์ กล่าวว่า เป็นอีกกลไกหนึ่งที่ทางคนในรัฐบาลพยายามจะใช้ทำลายกลไกตรวจสอบถ่วงดุลของสภาฯ เพราะสาระของร่างแก้ไขข้อบังคับหลายเรื่องสอดรับกับแนวปฏิบัติ ของประธานสภาฯ ที่ประกาศออกมาล่าสุด โดยเฉพาะการเสนอแก้ไขข้อบังคับว่า การดำเนินการทุกเรื่องของคณะกรรมาธิการ ไม่ว่าจะเป็นการบรรจุ เรื่องการเชิญหน่วยงาน หรือแม้กระทั่งการแถลงข่าว จะต้องเป็นมติของที่ประชุม
.
.
พริษฐ์ ย้ำ สมาธิหลักฝ่ายค้าน อยู่ที่ซักฟอก 151 ตั้งใจให้ปชช.เห็นความพยายามกินรวบทุกสถาบัน-พัวพันคดีทุจริต
https://www.matichon.co.th/politics/news_5958999
.
“พริษฐ์”ย้ำ สมาธิหลักฝ่ายค้านอยู่ที่ ซักฟอก 151 ตั้งใจให้ปชช.เห็นความพยายามกินรวบทุกสถาบัน -พัวพันคดีทุจริต-แก้ปัญหาล้มเหลว เตรียมหารือยื่น152 เพิ่มหรือไม่ เผย พ.ย.นี้ใช้ 3 กลไก สภาตรวจสอบรัฐบาล
.
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 3 พฤศจิกายน ที่รัฐสภา นาย
พริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวถึงการเตรียมการอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 ว่า วันนี้จะมีการพูดคุยกันถึงการยื่นญัตติอภิปรายทั่วไปตามมาตรา 152 โดยฝ่ายค้านเห็นตรงกันว่าหมุดหมายสำคัญขณะนี้ คือการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 ตั้งใจที่จะชี้ให้ประชาชนเห็นว่าปัญหาที่เผชิญอยู่ เศรษฐกิจปากท้อง ค่าครองชีพ น้ำท่วม หรือโอกาสเติบโตก้าวหน้าในเส้นทางการงาน ล้วนมาจาก ต้นตอพฤติกรรม พยายามกินรวบ ทุกสถาบันทางการเมือง หรือเข้าไปพัวพันกับคดีการทุจริต และยังเป็นความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาของรัฐบาล ซึ่งฝ่ายค้านมีความพร้อมที่จะซักฟอกทั้งเนื้อหาและข้อมูลหลักฐาน ขณะนี้อยู่ระหว่างจัดสรรเวลาให้กับพรรคการเมืองฝ่ายค้าน
.
“
เมื่อวันอภิปรายขยับไปอยู่ช่วงเดือนต้นเดือนธันวาคม และมีเวลาเว้นว่าง 1 เดือน ช่วงพฤศจิกายนนี้ ฝ่ายค้านจะจับตาว่ารัฐบาล มีการกระทำใดไปซ้ำเติมกับการกระทำเดิมหรือ แทรกแซงพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ตามข้อกล่าวหา หรือการก่อให้เกิดปัญหาใหม่ที่ต้องเอาไป เพิ่มเติมกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ จะเป็นสมาธิหลัก”นาย
พริษฐ์กล่าว
.
นาย
พริษฐ์ กล่าวต่อว่า ส่วนญัตติ 152 ก็ยังเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่สามารถยังสามารถใช้ได้จนกว่าจะเป็นสมัยประชุม แต่ในช่วง1 เดือนที่ยังไม่ได้มีการอภิปรายมาตรา 151 ฝ่ายค้าน มีกลไก 3 ประการ ซึ่งเป็นกลไกในสภาในการตรวจสอบรัฐบาล แก้ไขปัญหาให้กับประชาชน คือ 1.การผลักดันร่างกฎหมาย ที่เสนอโดยพรรคฝ่ายค้าน มีหลายฉบับ เชื่อว่าสามารถแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนได้ เช่นร่างพ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร ในการกำหนดให้รัฐเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส แก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น
.
นาย
พริษฐ์ กล่าวต่อว่า 2.ผลักดันญัตติของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านฯ ที่ให้สภาเสนอแนะแนวทางการจัดทำงบประมาณปี 71 เพื่อให้รัฐบาลจัดสรรงบให้สอดคล้อง กับปัญหาที่คาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้น ต่อวิกฤตพลังงาน วิกฤตเศรษฐกิจ ความเสี่ยงทางภูมิลักษณะ ภัยพิบัติ และ 3. ผลักดันให้เปิดประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อผลักดันร่างแก้ไขกฎหมายที่จะต้องพิจารณาร่วมกันทั้งส.ส.และส.ว.เช่น ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา ฉบับคืนสิทธิ์ให้ประชาชนถอดถอนคณะกรรมการองค์กรอิสระ
.
.
คดีฮั้วสว.วุ่น!! กกต.จ่อส่งศาลรัฐธรรมนูญ ตีความอำนาจศาลฎีกา สกัดตรวจคุณสมบัติสว.
https://www.matichon.co.th/politics/news_5959062
.
คดีฮั้วสว.วุ่น!! กกต.จ่อส่งศาลรัฐธรรมนูญ ตีความอำนาจศาลฎีกา สกัดตรวจคุณสมบัติสว.
.
วันที่ 3 พฤศจิกายน รายงานข่าวจากกกต.แจ้งว่า คณะกรรมการกกต. มีการประชุมเพื่อพิจารณาคืบหน้ากรณีการส่งคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อพิจารณาคดีฮั้วสว. ที่ก่อนหน้านี้ กกต.มีมติส่งศาลฎีกาดำเนินคดีอาญา ผู้ที่เกี่ยวข้อง 77 คน โดยเป็นสว.ชุดปัจจุบัน 26 คน
.
โดยที่ประชุมกกต.มีมติ 5 ต่อ 2 ให้เตรียมยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเป็นกรณีเร่งด่วน เพื่อขอให้วินิจฉัยใน 2 ประเด็น ประกอบด้วย
.
1. เมื่อผู้อำนวยการเลือกระดับอำเภอ จังหวัด และประเทศ ได้มีคำสั่งรับสมัครและประกาศรายชื่อผู้สมัคร ส.ว. ว่ามีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามแล้ว คำสั่งดังกล่าวถือเป็นที่สุด ไม่อาจถูกตรวจสอบได้อีก เว้นแต่กรณีที่อยู่ในอำนาจวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะตามมาตรา 63 แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. พ.ศ.2561
.
2. กรณีที่ กกต. ได้มีคำวินิจฉัยยกคำร้อง (ตามมาตรา60 วรรคสอง และมาตรา 62 แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. พ.ศ.2561) ให้ถือว่าคำวินิจฉัยของ กกต. นั้นเป็นที่สุด ไม่อาจยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อขอให้ตรวจสอบหรือทบทวนคำวินิจฉัยซ้ำได้อีก
.
ทั้งนี้ต้นเหตุและข้อเท็จจริงของปัญหาปรากฏว่ามีผู้สมัคร/ผู้มีสิทธิเลือก ส.ว. ได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา คดี เพื่อขอให้ศาลฎีกาตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัคร/ผู้มีสิทธิเลือกรวม 5 ราย ประกอบด้วย นายบัลลังค์ ศรีมงคล นางวรรษมนต์ คุณแสน นางแดง กองมา นายสมพาน พละศักดิ์, นางทองเสียน วงษ์ประจันทร์
.
และขอให้ทบทวนคำวินิจฉัยของ กกต.ศาลฎีการับคำร้องทั้ง 3 คดีไว้พิจารณา และมีคำสั่งให้ทำคำคัดค้าน/กำหนดนัดตรวจพยานหลักฐาน
.
กกต.มองว่าการที่ศาลฎีกาเปิดรับคำร้องในลักษณะนี้ เป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต ก้าวล่วงมาตรวจสอบคุณสมบัติและทบทวนคำวินิจฉัยของ กกต. ที่เป็นที่สุดไปแล้ว จึงเกิดปัญหาเกี่ยวกับขอบเขตหน้าที่และอำนาจระหว่างองค์กรตามรัฐธรรมนูญขึ้น
.
พร้อมยกเหตุผล อำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 224 ระบุว่า กกต. เป็นองค์กรอิสระที่มีหน้าที่และอำนาจโดยตรงในการบริหารจัดการ การควบคุมดูแลการเลือก ส.ว. ให้สุจริตและเที่ยงธรรม รวมถึงมีอำนาจสืบสวน ไต่สวน และประกาศผล
.
พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. พ.ศ. 2561 กำหนดให้ศาลฎีกามีอำนาจเฉพาะกรณีผู้สมัครถูกผู้อำนวยการเลือกสั่งไม่รับสมัคร หรือถูกลบชื่อ (เพื่อยื่นขอเพิ่มชื่อตามมาตรา 22 และ 23) กรณีการเลือกในระดับต่างๆ เป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา44
.
กรณีที่ กกต. เป็นผู้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเอง เพื่อขอให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง/สิทธิเลือกตั้ง ตามมาตรา 60 วรรคสอง และมาตรา62 ไม่มีบทบัญญัติใดให้อำนาจประชาชน หรือผู้สมัครยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ที่ได้รับสมัครไปแล้ว หรือขอให้ศาลฎีกาทบทวนคำวินิจฉัยยกคำร้องของ กกต.
.
ทั้งนี้อ้างอิงแนวคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เช่น คำวินิจฉัยที่ 52/2546 และ 14/2566 ที่วางหลักว่า การใช้อำนาจของ กกต. ในการไต่สวนและมีคำวินิจฉัยถือเป็นที่สุด หากไม่มีลักษณะเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพ (เช่น กรณี กกต. วินิจฉัยยกคำร้อง) ย่อมเป็นที่สุด ไม่อาจถูกโต้แย้ง ทบทวน หรือถูกตรวจสอบโดยองค์กรตุลาการได้อีก.
JJNY : พริษฐ์ถามโสภณ อยากให้จำสภาแบบไหน?│พริษฐ์ย้ำสมาธิอยู่ที่ซักฟอก 151│คดีฮั้วสว.วุ่น!!│คะแนนนิยมทรัมป์ดิ่งเหลือ 32%
.
.
พริษฐ์ ซัด ประธานสภาฯ ออกคำสั่งตัดอำนาจตรวจสอบกมธ. 35 คณะ ถามกลับ อยากให้ประชาชนจำสภาฯ ภายใต้การนำของ “โสภณ” แบบไหน หวั่น กลายเป็นสาขาย่อยรัฐบาล เผย เตรียมยื่นหนังสือทบทวนคำสั่ง
.
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 3 พฤศจิกายน ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ออกระเบียบการทำงานของคณะกรรมาธิการสามัญทั้ง 35 คณะ ซึ่งเหมือนเป็นการปิดทางอำนาจการตรวจสอบของฝ่ายค้าน ว่า ตนคิดว่าแนวทางที่ออกมาเกี่ยวกับงานดำเนินการของคณะกรรมาธิการ ชัดเจนว่าเป็นหนึ่งในความพยายามในการทำลายกลไกการตรวจสอบของสภาฯ โดยเฉพาะของฝ่ายค้าน การที่จะกำหนดให้ดำเนินการทุกอย่างของคณะกรรมาธิการ ต้องมีมติที่ประชุมรองรับไม่เพียงแต่ขัดต่อแนวปฏิบัติที่ผ่านมา รวมถึงไม่เพียงแต่จะทำให้การทำงานของคณะกรรมาธิการมีความคล่องตัวน้อยลง แต่ไปเปิดช่องส.ส. ของรัฐบาล ที่เป็นเสียงข้างมากในทุกคณะอยู่แล้วตามข้อบังคับ สามารถปิดกั้นการตรวจสอบเรื่องต่างๆ ที่คณะกรรมาธิการจะดำเนินการได้
.
นายพริษฐ์ กล่าวว่า เช่น หากสมมติคณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาฯ ต้องการตรวจสอบคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เรื่องคดีโกงส.ว. กลายเป็นว่าส.ส. รัฐบาลอาจจะจับมือกันเพื่อลงมติปิดกั้นไม่ให้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าว หากคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องจะตรวจสอบเรื่องการโกงท้องถิ่น อาจจะเชื่อมโยงกับฝ่ายการเมืองในรัฐบาล ก็กลายเป็นว่าเปิดช่องให้ส.ส.รัฐบาลสามารถจับมือกัน เพื่อลงมติปิดกั้นในการตรวจสอบเรื่องดังกล่าวได้
.
“ผมขอย้ำว่าแนวปฏิบัติล่าสุดที่ออกมาจากประธานสภาฯ ผมคิดว่าเป็นหนึ่งในความพยายามชัดเจนในการทำลายกลไกการตรวจสอบของสภาฯ โดยเฉพาะของฝ่ายค้าน ดังนั้น ผมอยากตั้งคำถามดังๆ ไปถึงท่านโสภณ ว่าท่านอยากให้สังคมจดจำสภาฯ ภายใต้การนำของท่านอย่างไร เพราะ ณ เวลานี้ ผมมีความกังวลใจเป็นอย่างยิ่งว่าสภาผู้แทนราษฎรภายใต้การนำของท่านกำลังถูกกลายร่างให้เป็นสาขาย่อยของรัฐบาล พอส.ส. จะถามกระทู้ นายกฯ ก็ปฏิบัติกับมันเสมือนเป็นงานอดิเรก พูดกลางสภาฯ ว่าถ้าว่างจะมาแต่มาถึงวันนี้นายกฯ ก็ยังไม่เคยมาตอบกระทู้แม้แต่ครั้งเดียว พอส.ส. จะตรวจสอบรัฐบาลผ่านกลไกกรรมาธิการ ตอนนี้ก็กำลังถูกบีบให้ต้องไปขอใบอนุญาตจากส.ส. รัฐบาลก่อน หรือพอสส. จะตรวจสอบการทำหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เรื่องดังกล่าวก็จะถูกดองไว้ที่ประธานสภาฯ เพราะอาจไปเกี่ยวข้องกับคนในครอบครัวที่เป็นผู้มีพระคุณของพรรคต้นสังกัด ของประธานสภาฯ”นายพริษฐ์ กล่าว
.
นายพริษฐ์ กล่าวว่า หากไม่มีการทบทวนเรื่องดังกล่าว ตนเกรงว่าทุกคนจะจดจำว่าภายใต้การนำของนายโสภณ กำลังถูกแปลงสภาพให้เป็นสาขาย่อยของรัฐบาล และกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลที่ควรจะมีภายใต้ระบอบประชาธิปไตย คงจะถูกทำลายลงและกำลังจะเข้าสู่สภาวะที่สีน้ำเงินทำอะไรก็ไม่ผิด เข้าข่ายความพยายามที่สีน้ำเงินจะกินรวบทุกสถาบันทางการเมือง ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อกล่าวหาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
.
เมื่อถามว่า มองว่าคำสั่งนี้จะกระทบการทำงานของคณะกรรมาธิการอย่างไรบ้าง เพราะที่ผ่านมาจะมีปัญหาในการทำงานระหว่างกรรมาธิการของฝ่ายค้านกับรัฐบาลอยู่แล้ว นายพริษฐ์ กล่าวว่า ความพยายามตรงนี้ตนคิดว่าเจตนาชัดเจนว่าเป็นความพยายามที่จะทำลายกลไกการตรวจสอบของสภาฯ โดยเฉพาะของฝ่ายค้าน เพราะนอกจากจะขัดต่อหลักการเดิม และทำให้การคล่องตัวของกรรมาธิการน้อยลงแล้ว ยังเปิดช่องให้สส. รัฐบาลที่เป็นกรรมาธิการสามารถปิดกั้นการตรวจสอบทุกเรื่องที่อาจจะเกี่ยวข้องกับคนของรัฐบาลได้
.
ต่อข้อถามว่า จะใช้ช่องทางไหนในการที่จะให้ประธานสภาฯ ทบทวนคำสั่งดังกล่าว นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนจะนำเรื่องนี้เข้าหารือในวิปฝ่ายค้านถ้าทุกฝ่ายเห็นตรงกัน ฝ่ายค้านคงมีการทำหนังสืออย่างเป็นทางการ ยื่นให้กับประธานสภาฯ เพื่อขอหารือเกี่ยวกับแนวปฏิบัติที่ออกมา ก่อนที่จะมีการบังคับใช้ และทางส.ส. พรรคประชาชนได้มีการยื่นญัตติไปแล้ว เมื่อปลายเดือนตุลาคม เพื่อให้ที่ประชุมสภาฯ เสนอแนะแนวทาง ในการปรับปรุงการทำหน้าที่ของประธานและรองประธานสภาฯ สืบเนื่องจากกรณีก่อนหน้านี้ แต่เมื่อมาถึงวันนี้คงต้องรวมคำสั่งของประธานสภาฯ ไปด้วย
.
เมื่อถามว่าร่างข้อบังคับการประชุมสภาที่กำลังจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ จะเกี่ยวเนื่องกับเรื่องนี้ด้วยหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า เป็นอีกกลไกหนึ่งที่ทางคนในรัฐบาลพยายามจะใช้ทำลายกลไกตรวจสอบถ่วงดุลของสภาฯ เพราะสาระของร่างแก้ไขข้อบังคับหลายเรื่องสอดรับกับแนวปฏิบัติ ของประธานสภาฯ ที่ประกาศออกมาล่าสุด โดยเฉพาะการเสนอแก้ไขข้อบังคับว่า การดำเนินการทุกเรื่องของคณะกรรมาธิการ ไม่ว่าจะเป็นการบรรจุ เรื่องการเชิญหน่วยงาน หรือแม้กระทั่งการแถลงข่าว จะต้องเป็นมติของที่ประชุม
.
.
พริษฐ์ ย้ำ สมาธิหลักฝ่ายค้าน อยู่ที่ซักฟอก 151 ตั้งใจให้ปชช.เห็นความพยายามกินรวบทุกสถาบัน-พัวพันคดีทุจริต
https://www.matichon.co.th/politics/news_5958999
.
“พริษฐ์”ย้ำ สมาธิหลักฝ่ายค้านอยู่ที่ ซักฟอก 151 ตั้งใจให้ปชช.เห็นความพยายามกินรวบทุกสถาบัน -พัวพันคดีทุจริต-แก้ปัญหาล้มเหลว เตรียมหารือยื่น152 เพิ่มหรือไม่ เผย พ.ย.นี้ใช้ 3 กลไก สภาตรวจสอบรัฐบาล
.
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 3 พฤศจิกายน ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวถึงการเตรียมการอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 ว่า วันนี้จะมีการพูดคุยกันถึงการยื่นญัตติอภิปรายทั่วไปตามมาตรา 152 โดยฝ่ายค้านเห็นตรงกันว่าหมุดหมายสำคัญขณะนี้ คือการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 ตั้งใจที่จะชี้ให้ประชาชนเห็นว่าปัญหาที่เผชิญอยู่ เศรษฐกิจปากท้อง ค่าครองชีพ น้ำท่วม หรือโอกาสเติบโตก้าวหน้าในเส้นทางการงาน ล้วนมาจาก ต้นตอพฤติกรรม พยายามกินรวบ ทุกสถาบันทางการเมือง หรือเข้าไปพัวพันกับคดีการทุจริต และยังเป็นความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาของรัฐบาล ซึ่งฝ่ายค้านมีความพร้อมที่จะซักฟอกทั้งเนื้อหาและข้อมูลหลักฐาน ขณะนี้อยู่ระหว่างจัดสรรเวลาให้กับพรรคการเมืองฝ่ายค้าน
.
“เมื่อวันอภิปรายขยับไปอยู่ช่วงเดือนต้นเดือนธันวาคม และมีเวลาเว้นว่าง 1 เดือน ช่วงพฤศจิกายนนี้ ฝ่ายค้านจะจับตาว่ารัฐบาล มีการกระทำใดไปซ้ำเติมกับการกระทำเดิมหรือ แทรกแซงพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ตามข้อกล่าวหา หรือการก่อให้เกิดปัญหาใหม่ที่ต้องเอาไป เพิ่มเติมกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ จะเป็นสมาธิหลัก”นายพริษฐ์กล่าว
.
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ส่วนญัตติ 152 ก็ยังเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่สามารถยังสามารถใช้ได้จนกว่าจะเป็นสมัยประชุม แต่ในช่วง1 เดือนที่ยังไม่ได้มีการอภิปรายมาตรา 151 ฝ่ายค้าน มีกลไก 3 ประการ ซึ่งเป็นกลไกในสภาในการตรวจสอบรัฐบาล แก้ไขปัญหาให้กับประชาชน คือ 1.การผลักดันร่างกฎหมาย ที่เสนอโดยพรรคฝ่ายค้าน มีหลายฉบับ เชื่อว่าสามารถแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนได้ เช่นร่างพ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร ในการกำหนดให้รัฐเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส แก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น
.
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า 2.ผลักดันญัตติของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านฯ ที่ให้สภาเสนอแนะแนวทางการจัดทำงบประมาณปี 71 เพื่อให้รัฐบาลจัดสรรงบให้สอดคล้อง กับปัญหาที่คาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้น ต่อวิกฤตพลังงาน วิกฤตเศรษฐกิจ ความเสี่ยงทางภูมิลักษณะ ภัยพิบัติ และ 3. ผลักดันให้เปิดประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อผลักดันร่างแก้ไขกฎหมายที่จะต้องพิจารณาร่วมกันทั้งส.ส.และส.ว.เช่น ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา ฉบับคืนสิทธิ์ให้ประชาชนถอดถอนคณะกรรมการองค์กรอิสระ
.
.
คดีฮั้วสว.วุ่น!! กกต.จ่อส่งศาลรัฐธรรมนูญ ตีความอำนาจศาลฎีกา สกัดตรวจคุณสมบัติสว.
https://www.matichon.co.th/politics/news_5959062
.
คดีฮั้วสว.วุ่น!! กกต.จ่อส่งศาลรัฐธรรมนูญ ตีความอำนาจศาลฎีกา สกัดตรวจคุณสมบัติสว.
.
วันที่ 3 พฤศจิกายน รายงานข่าวจากกกต.แจ้งว่า คณะกรรมการกกต. มีการประชุมเพื่อพิจารณาคืบหน้ากรณีการส่งคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อพิจารณาคดีฮั้วสว. ที่ก่อนหน้านี้ กกต.มีมติส่งศาลฎีกาดำเนินคดีอาญา ผู้ที่เกี่ยวข้อง 77 คน โดยเป็นสว.ชุดปัจจุบัน 26 คน
.
โดยที่ประชุมกกต.มีมติ 5 ต่อ 2 ให้เตรียมยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเป็นกรณีเร่งด่วน เพื่อขอให้วินิจฉัยใน 2 ประเด็น ประกอบด้วย
.
1. เมื่อผู้อำนวยการเลือกระดับอำเภอ จังหวัด และประเทศ ได้มีคำสั่งรับสมัครและประกาศรายชื่อผู้สมัคร ส.ว. ว่ามีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามแล้ว คำสั่งดังกล่าวถือเป็นที่สุด ไม่อาจถูกตรวจสอบได้อีก เว้นแต่กรณีที่อยู่ในอำนาจวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะตามมาตรา 63 แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. พ.ศ.2561
.
2. กรณีที่ กกต. ได้มีคำวินิจฉัยยกคำร้อง (ตามมาตรา60 วรรคสอง และมาตรา 62 แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. พ.ศ.2561) ให้ถือว่าคำวินิจฉัยของ กกต. นั้นเป็นที่สุด ไม่อาจยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อขอให้ตรวจสอบหรือทบทวนคำวินิจฉัยซ้ำได้อีก
.
ทั้งนี้ต้นเหตุและข้อเท็จจริงของปัญหาปรากฏว่ามีผู้สมัคร/ผู้มีสิทธิเลือก ส.ว. ได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา คดี เพื่อขอให้ศาลฎีกาตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัคร/ผู้มีสิทธิเลือกรวม 5 ราย ประกอบด้วย นายบัลลังค์ ศรีมงคล นางวรรษมนต์ คุณแสน นางแดง กองมา นายสมพาน พละศักดิ์, นางทองเสียน วงษ์ประจันทร์
.
และขอให้ทบทวนคำวินิจฉัยของ กกต.ศาลฎีการับคำร้องทั้ง 3 คดีไว้พิจารณา และมีคำสั่งให้ทำคำคัดค้าน/กำหนดนัดตรวจพยานหลักฐาน
.
กกต.มองว่าการที่ศาลฎีกาเปิดรับคำร้องในลักษณะนี้ เป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต ก้าวล่วงมาตรวจสอบคุณสมบัติและทบทวนคำวินิจฉัยของ กกต. ที่เป็นที่สุดไปแล้ว จึงเกิดปัญหาเกี่ยวกับขอบเขตหน้าที่และอำนาจระหว่างองค์กรตามรัฐธรรมนูญขึ้น
.
พร้อมยกเหตุผล อำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 224 ระบุว่า กกต. เป็นองค์กรอิสระที่มีหน้าที่และอำนาจโดยตรงในการบริหารจัดการ การควบคุมดูแลการเลือก ส.ว. ให้สุจริตและเที่ยงธรรม รวมถึงมีอำนาจสืบสวน ไต่สวน และประกาศผล
.
พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. พ.ศ. 2561 กำหนดให้ศาลฎีกามีอำนาจเฉพาะกรณีผู้สมัครถูกผู้อำนวยการเลือกสั่งไม่รับสมัคร หรือถูกลบชื่อ (เพื่อยื่นขอเพิ่มชื่อตามมาตรา 22 และ 23) กรณีการเลือกในระดับต่างๆ เป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา44
.
กรณีที่ กกต. เป็นผู้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเอง เพื่อขอให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง/สิทธิเลือกตั้ง ตามมาตรา 60 วรรคสอง และมาตรา62 ไม่มีบทบัญญัติใดให้อำนาจประชาชน หรือผู้สมัครยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ที่ได้รับสมัครไปแล้ว หรือขอให้ศาลฎีกาทบทวนคำวินิจฉัยยกคำร้องของ กกต.
.
ทั้งนี้อ้างอิงแนวคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เช่น คำวินิจฉัยที่ 52/2546 และ 14/2566 ที่วางหลักว่า การใช้อำนาจของ กกต. ในการไต่สวนและมีคำวินิจฉัยถือเป็นที่สุด หากไม่มีลักษณะเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพ (เช่น กรณี กกต. วินิจฉัยยกคำร้อง) ย่อมเป็นที่สุด ไม่อาจถูกโต้แย้ง ทบทวน หรือถูกตรวจสอบโดยองค์กรตุลาการได้อีก.