นิทานจากสองพี่น้องกริมม์ (Grimms’ Fairy Tales) โดยยาค็อบ กริมม์ (Jacob Grimm) และวิลเฮล์ม กริมม์ (Wilhelm Grimm) ทั้งคู่เกิดที่เมืองฮานาเวอร์ ประเทศเยอรมนี เป็นการรวบรวมเรื่องเล่าพื้นบ้านเยอรมันและยุโรปที่เต็มไปด้วยเวทมนตร์ เหตุการณ์เหนือจริง และตัวละครมหัศจรรย์ เรื่องราวเหล่านี้หลากหลายทั้งความลึกลับ ตลก ดราม่า และผจญภัย สะท้อนจินตนาการและความเชื่อของคนในสมัยนั้น
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ท่ามกลางเนินเขาเขียวขจีที่ฝูงแกะเล็มหญ้าอย่างสงบ มีเด็กชายเลี้ยงแกะคนหนึ่งอาศัยอยู่ แม้เขาจะมีเพียงไม้เท้าและเสื้อผ้าเก่าๆ แต่ชื่อเสียงของเขากลับขจรขจายไปไกลยิ่งกว่าขุนนางผู้มั่งคั่ง
ผู้คนต่างเล่าขานกันว่าเด็กชายคนนี้มีสติปัญญาเป็นเลิศ ไม่ว่าใครจะนำปัญหาที่ซับซ้อนหรือคำถามที่มืดแปดด้านเพียงใดมาถามเขา เด็กน้อยมักจะมีคำตอบที่แหลมคมและเปี่ยมด้วยเหตุผลให้เสมอ
เมื่อข่าวนี้ล่วงรู้ไปถึงพระกรรณของพระราชาผู้ปกครองแผ่นดิน พระองค์ทรงรู้สึกกังขาเป็นอย่างยิ่ง เพราะไม่เชื่อว่าเด็กชาวบ้านธรรมดาจะมีความรอบรู้เกินกว่าเหล่านักปราชญ์ในราชสำนัก พระราชาจึงทรงรับสั่งให้ทหารไปพาตัวเด็กน้อยเข้าวังเพื่อทดสอบด้วยพระองค์เอง
เมื่อเด็กชายมายืนอยู่เบื้องหน้าราชบัลลังก์อันโอ่อ่า พระราชาทรงตรัสด้วยน้ำเสียงกังวานว่า
“ข้าได้ยินมาว่าเจ้าคือผู้ที่รอบรู้ที่สุดในแผ่นดิน หากเจ้าสามารถตอบคำถามสามข้อที่ข้าจะถามได้ถูกต้องและถูกใจข้า ข้าจะรับเจ้าเป็นลูกบุญธรรม และเจ้าจะได้เสวยสุขอยู่ในพระราชวังแห่งนี้เฉกเช่นเจ้าชายคนหนึ่ง”
เด็กน้อยก้มศีรษะลงเล็กน้อยแล้วตอบอย่างสำรวมว่า “ขอพระองค์โปรดเอ่ยคำถามเหล่านั้นเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
พระราชาทรงคลี่ยิ้มเล็กน้อยก่อนจะเริ่มถามข้อแรก ซึ่งเป็นคำถามที่เหล่านักคณิตศาสตร์ต่างส่ายหน้า
“ข้อแรก… จงบอกข้ามาเถิดว่า ในมหาสมุทรที่กว้างใหญ่ไพศาลทั่วโลกนั้น มีหยดน้ำรวมกันอยู่ทั้งหมดกี่หยด?”
บรรดาขุนนางในท้องพระโรงต่างกระซิบกระซาบกันด้วยความสงสัย เพราะไม่มีผู้ใดในโลกจะสามารถนับหยดน้ำในทะเลได้
แต่เด็กชายเลี้ยงแกะกลับนิ่งสงบ เขาเงยหน้าขึ้นแล้วทูลตอบว่า “ข้าแต่มหาราช คำถามของพระองค์นั้นยิ่งใหญ่นัก แต่ก่อนที่หม่อมฉันจะบอกจำนวนได้ หม่อมฉันมีคำขอเพียงประการเดียว…"
"ขอพระองค์ทรงสั่งให้ทหารไปสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำทุกลำสายในโลกใบนี้ และอุดทางไหลของลำธารทุกแห่งไม่ให้น้ำไหลลงสู่ท้องทะเลแม้แต่หยดเดียว จนกว่าหม่อมฉันจะนับน้ำในมหาสมุทรนั้นเสร็จสิ้น”
เขากล่าวต่อด้วยแววตาเป็นประกายว่า “เมื่อน้ำนิ่งสนิทและไม่มีหยดน้ำใหม่ไหลเข้าไปปะปน หม่อมฉันจะนับและบอกจำนวนหยดน้ำทั้งหมดให้พระองค์ทราบในทันทีพ่ะย่ะค่ะ”
พระราชาทรงนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะออกมาด้วยความพอใจ เพราะทรงเห็นถึงไหวพริบในการแก้ปัญหาที่ “เป็นไปไม่ได้” ด้วยเงื่อนไขที่ “เหนือความคาดหมาย” เช่นกัน
เมื่อผ่านพ้นข้อแรกไปได้อย่างน่าทึ่ง พระราชาจึงทรงตั้งคำถามที่สองที่ยากขึ้นและต้องใช้จินตนาการอันลึกซึ้ง
“เจ้าตอบได้ดีมาก แต่ข้อต่อไปนี้จะทดสอบสายตาและสมองของเจ้า… จงบอกข้ามาว่า บนท้องฟ้ายามค่ำคืนที่ครอบคลุมทั่วอาณาจักร มีดวงดาวประดับอยู่ทั้งหมดกี่ดวง?”
เด็กชายเลี้ยงแกะไม่แสดงท่าทีวิตกกังวล เขาหันไปหาทูลขอต่อพระราชาว่า
“หม่อมฉันขอเพียงกระดาษสีขาวแผ่นใหญ่สักแผ่น พร้อมด้วยปากกาและน้ำหมึกพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อมหาดเล็กนำมาให้ เด็กน้อยก็เริ่มจรดปลายปากกาแต้มจุดเล็กๆ ลงบนกระดาษอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง จุดเหล่านั้นเล็กและละเอียดมากเสียจนมองผ่านๆ แทบจะไม่เห็น และพวกมันก็ซ้อนทับกันอย่างหนาแน่นจนไม่มีใครสามารถนับแยกทีละจุดได้
เขายื่นกระดาษแผ่นนั้นให้พระราชาแล้วทูลว่า “จำนวนดวงดาวบนท้องฟ้ามีมากเท่ากับจุดที่หม่อมฉันแต้มไว้บนกระดาษแผ่นนี้พ่ะย่ะค่ะ หากใครก็ตามมีสายตาที่เฉียบคมพอจะนับจุดเหล่านี้ได้จนครบถ้วน เขาก็จะล่วงรู้จำนวนดวงดาวทั้งหมดได้ในทันที”
พระราชาและเหล่านักปราชญ์พยายามจ้องมอง แต่เพียงครู่เดียวพวกเขาก็ต้องเบือนหน้าหนีเพราะความถี่พราวของจุดทำให้ตาพร่ามัว พระราชาทรงพยักพระพักตร์ด้วยความทึ่งในวิธีที่เด็กชายใช้พิสูจน์ความอนันต์ของจักรวาล
สุดท้าย พระราชาทรงตั้งคำถามข้อที่สามซึ่งเป็นปัญหาทางปรัชญาที่ลึกซึ้งที่สุด “คำถามสุดท้ายนี้คือบทพิสูจน์จิตวิญญาณของเจ้า… จงบอกข้าว่า ในสิ่งที่เรียกว่า ‘นิรันดรกาล’ (Eternity) นั้น มีเวลากี่วินาที?”
ท้องพระโรงเงียบสนิทลงเพื่อรอฟังคำตอบ เด็กชายเลี้ยงแกะนิ่งสงบก่อนจะเริ่มเล่าขานเป็นนิทานเปรียบเทียบ
“ในดินแดนเบื้องล่างของแคว้นโพเมอราเนีย มีภูเขามหึมาลูกหนึ่งชื่อว่า ‘ภูเขาเพชร’ มันมีความสูงกว้างและลึกอย่างละสองไมล์ครึ่ง ทุกๆ หนึ่งร้อยปีจะมีนกตัวน้อยเพียงตัวเดียวบินมาที่ภูเขาลูกนี้ เพื่อลับจะงอยปากของมันเพียงครั้งเดียวกับหินเพชรที่แข็งแกร่งที่สุด”
เด็กน้อยมองไปที่พระราชาด้วยแววตาแน่วแน่แล้วกล่าวต่อ “และเมื่อใดก็ตามที่นกตัวนั้นลับปากไปเรื่อยๆ จนภูเขาเพชรทั้งลูกสึกกร่อนจนหายวับไปกับตา เมื่อนั้นแหละพ่ะย่ะค่ะ… ที่ ‘วินาทีแรก’ ของนิรันดรกาลเพิ่งจะพ้นผ่านไป”
คำตอบนั้นทำให้พระราชาทรงประจักษ์แจ้งถึงปัญญาอันไร้ขีดจำกัดของเด็กชาย ทรงตรัสด้วยความปีติว่า
“เจ้าตอบคำถามประดุจนักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป เจ้าจะได้อาศัยอยู่ในพระราชวังแห่งนี้ในฐานะลูกของข้า และข้าจะมอบทุกอย่างเพื่อให้เจ้าได้ใช้ปัญญาพัฒนาแผ่นดินนี้สืบไป”
สุดท้ายเด็กชายเลี้ยงแกะใช้ไหวพริบเปลี่ยนเรื่องเหลือเชื่อให้กลายเป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย ทำให้เขากลายเป็นเจ้าชายผู้ทรงภูมิปัญญาตามที่พระราชาได้ลั่นวาจาไว้
(นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… สติปัญญาและไหวพริบคืออาวุธที่ทรงพลังที่สุดในการเอาชนะอุปสรรคที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ เพราะในขณะที่คนทั่วไปอาจมองเพียงข้อจำกัดของคำถาม แต่ผู้ที่มีปัญญาจะรู้วิธีพลิกแพลงสถานการณ์ด้วยการสร้างเงื่อนไขที่ชาญฉลาดและการเปรียบเทียบที่เหนือความคาดหมายเพื่อให้เข้าใจและเห็นภาพได้อย่างชัดเจน)
.
⌛✨💖 นิทานพี่น้องกริมม์: เด็กเลี้ยงแกะผู้ชาญฉลาด 💖✨⌛