เงาแห่งกรรมและรอยธรรม กุกกุจจเจตสิก พระเจ้าอชาตศัตรู และสังวรปธานตามโอวาทของพระเจ้าชนสันธะ

ส่วนที่หนึ่ง: บันทึกนัยน์ตาปิศาจ


กรงขังที่แน่นหนาที่สุด คือห้องมืดในห้วงสำนึกของตนเอง

     หึ... โง่เขลาเสียจริง มนุษย์เอ๋ย เจ้าคิดว่ากรงขังที่แท้จริงคืออะไรหรือ? กำแพงอิฐ ปูน หรือซอกหลืบอันมืดมิดในห้องสี่เหลี่ยมนี้กันเล่า? เปล่าเลย... กรงขังที่มั่นคงที่สุด แน่นหนาที่สุด และทรมานที่สุด ย่อมไม่ใช่สิ่งที่สร้างขึ้นจากวัตถุภายนอก หากแต่เป็นห้องมืดที่ข้าสร้างขึ้น... ในห้วงสำนึกของตัวเจ้าเองต่างหาก

     ความเงียบงันในยามวิกาลไม่ได้ช่วยให้ความร้อนรุ่มในอกมอดไหม้ลงได้เลย ตรงกันข้าม... มันกลับเป็นเสียงสะท้อนชั้นดีให้กรงเล็บอันแหลมคมของข้า ขูดขีดซ้ำลงไปบนรอยแผลเก่าที่เจ้าพยายามจะลืมเลือน ภาพเหตุการณ์ในวันนั้น... วินาทีที่ความตระหนี่ ความหงุดหงิด และอคติเข้าครอบงำหัวใจเจ้า จนสั่งให้มือคู่นั้นกระทำในสิ่งที่ทำให้เสียใจในภายหลัง หึๆ เจ้าคิดว่าเรื่องมันจบลงตรงที่คนผู้นั้นเดินลับหายไปหรือเปล่า?
เปล่าเลย... นั่นมันเพิ่งเริ่มต้นต่างหากล่ะ

     ทุกครั้งที่เปลือกตาของเจ้าปิดลง ภาพสีหน้า แววตาผู้ถูกเจ้ากระทำ และความใจแคบของเจ้า จะถูกฉายซ้ำด้วยฟิล์มสีเลือด ข้าจะกระซิบกรอกหูเจ้าซ้ำๆ ย้ำเตือนถึงความโง่เขลาในอดีต รสชาติของความกินแหนงใจ ร้อนรุ่ม และความรังเกียจเดียดฉันท์ในตัวเอง มันหอมหวานเหลือเกิน... ยิ่งเจ้าพยายามดิ้นรนปฏิเสธเสียงก้องในหัวมากเท่าไหร่ ข้าก็ยิ่งหัวเราะเยาะดังขึ้นเท่านั้น “เจ้ามันคนบาป... เจ้าคือผู้ทำลายบุญกุศลของตนเองด้วยความมือไวใจเร็ว”

     แต่มันยังไม่สะใจข้าเพียงแค่นั้นหลอก... ในเมื่อบาปที่ทำไปแล้วมันสุมอกจนหายใจไม่ออก ข้าก็ยังใจดี เปิดหน้าต่างอีกบานให้เจ้าได้มองเห็น ‘ความว่างเปล่า’ ของบุญกุศลที่ควรจะได้ทำ แต่กลับปล่อยให้ความเฉื่อยชาและความเห็นแก่ตัวพัดพาให้หลุดลอยไป เสบียงบุญสำหรับเดินทางในสังสารวัฏแห้งผากเป็นจุล ความหวังที่จะได้พึ่งพาบุญฤทธิ์กลายเป็นเพียงความฝันลมๆ แล้งๆ

     นี่แหละ... ตัวข้า! (กุกกุจจะ/วิปฏิสาร) การตามเดือดร้อนรำคาญใจทั้งในบาปที่ทำไปแล้ว และบุญที่ไม่ได้ทำ มันกำลังกัดกินวิญญาณของเจ้าให้ผุกร่อนทีละน้อย ลมหายใจที่กระชั้นถี่ ความสั่นเทาของริมฝีปาก และหยาดน้ำตาที่ไหลรินอย่างไร้ความหมาย คือหลักฐานชั้นดีว่า เจ้าตกเป็นทาสของข้าอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว

     ดิ้นไปสิ... ร้องคร่ำครวญไปเถอะ! เพราะตราบใดที่รอยแผลแห่งกรรมยังฝังราก ข้า ผู้เป็นเงาในจิตใต้สำนึกของเจ้า ก็จะยังคงทำหน้าที่เป็นผู้คุมเรือนจำทางใจ คอยเฆี่ยนตีและตอกย้ำซ้ำเติมเจ้าเช่นนี้ไปชั่วนิรันดร์... ไม่มีวันพ้นโทษ และไม่มีวันได้รับการอภัยจากตัวเจ้าเองหรอกนะ



คำอธิบาย "กุกกุจจะเจตสิก" ทางอภิธรรม

     ปจฺฉานุตาปลกฺขณํ --- เดือดร้อนในภายหลังเป็นลักษณะ

กตากตานุโสจนรสํ --- ตามเดือดร้อนถึงบาปที่ทำและบุญที่ไม่ได้ทำเป็นรส  

     วิปฺปฏิสารปจฺจุปฏฺฐานํ --- ความกินแหนงใจเป็นผล

กตากตปทฏฺฐานํ --- การทำบาปและมิได้ทำบุญเป็นเหตุใกล้



ส่วนที่สอง: เงาแห่งกรรมและแสงแห่งธรรม บันทึกจากชีวกัมพวัน


พระเจ้าอชาตศัตรู ผู้ทรงนั่งกอดพระเพลาท่ามกลางนิมิตแห่งดาบ คราบเลือด และไฟนรก

     ราตรีนั้น... ความเงียบงันมิได้นำพามาซึ่งความสงบ หากแต่แผดเผาพระหฤทัยของพระเจ้าอชาตศัตรูให้เร่าร้อนดั่งตกอยู่ในกองอัคคี ยามเมื่อเสด็จพระราชดำเนินมุ่งสู่สวนมะม่วงของหมอชีวกโกมารภัจจ์ บรรยากาศรอบพระกายช่างวังเวงและน่าสะพรึงกลัวในสายตาของผู้มีชนกกรรมตามสนอง ข้าราชบริพารนับพันที่ตามเสด็จต่างสงบสำรวมจนไม่มีแม้เสียงกระแอม แต่นั่นมิได้ทำให้พระทัยของพระราชาผู้หวาดผวาคลายความระแวงลงได้เลย ทรงสะดุ้งพระเนตรมองซ้ายแลขวาอยู่ตลอดเวลา

     ด้วยความหวั่นเกรงสุดขีดจนถึงขั้นหวาดผวาเหมือนไก่รอวันเชือด พระองค์จึงหันไปตรัสถามหมอชีวกด้วยพระสุระเสียงที่สั่นเครือซ้ำแล้วซ้ำเล่า:

     “ดูก่อนชีวก ท่านมิได้ลวงเรามาเพื่อฆ่าหรือ? ดูก่อนชีวก ท่านมิได้ลวงเรามามอบให้แก่ศัตรูหรอกหรือ?”

     หมอชีวกผู้เป็นบัณฑิตกราบทูลยืนยันด้วยความสัตย์จริงครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งเสด็จถึงร่มเงาแห่งพระพุทธองค์ ความหวาดระแวงนั้นจึงค่อย ๆ สงบลงชั่วขณะเบื้องพระพักตร์ที่แผ่รังสีแห่งความเย็นฉ่ำ



เหตุไฉนพระราชาผู้ยิ่งใหญ่จึงมีอาการเช่นนี้

     นั่นก็เพราะรอยแผลเป็นอันเกิดจากกุกกุจจเจตสิก ความเดือดร้อนรำคาญใจในบาปกรรมอันหนักหนาที่ได้กระทำลงไปแล้ว ด้วยอำนาจแห่งการคบหาปาปมิตรอย่างพระเทวทัต พระองค์หลงเชื่อคำยุยงจนถึงกับปลงพระชนม์พระราชบิดา คือพระเจ้าพิมพิสารผู้ทรงทศพิธราชธรรมอันบริสุทธิ์

     ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ราตรีอันเป็นสุขจึงไม่เคยเป็นของพระองค์อีกเลย ทุกครั้งที่ทอดพระกายลงบนพระแท่นบรรทม ความมืดมิดจะหลอนด้วยภาพแสงดาบ คราบเลือด และนิมิตแห่งความตาย จนพระองค์ต้องทรงนั่งกอดพระเพลา พระสโทรกชุ่มด้วยพระเสโท หวาดผวาอยู่บนเตียงนอนราวกับนักโทษรอวันประหาร ชีวิตของพระราชาผู้ครอบครองแผ่นดินกลายเป็น “นรกบนดิน” ที่ถูกแผดเผาด้วยไฟแห่งความสำนึกผิดอย่างไม่มีวันจบสิ้น

     ครั้นเมื่อเสด็จเข้าไปใกล้ และทอดพระเนตรเห็นพระพุทธองค์ประทับท่ามกลางหมู่ภิกษุสงฆ์ผู้สงบสงัด นั่งนิ่งดั่งสระน้ำอันใสสะอาด ภาพความสงบอันบริสุทธิ์นั้นได้สะท้อนลึกลงไปในดวงหฤทัยที่กำลังพายุพัดกระหน่ำ ฉับพลันนั้นความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นด้วยความอาลัยและปรารถนาลึก ๆ: “โอหนอ... หากพระราชกุมารโอรสของเรา พึงมีความสงบสำรวมเช่นเดียวกับพระภิกษุสงฆ์เหล่านี้บ้าง ก็คงจะประเสริฐไม่น้อย”

     จิตที่น้อมไปในทางกุศลเพียงเล็กน้อยนี้เอง กลายเป็นสายธารเย็นที่เข้ามาหล่อเลี้ยงจิตใจที่แห้งผากของพระองค์ เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูทูลถามปัญหาอันลึกซึ้งเกี่ยวกับอานิสงส์ของการออกบรรพชาในปัจจุบัน พระพุทธองค์จึงทรงแสดงสามัญผลสูตร พระสูตรว่าด้วยผลแห่งความเป็นสมณะ แสดงลำดับขั้นการปฏิบัติตั้งแต่ศีล สมาธิ จนถึงปัญญาญาณ

     พระธรรมเทศนานั้นเปรียบเสมือนน้ำทิพย์ชโลมลงบนแผลใจอันเร่าร้อน ทำให้กุกกุจจะคลายตัวลง ความมืดมนในดวงจิตถูกแสงแห่งปัญญาขับไล่ให้จางหาย จนพระองค์ทรงเกิดปีติและเสด็จกลับพระราชวังไปบรรทมหลับได้อย่างสนิทเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน

     ทว่าเมื่อพระองค์เสด็จลุกจากไปแล้ว พระศาสดาตรัสปรารภกับภิกษุสงฆ์ด้วยพระพุทธจักษุอันยาวไกลว่า:

     “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระราชานี้เป็นผู้มีบาปอกุศลอันหนาแน่น เสื่อมเสียครั้งใหญ่หลวงนัก เพราะถ้าพระราชานี้มิได้ปลงพระชนม์พระราชบิดาผู้ทรงธรรม ในขณะที่ประทับนั่ง ณ อาสนะนี้แล ธรรมจักษุอันปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ก็พึงเกิดขึ้นแก่พระองค์ว่า ‘สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับไปเป็นธรรมดา’ คือการบรรลุเป็นพระโสดาบันจักบังเกิดมีแก่พระองค์”

     แต่น่าเสียดาย... อนันตริยกรรมที่ได้กระทำลงไปแล้ว เปรียบเสมือนภูเขาหินก้อนใหญ่ที่ปิดกั้นประตูแห่งอริยมรรคไว้ในภพชาตินี้ ทำให้พระองค์ได้เพียงความสงบระงับชั่วคราวและเป็นอุบาสกผู้ถึงไตรสรณคมน์ แต่ไม่อาจบรรลุมรรคผลขั้นสูงได้ในทันที...
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่